×

อัศวิณีย์ ชนะคดี ศาลฎีกาพิพาษายืน ทัศนัย ผิดหมิ่นประมาท ผู้เสียหายเผย ได้ความเป็นธรรมหลังสู้คดีนาน 5 ปี

โดย THE STANDARD TEAM
31.05.2026
  • LOADING...
ภาพ รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง และ ผศ.ทัศนัย เศรษฐเสรี

ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 955/2569 ในคดีหมิ่นประมาทที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทภายในคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยพิพากษายืนให้ลงโทษ ผศ.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากกรณีการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อปี 2564

 

คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งในเวลานั้น รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง อาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ ซึ่งดำรงตำแหน่งคณบดีในขณะนั้น ถูกกล่าวหาและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ จนกลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง

 

ภายหลัง รศ.อัศวิณีย์ได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ว่า ให้จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 จำคุก 3 เดือน และปรับ 20,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี และให้รายงานตัว 3 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้จำเลยลบข้อความที่หมิ่นประมาทออกจากเฟซบุ๊กภายใน 15 วัน ก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569

 

สำหรับรายละเอียดที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีหมิ่นประมาท ได้วินิจฉัยว่าข้อความที่จำเลยเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งกล่าวถึงผู้เสียหายในลักษณะว่าเป็น ‘ลูกสาวศิลปินแห่งชาติ’ เป็น ‘ผู้เฝ้าหอศิลป์’ และเป็นผู้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเก็บงานศิลปะของนักศึกษา รวมถึงสื่อให้สาธารณชนเข้าใจว่าผู้เสียหายมีพฤติกรรมใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ไม่เหมาะสมและมีอคติทางการเมืองนั้น เป็นข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหาย

 

คำพิพากษาระบุว่า ข้อความดังกล่าวทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่า ผู้เสียหายเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดำเนินการกับผลงานศิลปะของนักศึกษา และเป็นบุคคลที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ อันอาจทำให้ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง หรือเสื่อมเสียชื่อเสียงในสายตาของสังคม

 

อย่างไรก็ตาม ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่ดูแลนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเก็บงานศิลปะของนักศึกษาแต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าพื้นที่เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ภายในอาคารที่จัดแสดงนิทรรศการ

 

ศาลยังเห็นว่า จำเลยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ข้อความ ทั้งที่เนื้อหาดังกล่าวกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ตำแหน่ง และความน่าเชื่อถือของผู้เสียหายโดยตรง

 

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่อาจถือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนได้ แต่เป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกดูหมิ่น เกลียดชัง หรือได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง

 

ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และพิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

 

ขณะเดียวกัน รศ.อัศวิณีย์ ได้ส่งถึงสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา ตนเองและครอบครัวต้องเผชิญกับผลกระทบจากความเข้าใจผิดของสังคม การวิพากษ์วิจารณ์ และการเผยแพร่ข้อมูลบนโลกออนไลน์ ซึ่งส่งผลต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และชีวิตส่วนตัวเป็นอย่างมาก

 

รศ.อัศวิณีย์ระบุว่า แม้คำพิพากษาจะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมและคืนความเป็นธรรมให้แก่ตนเองแล้ว แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ไม่อาจลบเลือนได้ในทันที

 

นอกจากนี้ ยังสะท้อนมุมมองต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาและเยาวชนที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับความเคลื่อนไหวทางสังคมในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเห็นว่าบางส่วนอาจได้รับข้อมูลไม่รอบด้านและต้องเผชิญผลกระทบต่อชีวิตในระยะยาวจากการตัดสินใจหรือการแสดงออกทางการเมืองในช่วงเวลานั้น

 

รศ.อัศวิณีย์ระบุด้วยว่า คดีนี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลและการสื่อสารบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่หรือแสดงความคิดเห็นต่อบุคคลอื่น เนื่องจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงและชีวิตของผู้ที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาถือเป็นที่สุดในคดีดังกล่าว และเป็นการปิดฉากข้อพิพาททางกฎหมายที่ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 5 ปี นับตั้งแต่เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในปี 2564

 

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising