คลังเตรียมทยอยกู้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงินฯ ล็อตแรกในวงเงิน 35,000 ล้านบาทในสัปดาห์หน้า เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ โดยเบื้องต้นวางแผนกู้ด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ควบคู่การออกสัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) รวมวงเงินเป็น 175,000 ล้านบาท
จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เผยว่า กระทรวงการคลังจะเริ่มดำเนินการกู้เงินบางส่วนตาม พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้รัฐบาลมีเงินเบิกจ่ายทันใช้ในมาตรการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ที่จะเริ่มดำเนินโครงการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้
โดยกระทรวงการคลังจะใช้วิธีการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) อายุ 3-5 ปี เพื่อดำเนินการกู้ ซึ่งเบื้องต้นวางกรอบไว้ว่าจะแบ่งกู้เป็นรายเดือน มีวงเงินต่อเดือนอยู่ที่ 35,000 ล้านบาท ยาวต่อเนื่อง 4 เดือน จนสิ้นสุดปีงบประมาณ 2569 ในเดือนกันยายน
เนื่องจากเมื่อถึงเดือนตุลาคมจะเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ หากรัฐบาลต้องการก่อหนี้เพิ่มเติมจะต้องมีการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะครั้งใหม่
“ปีงบประมาณใหม่จะต้องเข้าแผนหนี้ฯ ใหม่ แต่ว่าถ้าเกิดมีโครงการรองรับอีก ก็ออกได้อีก ขึ้นอยู่กับว่า ครม. จะอนุมัติอะไรหรือไม่” จินดารัตน์กล่าว
พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังจะทำสัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) ในระยะเวลา 3-5 ปี วงเงิน 35,000 ล้านบาท คู่ขนานไปกับการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ซึ่งจินดารัตน์ระบุว่าสัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) จะมีความยืดหยุ่นกว่า เพราะสามารถทยอยเบิกใช้ตามความจำเป็นได้
“เนื่องจาก Term Loan รอได้ว่าจะเบิกเท่าไร สมมติว่าอาจจะแค่เดือนละ 5 พัน ขณะที่ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ออกมาเลย” จินดารัตน์กล่าว
เมื่อรวมวงเงินจากตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) วงเงิน 35,000 ล้านบาท ทั้ง 4 รอบ และวงเงินจากสัญญากู้ยืมเงิน 30,000 ล้านบาทแล้ว จะได้วงเงินรวมทั้งสิ้น 175,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับวงเงิน 176,000 ล้านบาทของโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ด้วยวิธีการเสนอประมูลอัตราผลตอบแทนให้แก่สถาบันการเงิน และกองทุนต่างๆ หากสถาบันการเงินหรือกองทุนใดเสนอประมูลอัตราผลตอบแทนที่ต่ำที่สุด กระทรวงการคลังก็จะกู้กับสถาบันการเงินหรือกองทุนแห่งนั้น
มอง Bond Yield พุ่ง ไม่น่าเป็นห่วง
สำหรับกรณีที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yield) อายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 2.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบราว 16 เดือน จินดารัตน์ระบุว่า ยังไม่น่ากังวล เนื่องจากแผนการกู้เงินรอบนี้เน้นการกู้ระยะสั้นอายุ 3-5 ปี และยังไม่มีการออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวชุดใหม่เพิ่มเติม
“เป็นการกู้สั้น 3-5 ปี เรายังไม่ได้ออกพันธบัตรใหม่ และที่มีอยู่มันก็ Fixed ก็เลยยังไม่ได้ส่งผลอะไร”
พร้อมระบุว่า จากนี้กระทรวงการคลังจะให้น้ำหนักกับการกู้ระยะสั้นมากขึ้นในช่วงแรก เพื่อลดผลกระทบจากภาวะตลาดตราสารหนี้ที่ยังมีความผันผวนอยู่ในปัจจุบัน

