×

Toxic Corporate Culture เอาตัวรอดอย่างไรในวันที่ ‘ดราม่าเจ้านาย’ กำลังบดขยี้คนทำงานตัวเล็ก

19.05.2026
  • LOADING...
Toxic Corporate Culture

การเมืองในออฟฟิศ คือสงครามประสาทและเกมแย่งชิงผลประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ใต้พรมของที่ทำงาน วัฒนธรรมเป็นพิษแบบนี้คือตัวการหลักที่ทำให้คนลาออกมากกว่าเรื่องเงินถึง 10.4 เท่า การรบราฆ่าฟันของคนเบื้องบนจึงไม่ใช่แค่เรื่องขำขันในวงเมาท์ แต่คือชนวนเหตุสำคัญที่สูบพลังชีวิตคนทำงานตัวเล็กให้หมดไฟและทิ้งความฝันไปอย่างน่าเสียดาย แต่เรายังพอรับมือได้ หากรู้วิธีประคองใจให้รอดในเกมอำนาจ

 

🟡 วัฒนธรรมดราม่า เป็นพิษกับคนทำงานอย่างไร

 

Toxic Corporate Culture หรือวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษคือเพชฌฆาตเงียบที่ทรงพลังยิ่งกว่าตัวเลขในสลิปเงินเดือนหลายเท่าตัว 

 

งานวิจัยโดย Donald Sull และ Charles Sull ที่วิเคราะห์ข้อมูลจากรีวิวพนักงานกว่า 34 ล้านรายการ พบว่าสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดการลาออกระลอกใหญ่ (The Great Resignation) ไม่ใช่แค่ค่าตอบแทนไม่ถึง แต่คือการที่พนักงานต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไร้จรรยาบรรณ มีการเลือกปฏิบัติ และการกลั่นแกล้งกันในที่ทำงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกมากกว่าปัจจัยเรื่องรายได้ถึง 10.4 เท่า 

 

แปลว่าต่อให้องค์กรจะอัดฉีดสวัสดิการดีแค่ไหน แต่ถ้าปล่อยให้การเมืองภายในกัดกินความรู้สึกคนทำงาน องค์กรนั้นก็จะเป็นเหมือนถังที่รั่วซึ่งไม่มีวันเติมเต็มด้วยบุคลากรคุณภาพได้เลย

 

🟡 ผู้ใหญ่ดราม่ากัน ทำไมคนทำงานต้องเหนื่อยไปด้วย

 

ลองจินตนาการถึงวันที่คุณต้องแก้สไลด์พรีเซนต์สิบรอบ เพียงเพราะหัวหน้าแผนกเอไม่กินเส้นกับหัวหน้าแผนกบี หรือการต้องคอยเช็กทิศทางลมก่อนจะพิมพ์อะไรลงในกรุ๊ปไลน์ออฟฟิศ 

 

หากมองผ่านทฤษฎี Conservation of Resources ของนักจิตวิทยา Stevan Hobfoll มนุษย์เรามีพลังงานจำกัด เมื่อเราต้องใช้โควตาพลังงานในแต่ละวันไปกับการเอาตัวรอด อ่านใจเจ้านาย หรือหลบกระสุนตก โควตาสำหรับการคิดงานสร้างสรรค์ก็จะหมดลงทันที นำไปสู่ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์สะสมจนแทบจะหมดสติบนโต๊ะทำงานแล้ว

 

🟡 ทำไมเรื่องแค่นี้อาจถึงขั้นทำลายองค์กรได้

 

เพราะการปล่อยให้ระบบเส้นสายทำงานเหนือความสามารถคือการฆ่าความเชื่อมั่นของพนักงานและสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบซอมบี้ 

 

เมื่อคนตัวเล็กเห็นกับตาว่าคนที่ได้โปรโมตคือคนที่ชงกาแฟถูกใจเจ้านาย ไม่ใช่คนที่อดหลับอดนอนปั่นโปรเจกต์ พวกเขาจะตกอยู่ในสภาวะ Learned Helplessness หรือความรู้สึกหมดหนทาง ทำดีไปก็ไร้ความหมาย ท้ายที่สุดพนักงานจะเลิกเสนอไอเดีย เลิกสู้ และเลือกเส้นทาง Quiet Quitting เพื่อเซฟใจตัวเอง 

 

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงาน State of the Global Workplace ของ Gallup ที่ย้ำเตือนว่าองค์กรที่คนทำงานขาดความผูกพัน จะสร้างความสูญเสียทางรายได้มหาศาล เพราะข้างในกลวงโบ๋และขับเคลื่อนด้วยคนที่แค่นั่งรอเวลาเลิกงาน

 

🟡 คนตัวเล็กๆ ในออฟฟิศ ประคองใจอย่างไรให้รอด

 

สำหรับใครที่ยังต้องทนอยู่ในสภาพแวดล้อมตึงเครียดแบบนี้ การปรับมุมมองด้วยเฟรมเวิร์คเหล่านี้อาจช่วยให้คุณหายใจหายคอได้คล่องขึ้น

 

🔸การตัดขาดทางจิตวิทยา: นักวิจัย Sabine Sonnentag แนะนำให้เราปิดสวิตช์ตัวเองจากงานอย่างเด็ดขาด เลิกงานปุ๊บคือจบ ไม่หอบเอาความหงุดหงิดที่หัวหน้าตีกันกลับมาบ่นต่อที่บ้าน เพื่อให้พื้นที่ส่วนตัวของคุณปราศจากสารพิษจากออฟฟิศอย่างแท้จริง

 

🔸วงกลมแห่งการควบคุม: หยิบแนวคิดของ Stephen Covey มาใช้เตือนสติ โฟกัสเฉพาะสิ่งที่เราคุมได้อย่างคุณภาพงานของเรา หรือวิธีจัดการอารมณ์ตัวเอง และปล่อยเบลอสิ่งที่เราคุมไม่ได้ เช่น อารมณ์แปรปรวนของเบอร์หนึ่ง หรือการเมืองในห้องประชุมผู้บริหาร

 

🔸การวางตัวเป็นกลางอย่างมีกลยุทธ์: ทำตัวเป็นสวิตเซอร์แลนด์ในที่ทำงาน เป็นมิตรกับทุกคนแต่ไม่คลุกคลีลึกซึ้ง เลี่ยงการผสมโรงนินทาที่อาจพาซวยในอนาคต และที่สำคัญคือต้องมีหลักฐานการทำงานหรืออีเมลยืนยันเสมอ เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเวลาผู้ใหญ่ออกลวดลายใส่กัน

 

ดราม่าในที่ทำงานอาจเป็นมลพิษที่เราเลี่ยงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราเลือกได้ว่าจะยอมให้มันมาปนเปื้อนความสุขในชีวิตเราหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว สุขภาพจิตที่แข็งแรงของคุณคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดที่ไม่มีองค์กรไหนจ่ายเงินซื้อคืนให้ได้

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories