ในโลกฟุตบอลที่หมุนเร็วอย่างบ้าคลั่ง การจะหา ‘ไอคอน’ ที่เป็นทุกสิ่งอย่างของสโมสรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ฝั่งสีแดงของแมนเชสเตอร์เคยมี เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ชายผู้เนรมิตอาณาจักรปีศาจแดงให้ยิ่งใหญ่เหนือใครตลอดเกือบ 3 ทศวรรษ
แต่หากเราจะถามหาใครสักคนที่เป็นอีกหนึ่งสุดยอดในร่างมนุษย์ของฝั่งสีฟ้า… วันนี้เรามีคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้ว
เป๊ป กวาร์ดิโอลา ไม่ได้เป็นเพียงกุนซือที่พา แมนเชสเตอร์ ซิตี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกจนกลายเป็นกิจวัตร หรือคนแรกที่พาสโมสรไปแตะถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก
แต่สำหรับชาวซิตีเซนส์ เขาคือคนที่เปลี่ยน ‘จิตวิญญาณ’ ของสโมสร จากทีมที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงเพื่อนบ้านที่น่ารำคาญ ให้กลายเป็นมหาอำนาจลูกหนังที่โลกต้องยอมรับ
ถ้าเซอร์อเล็กซ์คือผู้สร้างรากฐานและอำนาจ
เป๊ปก็คือคนที่สร้าง ‘ศิลปะ’ และ ‘มาตรฐาน’ ของฟุตบอลในระดับที่ยากจะมีใครเอื้อมถึง โดยเฉพาะตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
และในวันที่เขาตัดสินใจเดินออกจากเอติฮัด เรื่องราวสุดท้ายไม่ได้จบลงด้วยน้ำตาแห่งความเศร้า
เพราะเป๊ปเลือกจะเฉลิมฉลองให้กับช่วงเวลาที่เขาพูดออกมาจากใจว่า “It has been so f** fun.” (แม่งโคตรสนุกเลย)
เขาเริ่มบทสนทนาสุดท้ายด้วยรอยยิ้ม พร้อมเล่าถึงวันแรกที่ได้สัมภาษณ์กับ โนล แกลลาเกอร์ พี่ใหญ่แห่งวง Oasis พร้อมความรู้สึกที่หยั่งรากลึกลงไปในอิฐทุกก้อนของเมืองแมนเชสเตอร์ เมืองที่ถูกสร้างขึ้นจากการทำงานหนัก จากการต่อสู้ และจากจิตวิญญาณของคนงานในโรงงาน
“อย่าถามเหตุผลที่ผมไปเลยครับ” เป๊ปกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่หนักแน่น
“มันไม่มีเหตุผลหรอก แต่ลึกๆ ข้างใน ผมรู้ว่ามันถึงเวลาของผมแล้ว ไม่มีสิ่งใดนิรันดร์ ถ้ามี…ผมก็คงจะอยู่ตรงนี้ต่อไป แต่สิ่งที่จะเป็นนิรันดร์คือความรู้สึก ผู้คน ความทรงจำ และความรักที่ผมมีให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้”
เขาเล่าถึงความเจ็บปวดในวันที่เสียคุณแม่ไปในช่วงโควิด-19 และการได้รับการโอบกอดจากแฟนบอลและสโมสรที่พยุงเขาให้ผ่านช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด รวมถึงเหตุการณ์ที่เมืองนี้แสดงให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไรในวันที่เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดที่แมนเชสเตอร์ อารีน่า
ในความรู้สึกของเป๊ป เขารู้สึกว่านี่ไม่ได้เป็นการลาแค่สโมสร แต่มันเหมือนเขากำลังลาบ้านหลังที่สองของเขา
“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี… ขอบคุณที่ไว้ใจผม ขอบคุณที่ผลักดันผม และขอบคุณที่รักผม”
ก่อนทิ้งท้ายด้วยอารมณ์ขันและชั้นเชิงในสไตล์ของเขาว่า “โนล… ฉันคิดถูกว่ะ แม่งโคตรสนุกเลย!”
ขอบคุณวิดีโอ: mancity / instagram





