×

DSI จ่อนัดถกอัยการคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ปมฮั้วสว. สิ้นเดือนนี้ ชี้ไม่ผูกมัดแค่ 77 รายตาม กกต. เล็งสอบกลุ่มนักการเมืองเพิ่ม พร้อมชี้แจงอุปสรรคหน่วยงานรัฐปฏิเสธส่งข้อมูลสำคัญ

โดย THE STANDARD TEAM
17.09.2026
เจ้าหน้าที่ DSI กำลังพิจารณาเอกสารคดีฮั้ว สว.

วันนี้ (17 กันยายน) ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน เตรียมทำหนังสือประสานขอรายงานคำวินิจฉัยฉบับเต็มจาก กกต. เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี ก่อนนัดหมายประชุมคณะพนักงานสอบสวนร่วมกับพนักงานอัยการภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อกำหนดประเด็นและตรวจสอบพฤติการณ์ความเชื่อมโยงของกลุ่มผู้ต้องหา

 

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินคดีอาญาฐานอั้งยี่และฟอกเงิน DSI ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องยึดโยงตัวเลขผู้ถูกร้อง 77 รายตามมติของ กกต. เพียงอย่างเดียว หากพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือรัฐมนตรี แม้บุคคลเหล่านั้นจะรอดพ้นจากมติของ กกต. มาได้ แต่ DSI จะพิจารณาดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด นอกจากนี้ ยังต้องทบทวนสถานะของผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ ผกามาศ ไทยนุกูล และ เลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ซึ่งเคยถูก DSI สั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้ แต่กลับไม่มีชื่อในสำนวนส่งฟ้องของ กกต. ว่าจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไปอย่างไร

 

รายงานข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนเปิดเผยถึงอุปสรรคสำคัญในการทำคดีว่า DSI ไม่ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานรัฐตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่เพิกเฉยต่อการขอข้อมูลเส้นทางการเงินนานนับปี ขณะที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาปฏิเสธการส่งมอบข้อมูลเงินเดือนของผู้ช่วยและที่ปรึกษา สว. ทั้ง 138 คน โดยอ้างข้อจำกัดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ทั้งที่กฎหมายดังกล่าวไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลในคดีอาญาได้

 

นอกจากนี้ ยังพบข้อสังเกตถึงท่าทีของ กกต. ที่ปฏิเสธการรับมอบพยานหลักฐานสำคัญจาก DSI ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญที่เข้า-ออกโรงแรมระดับชาติ และพิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการกดดันทางการเมือง ส่งผลให้สำนวนของ กกต. ขาดพยานหลักฐานสำคัญจนต้องตีตกผู้ต้องหาบางรายไป

 

สำหรับกรณีที่ กกต. ปัดตกคำให้การของพยานรหัสที่ 16 คือ เอกราช ช่างเหลา โดยมองว่าเป็นพยานที่ไม่น่าเชื่อถือหลังมีการกลับคำให้การนั้น DSI ชี้แจงว่า ในวันสอบปากคำครั้งแรก มีเจ้าหน้าที่จากทั้ง DSI กกต. และพนักงานอัยการ ร่วมสอบปากคำพร้อมกันถึง 2 ชุด พยานมีอากัปกิริยาปกติ ไร้ร่องรอยการถูกข่มขู่หรือบังคับ การที่พยานส่งจดหมายขอแก้ไขคำให้การไปยังประธาน กกต. ในภายหลัง จะถูกนำไปพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล ซึ่งหากพยานยอมรับว่าให้การเท็จในชั้นพนักงานสอบสวน จะมีความผิดฐานให้การเท็จ แต่หากอ้างว่าคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นจริงและมากลับคำในชั้นศาล จะเข้าข่ายความผิดฐานเบิกความเท็จต่อศาล ซึ่งมีบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาอย่างเด็ดขาด


READ MORE






Latest Stories