วันนี้ (21 พฤษภาคม) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี โสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม มีการพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรื่อง ความคืบหน้ารถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยมี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบกระทู้แทน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
สุรเชษฐ์ตั้งคำถามว่า ในการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มเมื่อปี 2563 ที่ถูกล้มไป พบว่ารัฐสูญเสียประโยชน์หรือเกิดส่วนต่างเมื่อเทียบกับการประมูลใหม่ปี 2565 สูงถึง 68,613 ล้านบาท ทั้งที่ระยะทางและสถานีเท่าเดิม แม้ตนและพรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นคัดค้านแต่ก็ถูกปัดตก จนโครงการได้ไปต่อและมีการลงนามในสัญญาในที่สุด
สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า โครงการนี้มีข้อพิรุธหลายประการ อาทิ ปี 2563 เจ้าหน้าที่รัฐเปลี่ยนเกณฑ์การประมูล (RFP) กะทันหัน จากเดิมที่ใช้เกณฑ์ราคา เป็นการใช้คะแนนเทคนิคพ่วงราคา, มีการยกเลิกการประมูลในขณะที่คดียังค้างอยู่ในศาล และการประมูลรอบใหม่มีข้อกำหนดที่ทำให้บางบริษัท (เช่น BTSC) ไม่สามารถเข้าประมูลได้ จึงตั้งคำถามว่า รัฐมนตรีทราบถึงคดีอาญาที่เจ้าหน้าที่รัฐถูกฟ้องร้องกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แล้วหรือไม่ และจะดำเนินการอย่างไรกับบอร์ด รฟม. ตามแนวทางของสำนักงาน ก.พ. ที่ต้องสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
ด้าน สิริพงศ์ชี้แจงว่า ในส่วนของคดีความต่างๆ นั้น ศาลได้มีคำพิพากษาออกมาอย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะคดีแรกที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การแก้ไขเกณฑ์ RFP และการยกเลิกการประมูลครั้งแรกนั้น เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของรัฐ ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ใด
ส่วนการประมูลครั้งใหม่ที่ถูกฟ้องว่าเกณฑ์ RFP มีลักษณะกีดกันนั้น ปัจจุบันศาลปกครองกลางได้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับชี้ให้เห็นว่าดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนคดีที่สุรเชษฐ์เป็นผู้ฟ้องเองนั้น ศาลปกครองกลางก็ไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีออกไป เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง
ส่วนต่างสิทธิประโยชน์ที่บริษัทชี้ว่าดีกว่าผู้ชนะการประมูลนั้น สิริพงศ์กล่าวว่า ในข้อเท็จจริง เอกสารและข้อมูลของบริษัทดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบด้านเทคนิค (POC) จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ในช่วงท้าย สุรเชษฐ์ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างค่าโดยสารในสัญญาที่ระบุว่า จะมีการปรับขึ้นทุก 2 ปี โดยในปีที่ 11 ค่าโดยสารจะกระโดดจาก 17-50 บาท เป็น 23-83 บาท ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาซ้ำรอยที่รัฐต้องมาซื้อสัมปทานคืนในอนาคต
สิริพงศ์ ชี้แจงว่า ได้รับทราบข้อมูลทั้งหมดแล้ว โดยหลังจากนี้จะนำไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เท่าที่จะดำเนินการได้ และจะนำข้อกังวลนี้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่กำกับดูแล ยืนยันว่า ข้อมูลที่เสนอมาจะไม่หายไปไหน นอกจากดำเนินการเรื่องตั๋วร่วมแล้ว ในเรื่องของค่าโดยสารต่างๆ ก็จะมีการปรับปรุงให้เป็นภาระของประชาชนให้น้อยที่สุด


