×

หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

27.05.2026
  • LOADING...
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้น จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความยืดเยื้อและไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย Moody’s ซึ่งทำให้ครบทั้ง 3 สถาบันหลักที่ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงจากระดับสูงสุด รวมถึงความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนสูง และ Bond Yield ปรับขึ้นทั่วโลก จนตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยกันใหม่

 

ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้าน ตลาดหุ้นไทยกลับยืนหยัดได้ดีกว่าที่หลายคนคาด SET Index สามารถปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปี แรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง GDP ไทย 1Q26 ที่ออกมา +2.8% ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ +2.2% ขณะที่ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ประกาศออกมาถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง หลายอุตสาหกรรมมีกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดประเมิน และกำไรรวมยังเติบโต YoY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 รวมถึงหุ้น DELTA ซึ่งมีน้ำหนักมากในตลาดได้รับการเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI

 

อย่างไรก็ดี ภาพที่ดูดีนี้ไม่ได้แปลว่าควรประมาท คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนในระยะนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ ‘ตลาดจะไปต่อได้หรือไม่’ แต่ควรเป็น ‘มีปัจจัยใดบ้างที่ต้องระมัดระวัง’

 

ประเด็นแรกที่ต้องระวังคือ Valuation ที่เริ่มตึงตัวขึ้น หลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนี หากการปรับขึ้นของตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่ม ความเสี่ยงจากการพักฐานของหุ้นนำตลาดอาจกระทบดัชนีโดยรวมได้มากกว่าที่คาด

 

ประเด็นถัดมาคือ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงสุดประมาณ 4.7% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 เดือน ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีนั้นยิ่งน่าตกใจกว่า เพราะขึ้นไปแตะ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 18 ปี โดยแรงกดดันหลักมาจาก 3 ปัจจัยที่เสริมกัน ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงระยะยาวที่สูงขึ้น และท่าทีของ Fed ที่ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ตราบใดที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Bond Yield มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป และอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผ่านต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น

 

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือหุ้นกลุ่ม Growth และเทคโนโลยี ซึ่งมักถูกประเมินมูลค่าบนสมมติฐานของอัตราคิดลดที่ต่ำ เมื่อ Yield สูงขึ้น มูลค่าของกำไรในอนาคตจะถูก Discount ลงมามากขึ้น ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้อ่อนไหวต่อแรงขายมากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย อาจเผชิญแรงกดดันจาก Fund Flow ที่ไหลกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยในสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภาวะ Yield สูงไม่ได้เป็นลบกับทุกสินทรัพย์ เพราะยังเป็นบวกต่อบางกลุ่ม เช่น ธนาคารที่อาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย และตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจโดยมีความเสี่ยง Duration ต่ำ

 

อีกปัจจัยที่ยังไม่ควรวางใจคือ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง แม้ตลาดจะตอบรับข่าวเชิงบวกจากการเจรจาเป็นระยะ แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง หากความตึงเครียดกลับมาปะทุ ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นแรง และส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

 

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ผลประกอบการ 1Q26 จะออกมาดีกว่าคาด แต่ยังต้องระวังว่าแรงส่งจากกำไรอาจเริ่มจำกัดลง หากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง หรือการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่กลับมาแข็งแรงมากพอ การปรับขึ้นของตลาดในระยะถัดไปจึงอาจต้องอาศัยปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจริง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

 

ดังนั้น ในภาวะที่ตลาดขึ้นมาอยู่ในระดับสูงและปัจจัยลบยังรายล้อม กลยุทธ์การลงทุนควรเน้นความระมัดระวังมากกว่าการไล่ซื้อ นักลงทุนอาจทยอยลดความเสี่ยงในหุ้นที่ราคาปรับขึ้นแรงเกินพื้นฐาน และหันมาให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแรง กระแสเงินสดดี หนี้ต่ำ และยังรักษาอัตรากำไรได้ในภาวะต้นทุนผันผวน

 

ในเชิงพอร์ตการลงทุน การกระจายความเสี่ยงยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาจเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้นถึงกลาง หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อช่วยลดแรงกระแทกหากตลาดเกิดการพักฐาน ขณะที่ฝั่งหุ้นควรเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว เพราะในช่วงที่ดัชนีอยู่ในจุดสูงสุดของปี โอกาสในการสร้างผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับการคัดเลือกหุ้นมากกว่าการอาศัยแรงหนุนจากภาพรวมตลาดเพียงอย่างเดียว

 

ผู้ลงทุนควรจัดพอร์ตให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง และสิ่งที่ผู้ลงทุนควรถามตัวเองอาจไม่ใช่แค่ว่า ‘จะได้กำไรอีกเท่าไร’ แต่คือ ‘หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด เราพร้อมรับมือแค่ไหน’

 

ภาพ: janews / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories