วันนี้ (27 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส. พรรคเสรีรวมไทย แถลงข่าวประเด็นความคืบหน้าการขาดจริยธรรมของ ไชยชนก ชิดชอบ และ อนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ได้ดำเนินการแยกเรื่องออกเป็น 2 ส่วน คือ การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเอาผิดทางอาญามาตรา 157 กับผู้เกี่ยวข้องรวม 4 คน ได้แก่ อนุทิน, ไชยชนก, ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมที่ดิน กรณีร่วมกันละเว้นการดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิในพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์
และอีกส่วนคือการส่งเรื่องผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีและ สส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม
พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า เหตุที่ต้องยื่นเรื่องผ่าน กกต. เนื่องจากไม่สามารถรวบรวมรายชื่อ สส.ฝ่ายค้าน เพื่อเข้าชื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ โดยระบุว่ามีเพียง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุน จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนช่องทาง ยืนยันว่าคำร้องและเอกสารหลักฐานทั้งหมดจัดทำอย่างละเอียดครบถ้วนในลักษณะเดียวกับสำนวนสอบสวน ไม่ใช่เพียงการยื่นเอกสารไม่กี่หน้า เนื่องจากตนมีประสบการณ์ด้านงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย จึงเห็นว่าทุกขั้นตอนต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อศาลในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อไปว่า จากข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานที่รวบรวมไว้ เห็นว่ามีมูลเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดร่วมกันละเว้นการดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิในพื้นที่เขากระโดง ซึ่งศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า พื้นที่กว่า 5,083 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย และต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิทั้งหมด โดยพื้นที่ดังกล่าวรวมถึงที่ดินที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชิดชอบ สนามฟุตบอล สนามแข่งรถจักรยานยนต์ และธุรกิจหลายแห่ง แต่หลังมีคำพิพากษา อธิบดีกรมที่ดินในขณะนั้นลาออก พอแต่งตั้งคนใหม่เข้ามาก็ไม่มีการเดินหน้าเพิกถอนต่อ ทั้งที่ศาลวินิจฉัยชัดเจนแล้วว่าผู้ครอบครองถือเป็นผู้บุกรุก
ส่วนของไชยชนก พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า แม้จะไม่ได้มีอำนาจโดยตรงเกี่ยวกับการเพิกถอนที่ดินของกรมที่ดิน แต่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินหลายแปลงในพื้นที่เขากระโดง รวมถึงมีบทบาทเป็นกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทที่ดำเนินกิจการในพื้นที่ดังกล่าว จึงอาจเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยเห็นว่าเมื่อศาลมีคำพิพากษาชัดเจนแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องควรคืนพื้นที่ให้รัฐ ไม่ใช่ยังคงดำเนินกิจการต่อไป โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันจะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และในวันถัดไปจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ กกต. อย่างเป็นทางการ
พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ ยังตั้งคำถามกลับไปยังพรรคการเมืองฝ่ายค้านและบุคคลที่ปฏิเสธร่วมลงชื่อ โดยเฉพาะพรรคประชาชนที่ให้เหตุผลว่าไม่ต้องการขยายอำนาจองค์กรอิสระ ว่า หากมองว่าปัญหานี้เกี่ยวข้องกับการทุจริตและการคอร์รัปชันจริง เหตุใดจึงไม่กล้าร่วมลงชื่อดำเนินการ ทั้งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์สาธารณะและทรัพย์สินของรัฐ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของตนเอง เพราะที่ผ่านมาไม่มีพรรคฝ่ายค้านใดร่วมลงชื่อเลย แม้แต่บุคคลในพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง ชวน หลีกภัย และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตนก็ได้นำเอกสารหลักฐานไปอธิบายให้ดูแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่มีการร่วมลงชื่อสนับสนุน บางพรรคแจ้งภายหลังว่าไม่สามารถร่วมลงชื่อได้เนื่องจากมีปัญหาส่วนตัว ทำให้ตนมองว่าเป็นการนำเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ
พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ ยืนยันว่า การดำเนินการเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะตนไม่มีที่ดินหรือผลประโยชน์ใดๆ ในจังหวัดบุรีรัมย์แม้แต่ตารางนิ้วเดียว แต่ทำไปเพื่อปกป้องทรัพย์สินของรัฐและผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งหากสามารถจัดระเบียบพื้นที่บุกรุกและนำกลับมาบริหารจัดการได้อย่างถูกต้อง รัฐจะมีรายได้จำนวนมหาศาลจากค่าเช่าที่ดิน โดยเฉพาะในพื้นที่บุรีรัมย์ที่มีการระบุว่ามีผู้บุกรุกถึง 995 แปลง และหากดำเนินการในลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้การรถไฟฯ จำนวนมาก ลดภาระการใช้งบประมาณจากภาครัฐ และนำเงินไปพัฒนาระบบคมนาคมหรือโครงการสาธารณะอื่นได้
หลังจากยื่นเรื่องต่อองค์กรอิสระแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยจะเริ่มทำหนังสือถึงผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ครอบครองที่ดินในพื้นที่เขากระโดง โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัวและเครือญาติที่เกี่ยวข้องกับการถือครองหรือประกอบธุรกิจบนที่ดินของการรถไฟฯ เพื่อสอบถามและชี้แจงกับผู้เกี่ยวข้องโดยตรง พร้อมระบุว่าหากผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นว่าตัวเองกระทำผิด ก็ควรแสดงความรับผิดชอบและยอมรับผลตามกฎหมาย และแม้พรรคเสรีรวมไทยจะมี สส. เพียงคนเดียว แต่ยังคงเดินหน้าตรวจสอบและดำเนินการในเรื่องที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะอย่างเต็มที่ต่อไป


