เศรษฐกิจไทยโตแรงสุดในรอบ 3 ไตรมาส ขยายตัว 2.8% ในไตรมาส 1 ปี 2569 อานิสงส์ลงทุนรวมโตแรงสุดในรอบ 11 ปี สภาพัฒน์โดยยังคงประมาณการ GDP ปีนี้ไว้ที่ 2.0% (ค่ากลาง กรณีฐาน) เผยกรณีเลวร้ายสุด GDP อาจโตแค่ 0.8% หากสงครามยืดไปปีหน้า แม้คาด ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้าน’ กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก 0.4% ในปีนี้
วันนี้ (18 พฤศจิกายน) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.8%YoY ซึ่งถือว่าเร่งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับการขยายตัว 2.5%YoY ในไตรมาส 4 ปี 2568 และนับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส

สำหรับสาเหตุที่ GDP ไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาด ดนุชาเปิดเผยว่า เป็นผลมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) การลงทุนรวมพุ่งสูงสุดในรอบ 11 ปี (2) การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวได้ดี และ (3) การอุปโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐเร่งตัวขึ้น
- การลงทุนรวมขยายตัวสูงถึง 9.9%YoY นับเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี หรือในรอบ 44 ไตรมาส (นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558) โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.4%
- การส่งออกสินค้าและบริการยังขยายตัวได้ดีถึง 12.6% YoY โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวถึง 15.5% โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อุปกรณ์โทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และรถกระบะ ส่วนการส่งออกบริการอยู่ที่ 1.0%
- การอุปโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐเร่งตัวขึ้น 3.4%YoY เนื่องจากมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ทั้งในส่วนของรายจ่ายประจำและรายจ่ายการโอนเพื่อสวัสดิการสังคม
โดยเมื่อเปรียบเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาส หรือเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว GDP ไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 0.7% QoQ ชะลอตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่ ขยายตัว 1.9% QoQ
คงประมาณการ GDP ปีนี้ไว้ที่ 2.0% (ค่ากลาง)
ดนุชากล่าวต่อว่า สำหรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง 2.0%) นับเป็นตัวเลขที่ไม่เปลี่ยนแปลงจาก คาดการณ์เดิม (ณ 16 ก.พ. 69) โดยคาดหวังแรงสนับสนุนจากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว 9.6% การลงทุนภาคเอกชนและรัฐ การบริโภคภาคเอกชน รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณจากภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

การปรับประมาณการใหม่ครั้งนี้ ยังได้รวมผลของ (1) การขยายตัวดีกว่าที่คาดในไตรมาส 1/2569 (2) แรงสนับสนุนจากงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน และ (3) ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเอาไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก และความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูงและคุณภาพสินเชื่อ SME ด้อยลง ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงและส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคเกษตรมากขึ้น

คาดพ.ร.ก.กู้เงินฯ กระตุ้น GDP ไทยได้ 0.4% ในปีนี้
ดนุชาเปิดเผยอีกว่า คาดการณ์ GDP ปีนี้ได้รวม ผลจากพ.ร.ก.กู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว โดยในสมมติฐานปัจจุบันคาดว่า จะมีเม็ดเงินประมาณ 170,000 – 200,000 ล้านบาท ถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ ซึ่งประเมินว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจ (GDP) โตเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.4%
ดนุชากล่าวต่อว่า เม็ดเงินส่วนนี้น่าจะเข้าไปช่วยให้ประชาชนยังมีกำลังซื้อสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันต่อไปได้ ในช่วงที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยแม้มาตรการนี้จะไม่ได้ช่วยลดอัตราเงินเฟ้อโดยตรง แต่ก็ถือเป็นการช่วยเหลือที่จำเป็น
เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ดนุชา กล่วาว่า สภาพัฒน์ได้ประเมินฉากทัศน์ (Scenarios) ต่อการเติบโตของ GDP ปี 2569 ไว้ 3 กรณี (Scenarios) ได้แก่ กรณีที่ 1 (Base Case) หากความขัดแย้งยุติลงภายในช่วงครึ่งปีแรก คาดว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวได้ 2.0% (ผนวกรวมกับผลงานที่ดีกว่าคาดในไตรมาส 1 แล้ว) กรณีที่ 2 หากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงช่วงสิ้นปีนี้ คาดว่า GDP จะขยายตัวเหลือเพียง 1.0% ส่วนกรณีที่ 3 หากสถานการณ์ยืดเยื้อข้ามปี ไปถึงครึ่งแรกของปี 2570 คาดว่า GDP ปีนี้จะเติบโตเพียง 0.8%

