กลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในบัญชีสำรอง เดินทางไปยังศาลฎีกา สนามหลวง เพื่อยื่นคำร้องคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ให้ยกคำร้อง 3 ข้อกล่าวหาในคดีทุจริตการเลือก สว. พร้อมชี้ว่า กกต. วินิจฉัยคดีโดยละเลยมาตรฐานตามกฎหมายการเลือก สว. และมุ่งเน้นเพียงมาตรฐานทางอาญา
ทั้งนี้ หากพบว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ กกต. อาจเข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมายที่ระวางโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี โดยกลุ่ม สว.สำรอง เรียกร้องให้ศาลสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวและให้ กกต. กลับไปพิจารณาตรวจสอบ สว. จำนวน 138 คนใหม่อีกครั้ง
พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ตัวแทนกลุ่ม สว.สำรอง เปิดเผยถึงข้อเรียกร้องทางกฎหมายว่า การที่ กกต. ยกคำร้องทั้ง 3 ข้อกล่าวหา โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่ง กกต. ระบุว่าการจัดทำโพยไม่มีความผิดนั้น ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เนื่องจากโพยฉบับแรกที่ตนค้นพบเป็นเอกสารที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่ง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง
การที่ กกต. วินิจฉัยข้อกล่าวหาของผู้ถูกร้องทั้ง 77 ราย โดยพิจารณาในลักษณะของคดีอาญาที่มุ่งหาความผิดส่วนบุคคลเป็นหลัก ถือเป็นการละเลย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 62 ซึ่งระบุมาตรฐานการพิจารณาไว้ว่า เพียงมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” การเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ศาลก็จะต้องยื่นคำร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิ
การที่ กกต. ไม่นำมาตรา 62 มาพิจารณา ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการจงใจปล่อยปละละเลยหรือไม่ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายฉบับเดียวกันในมาตรา 32 ที่กำหนดให้ กกต. หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ต้องทำให้การเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หากหลีกเลี่ยงหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะมีระวางโทษจำคุก 10 ปี
ด้วยเหตุนี้ กลุ่ม สว.สำรอง จึงอาศัยสิทธิตามมาตรา 44 ในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาภายในกรอบระยะเวลา 3 วัน โดยมีคำขอหลักคือ ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำสั่งของ กกต. ที่ยกคำร้องข้อกล่าวหาที่ 1 ถึง 3 พร้อมทั้งขอให้ศาลเปิดไต่สวนและวินิจฉัยใหม่ โดยพิจารณาถึงพฤติการณ์การทุจริตที่เป็นรูปแบบขบวนการ ซึ่งส่งผลให้การเลือก สว. ไม่สุจริตเที่ยงธรรม
กลุ่ม สว.สำรองยังขอให้ศาลมีคำสั่งบังคับให้ กกต. กลับไปดำเนินการพิจารณาคุณสมบัติของ สว. ทั้ง 138 คนใหม่ทั้งหมด แล้วจึงส่งเรื่องกลับมาให้ศาลฎีกาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่ง พล.ต.ท.คำรบ เปรียบเทียบกระบวนการนี้ว่าเหมือนการให้ กกต. กลับไปทำทีสิสหรือการบ้านส่งขึ้นมาใหม่
ในประเด็นการชี้แจงของ กกต. ชุดใหญ่ ที่ระบุว่าพยานหลักฐานจากคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 36 ส่งมาไม่ถึง กกต. ชุดใหญ่ จึงทำให้ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอในการพิจารณาความผิดนั้น พล.ต.ท.คำรบ แสดงความเห็นว่า ในฐานะผู้บริหาร กกต. ไม่ควรโยนความผิดให้บุคคลอื่น การพิจารณาวินิจฉัยต้องกระทำด้วยความรอบคอบ และเมื่อผู้บริหารได้ทำการตัดสินใจวินิจฉัยไปแล้ว ย่อมต้องรับผิดชอบต่อผลของการวินิจฉัยนั้นด้วยตนเอง
ทั้งนี้ ทางกลุ่มยอมรับว่าไม่มีความหนักใจต่อกรณีที่ กกต. มีการเตรียมความพร้อมรับมือการถูกฟ้องร้อง เนื่องจากทางกลุ่ม สว.สำรอง ได้คาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าและใช้เวลาเตรียมการร่างหนังสือคำร้องมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว
สำหรับกรณีที่หากคดีถึงที่สุดและศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง ซึ่งจะส่งผลให้ สว. ชุดปัจจุบัน 26 ราย ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ทางกลุ่ม สว.สำรอง ยืนยันว่าพร้อมน้อมรับผลที่จะตามมาและยินดีรับตำแหน่งหากได้รับการเลื่อนขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่แทน เนื่องจากกระบวนการทุกอย่างเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย โดยเป้าหมายที่ผ่านมาคือการพิสูจน์ให้สังคมตระหนักถึงความไม่ชอบธรรมในกระบวนการเลือก สว. ที่เกิดขึ้น







