ปัญหาการทบทวนสิทธิ์และหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตา หลังมีผู้ได้รับผลกระทบจากเงื่อนไขใหม่จำนวนมากนั้น
ในช่วงบ่ายวันนี้ (21 กรกฎาคม) ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการทบทวนสิทธิ์และหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ให้ไปถาม เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการกำชับเรื่องการทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างไรบ้าง อนุทินกล่าวสั้นๆ ว่า “ความเป็นธรรม”
เมื่อถามว่า นอกจากกำชับเรื่องความเป็นธรรมแล้ว ได้กำชับเรื่องอื่นด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีเพียงยิ้ม ไม่ตอบคำถาม ก่อนใช้มือปิดประตูรถ และยกมือโบกลา (บ๊ายบาย) สื่อมวลชน
ก่อนนั้น สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยต้องการให้มีการดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างดีที่สุด จึงสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยจัดพื้นที่รับอุทธรณ์ ส่วนประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางมายื่นอุทธรณ์ได้ด้วยตัวเอง ให้จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจเพิ่มเติม
ในส่วนของกระทรวงคมนาคม นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กรมการขนส่งทางบกอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนเช่นเดียวกัน โดยให้พิจารณาว่ากฎหมายข้อใดสามารถใช้อำนาจยกเว้นได้ เช่น การยกเว้นค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบสิทธิของประชาชน หรือกรณีทะเบียนรถขาดต่อภาษีเป็นเวลานาน ซึ่งหากจะยกเลิกทะเบียนต้องชำระค่าธรรมเนียมและภาษีย้อนหลัง จึงต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และจำเป็นต้องจัดระบบทะเบียนใหม่ ซึ่งเป็นข้อสั่งการของนายกฯ
ขณะที่กระทรวงการคลังขอชะลอการโอนรายชื่อผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 6 ล้านราย เพื่อไปรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์การครอบครองรถ เพื่อนำข้อสั่งการของนายกฯ ไปพิจารณาให้ครบถ้วนทุกมิติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุม ครม. รับทราบข้อเสนอของกระทรวงคมนาคมในการยกเว้นหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่แล้วใช่หรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า ครม. รับทราบแล้ว โดยกระทรวงการคลังจะนำไปพิจารณาทบทวน ดังนั้น ช่วงนี้ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เห็นข่าวเกี่ยวกับไทม์ไลน์การได้รับสิทธิต่างๆ ขอให้รอฟังมติ ครม. ที่จะออกมาในสัปดาห์หน้าก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน พร้อมย้ำว่า นายกฯ ได้สั่งการให้ขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์
เมื่อถามว่า จะมีการใช้ระบบ One Stop Service เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดินทางไปติดต่อหลายแห่งหรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า โดยปกติประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางก็ได้ เพราะสามารถใช้ช่องทางของธนาคารกรุงไทย ธ.ก.ส. และกรมการขนส่งทางบก ส่วนที่จะเพิ่มเติมคือ การให้ประชาชนสามารถติดต่อที่อำเภอได้ โดยทางอำเภอจะจัดหน่วยเคลื่อนที่ลงพื้นที่ตามหมู่บ้าน
สิริพงศ์ กล่าวว่า ผู้ที่ถูกตัดสิทธิไปแล้ว ขอให้รอกระทรวงการคลังพิจารณาหลักเกณฑ์ ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้อุทธรณ์ ไม่ได้หมายความว่าสละสิทธิ เพราะมีการเลื่อนมติ ครม. ขณะที่หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ขอยกเว้นเกี่ยวกับการครอบครองรถ กระทรวงคมนาคมได้เสนอแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่เป็นการพิสูจน์สิทธิของแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการดำเนินการในลักษณะนี้ รัฐจึงพยายามช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำให้ถูกต้อง
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิการโอน เช่น การโอนรถ หรือการโอนลอย อาจส่งผลเสียต่อประชาชนในอนาคต เพราะแม้ทรัพย์สินจะไม่ได้อยู่กับเจ้าของเดิมแล้ว แต่สิทธิยังคงเป็นชื่อของเจ้าของเดิม หากผู้ที่รับโอนไปนำรถไปกระทำความผิด ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงมาถึงเจ้าของชื่อ จึงถือโอกาสนี้จัดระเบียบระบบทะเบียนให้ถูกต้อง
เมื่อถามว่า นายกฯ กังวลหรือน้อยใจหรือไม่ ที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ สิริพงศ์ กล่าวว่า นายกฯ ไม่ได้กังวลหรือน้อยใจ เพราะเข้าใจว่าการมีปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาล เพราะรู้อยู่แล้วว่าคนที่สมหวังย่อมดีใจ ส่วนคนที่ผิดหวังก็ย่อมตำหนิ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเปิดลงทะเบียนทุกครั้ง
“คำถามคือ ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการเปิดลงทะเบียนใหม่เลย ทำให้คนที่ควรได้รับสิทธิเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านคน ไม่มีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการ ขณะเดียวกันอาจมีประชาชนที่ยากจนจริงแต่หลุดจากระบบเพราะหลักเกณฑ์เดิม ขณะที่หากดูจากโซเชียลมีเดียในวันนี้ จะเห็นว่ามีบางคนที่ดูมีฐานะ แต่ในอดีตก็ยังได้รับสิทธิ นี่คือการสร้างความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้คนที่ควรได้รับสิทธิ”
สิริพงศ์ กล่าวว่า นายกฯ ไม่ได้น้อยใจ เพราะรัฐบาลกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง ยืนยันว่าหลักเกณฑ์ต่างๆ ใช้ดุลพินิจน้อยมาก และไม่ได้ใช้ดุลพินิจของผู้นำชุมชน เพียงแต่เมื่อหลักเกณฑ์ถูกนำไปใช้จริง หากพบว่าข้อใดเข้มงวดเกินไป ก็พร้อมปรับปรุงให้เหมาะสม


