วันนี้(16 กันยายน) จากกรณีที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบหมายทีมกฎหมายยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้สั่งระงับการยึดและอายัดทรัพย์สิน เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในปี 2549 จำนวนกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยแย้งว่าเป็นการดำเนินการที่ซ้ำซ้อนและมิชอบด้วยกฎหมาย
วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความเปิดเผยถึงกรณีที่กรมสรรพากรดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร โดยยืนยันว่า ทักษิณมิได้มีเจตนาโต้แย้งคำพิพากษาอันถึงที่สุด แต่ต้องการชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เงินได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ จำนวน 329.2 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 15,883.9 ล้านบาท ที่ถูกนำมาคำนวณภาษีนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเงินได้จากการขายหุ้นทั้งหมด 1,419.49 ล้านหุ้น ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 ยึดให้ตกเป็นของแผ่นดินไปทั้งหมดแล้ว รวมเป็นเงิน 46,373.68 ล้านบาท
วิญญัติ ระบุว่า เมื่อเงินได้ทั้งหมดจากการขายหุ้นถูกรัฐยึดไปแล้ว จึงไม่มีเงินได้หรือประโยชน์อื่นใดคงเหลือให้นำมาคำนวณภาษีประจำปี 2549 อีกต่อไป การที่กรมสรรพากรยังคงติดตามยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติม จึงเป็นการบังคับคดีที่ซ้ำซ้อนและเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย พร้อมเสนอแนะว่า กรมสรรพากรควรไปขอรับเงินภาษีดังกล่าวจากกระทรวงการคลัง แทนการยึดอายัดทรัพย์สินส่วนอื่นของทักษิณเพิ่มอีก
จากการกระทำที่เข้าข่ายโต้แย้งสิทธิดังกล่าว ทักษิณจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 และร้องขอมาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อห้ามกรมสรรพากรกระทำซ้ำหรืออายัดทรัพย์สินต่อเนื่อง จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ทั้งนี้ ศาลภาษีอากรกลางได้นัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 และนัดชี้สองสถานพร้อมสืบพยานในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569
ภาพ: แฟ้มภาพ


