วันนี้ (24 พฤษภาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊กขยายความภายหลังร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายของกระทรวง อว. กับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยระบุว่า “เชียงใหม่” มีศักยภาพในการผลักดัน SME และ Startup ให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคระหว่างจีนและอินเดีย พร้อมมองว่านวัตกรรมจะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ประเทศรายได้สูง” โดยกระทรวง อว. จะสร้างพื้นที่ Sandbox เพื่อดึงนวัตกรรมมาเป็นโซลูชันในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ปัญหายาเสพติด และคอร์รัปชัน
“เวลาผมพูดถึงเป้าหมายประเทศรายได้สูง ส่วนหนึ่งก็เพราะสิ่งนี้สามารถแก้ปัญหาสังคมจากรากฐานได้ ผมยืนยันในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พื้นฐานแล้วคนเราไม่มีใครอยากทุจริต หรือเข้าไปอยู่วงจรสีเทา แต่ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และระบบที่ไม่สร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมต่างหาก ที่บีบให้คนจำนวนมากต้องดิ้นรนเอาตัวรอดแบบผิดวิธี” ศ.ดร.ยศชนัน ระบุ
พร้อมระบุว่า หากสามารถทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง มีศักดิ์ศรี มีอนาคต และมีทางเลือกในชีวิต ปัญหาดังกล่าวจะลดลงได้ รัฐจึงต้องสร้าง Ecosystem ที่แข็งแรง ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ต้องสร้าง “New Growth Engine” หรือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ผ่านงานวิจัย นวัตกรรม และมหาวิทยาลัย เพื่อทำให้คนไทย “หาเงินได้เก่งขึ้น” ในโลกยุคใหม่
ทั้งนี้ ได้เสนอแนวทางการเปลี่ยนแปลง 4 ด้าน ให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกันผลักดัน ประกอบด้วย
- ส่งเสริมและต่อยอดงานวิจัยให้เป็น “IP ทำเงิน” โดยให้งานวิจัยออกจากห้องแล็บมาตอบโจทย์ความต้องการ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่จับต้องได้
- ลดการอุ้มเทคโนโลยีเก่า แต่หันมา “อุ้มคน” เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หากสิ่งใดล้าสมัยต้องเร่งปรับตัว พร้อม Reskill และ Upskill บุคลากรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง
- การศึกษาที่ตอบโจทย์ User Experience โดยมหาวิทยาลัยยุคใหม่ต้องดูแลคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิด วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ รวมถึงเปิดกว้างในการบ่มเพาะ SME และ Startup ไม่จำกัดเฉพาะรูปแบบหลักสูตรเดิม
- มอง Technology Disruption เป็นโอกาส โดยระบุว่า แม้หลายประเทศจะพัฒนาเร็วกว่าประเทศไทย แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่อาจเดินผิดทางได้ ขณะที่ไทยยังมีโอกาสเลือกทิศทางที่เหมาะสมเพื่ออนาคตของประเทศ
นอกจากนี้ ยังระบุว่า เชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคระหว่างจีนและอินเดีย มีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) สูง และเป็นดินแดนแห่งนวัตกรรม พร้อมชื่นชมอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STeP) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหอกสำคัญและเป็นเสมือนบ้านหลังใหญ่ของ Startup ไทย
พร้อมขอบคุณผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ให้การต้อนรับ และเชิญชวนร่วมกันผลักดันมหาวิทยาลัยไทยให้เป็นฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อสร้างโอกาสให้คนรุ่นต่อไปของประเทศ.


