นับว่าภาพยนตร์เรื่อง The Devil Wears Prada 2 กลับมาทวงบัลลังก์ความเป็นตำนานของหนังแฟชั่นอย่างสมศักดิ์ศรี เพราะนอกจากหนังจะสามารถรียูเนียนนักแสดงชุดเก่ามาแบบครบทีมแล้ว สิ่งที่หนังทำถึงมากที่สุดก็คือการเสิร์ฟลุคแฟชั่นแบบจัดเต็มให้สมชื่อของนิตยสาร RUNWAY ทั้งยังตีแผ่โลกแฟชั่นยุคใหม่ที่ความเป็นดิจิทัลเข้ามาแทรกแซงออกมาได้จริงเสียยิ่งกว่าจริง จนทำให้คนในอุตสาหกรรมแฟชั่นและสื่อสิ่งพิมพ์หลายๆ คนดูหนังแล้วต้องสะเทือนในอกกันอยู่ไม่น้อย
แต่อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่เราต้องไม่พลาดหยิบยกมาพูดถึงก็คือเพลงประกอบหนัง เพราะในภาคต่อนี้ถือว่าเป็นการรวมทัพเหล่าตัวแม่แห่งยุคมาทำเพลงให้ นำโดย Lady Gaga ที่เธอทำเพลงประกอบให้หนังถึง 3 เพลง ได้แก่ RUNWAY ที่ฟีเจอริงกับ Doechii, Glamorous Life และ Shape of A Woman ที่ทุกเพลงล้วนแต่พูดถึงเรื่องของผู้หญิงในโลกยุคใหม่ ทั้งยังมีเพลงจากศิลปินสายนีโอโซลที่กำลังน่าจับตามองอย่าง Sienna Spiro กับเพลง Material Lover ที่เขียนถึงความปรารถนาที่มีต่อ ‘สิ่งที่จับต้องได้’ ท่ามกลางโลกที่ทุกสิ่งอย่างกลายเป็นโลกโซเชียลมีเดียและ AI
และในหนังยังมีเพลงฮิตจากศิลปินหญิงอื่นๆ อีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Dua Lipa, Laufey, RAYE หรือ Olivia Dean ที่ผลงานเพลงของพวกเธอต่างตอกย้ำว่าหนังเรื่องนี้ใช้เสียงของผู้หญิงเป็นหัวใจหลักในการเล่าเรื่อง และศิลปินหญิงเหล่านี้ก็กำลังครอบครองวงการแฟชั่นและดนตรีจริงๆ
ไม่เพียงเท่านั้น หนังภาคต่อเรื่องนี้ยังชวนให้นักแต่งดนตรีประกอบจากภาคแรกอย่าง Theodore Shapiro กลับมารับหน้าที่สร้างสรรค์บทเพลงอีกครั้ง โดยเขายังคงสานต่อความเป็นหนังแฟชั่นได้อย่างทรงพลังผ่านซาวนด์อันยิ่งใหญ่ และดนตรีที่เขารังสรรค์ขึ้นนั้นไม่ได้เป็นเพียงเพลงประกอบฉาก แต่ยังประกอบตัวตนและความเป็นผู้หญิงของเหล่าตัวละครไว้อย่างแยบยลเช่นกัน
ในโอกาสนี้ THE STANDARD POP จึงอยากชวนคอหนังแฟชั่นและคนรักเสียงเพลงมาร่วมสำรวจเบื้องหลังของการทำเพลงประกอบว่าศิลปินแต่ละคนมีแนวคิดในการสร้างเพลงอย่างไร ผู้หญิงในโลกของ The Devil Wears Prada เป็นแบบไหน และพวกเธออยากสื่อสารอะไรออกไปผ่านบทเพลงเหล่านี้

ผลงานเพลงจากปลายปากกาของไอคอนแห่งยุค
ในเมื่อตัวแม่แห่งวงการอย่าง Lady Gaga มารับหน้าที่ทำเพลงให้ถึง 3 เพลง คงไม่ต้องบอกว่าหนังภาคต่อเรื่องนี้จะออกมาปังขนาดไหน เพราะตั้งแต่เพลง ‘RUNWAY’ ในตัวอย่างแรกของหนังที่เธอร้องกับ Doechii ถูกปล่อยออกมา เพลงนี้ก็ทำให้คนดูตื่นเต้นและตั้งตารอกันสุดๆ ว่าหนังภาคต่อจะออกมาเป็นอย่างไร และเธอจะปรากฏตัวในฐานะแขกรับเชิญด้วยบทอะไร
ซึ่งตัวศิลปิน Lady Gaga ก็ให้สัมภาษณ์ในเบื้องหลังว่าเธอเขียนเพลงทันทีหลังจากที่ได้อ่านบท เพลงต่างๆ ล้วนได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวละครและวงการแฟชั่น อย่างเพลง Shape of a Woman ที่อยู่ในฉากรันเวย์ที่มิลาน เธอก็เขียนขึ้นจากสิ่งที่เธอคิดว่านั่นน่าจะเป็นความคิดที่อยู่ในหัวดีไซเนอร์ทั่วโลก ส่วนเพลง Glamorous Life ก็มาจากเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตของ Andy และตัวตนของ Miranda ที่มีความเป็นตัวเอกและตัวร้ายในคนเดียวกัน
ส่วนเพลง RUNWAY ที่เธอทำร่วมกับ Doechii เธอก็ชื่นชมอีกฝ่ายว่าเป็นศิลปินที่มีความสามารถ และเธอก็รู้สึกว่าการร่วมงานนั้นเป็นประสบการณ์ที่ดีมากเช่นเดียวกัน ซึ่งเธอเองก็ยังให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าตอนนี้พวกเธอทั้งสองคนก็อาจจะมีโปรเจกต์ใหม่ๆ ร่วมกันให้แฟนๆ เห็นอีกครั้งด้วย
ทั้งนี้ อีกหนึ่งเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับภาค 2 ก็คือ Meryl Streep เป็นคนติดต่อ Lady Gaga ให้มาร่วมแจมในหนังด้วยตัวเอง ซึ่งเธอก็เล่าอย่างติดตลกว่าทุกคนต้องเก็บข่าวนี้ให้เป็นความลับสุดยอด ทั้งๆ ที่พวกเธอจะอยากป่าวประกาศให้โลกรู้สุดๆ ว่าอีกฝ่ายจะมาปรากฏตัวในหนัง และเธอก็ยังย้ำในการสัมภาษณ์โปรโมตอีกด้วยว่า ‘ถ้าหากหนังเรื่องนี้มีภาค 3 คนที่ควรจะมารับช่วงต่อก็ต้องเป็น Lady Gaga เท่านั้น’

เมื่อคำว่า ‘วัตถุนิยม’ จุดประกายให้เกิดเพลง Material Lover
ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคดิจิทัลและ AI เข้ามาแทรกแซงและเปลี่ยนแปลงทุกวงการ เพราะจากที่เราเห็นภาพยนตร์ The Devil Wears Prada 2 ก็จะพบว่านิตยสารสุดไอคอนิกอย่าง RUNWAY ยังถูกบีบให้เปลี่ยนไปตามวิถีการเสพสื่อของคนยุคใหม่ เพราะนิตยสารเป็นเล่มที่จับต้องได้ไม่เป็นที่ต้องการของผู้อ่านแล้ว
คอนเทนต์หรืองานเขียนต่างๆ ก็ถูกปรับไปอยู่ในโลกออนไลน์ และไม่มีใครสนใจแมกกาซีนฉบับเล่มจับต้องได้อีกต่อไป แม้กระทั่งตัวละคร Nigel ถึงกับพูดว่าตอนนี้เขาต้องลดงบประมาณสำหรับการออกกองถ่ายแฟชั่น ทำงานให้น้อยวันลง เพียงเพื่อสร้างคอนเทนต์ที่คนจะปัดอ่านผ่านๆ เพียงชั่วครู่ในระหว่างที่เข้าห้องน้ำเท่านั้น
สถานการณ์เหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งที่จุดประกายให้ศิลปินสาวสายนีโอโซลคลื่นลูกใหม่อย่าง Sienna Spiro สร้างสรรค์เพลงประกอบหนังแนวแจ๊สป๊อปที่มีชื่อว่า Material Lover ขึ้นมา เพราะเธอเลือกเขียนเพลงถึงความรู้สึกของการ ‘จับต้อง’ บางสิ่งบางอย่างได้ โดยพลิกโฉมนิยามคำว่า ‘วัตถุนิยม’ ที่เคยเป็นคำในเชิงลบให้มาเป็นคำที่ถวิลหาความโรแมนติกและคลาสสิกแบบดั้งเดิมแทน
เธอเลือกเปรียบเทียบความรักและความสัมพันธ์ให้เข้ากับสิ่งของที่จับต้องได้ นั่นก็คือความรู้สึกของการจับกระดาษ การสัมผัสปกหนังสือ หรือการได้เห็นสีสันของน้ำหมึกบนสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ความเป็นดิจิทัลไม่สามารถให้ได้
ถึงแม้ว่าผู้คนอาจจะมองว่าเธอเป็นคนฉาบฉวยหรือยึดติดกับวัตถุ แต่สิ่งที่เธอต้องการจริงๆ คือความงามที่เป็นของจริงและจับต้องได้ ซึ่งผู้ฟังก็จะเห็นเธอถ่ายออกมาผ่านเนื้อเพลงที่กล่าวถึงความรู้สึกนี้ ดังท่อนที่ร้องว่า “I crave a real connection. I like to turn the page with my hands and my nails (ฉันปรารถนาความผูกพันที่แท้จริง ฉันอยากจะพลิกหน้ากระดาษด้วยมือของฉัน)” นั่นเอง
เธอเคยกล่าวในการสัมภาษณ์ที่พรมแดงรอบปฐมทัศน์หนังภาค 2 ว่า “หนึ่งประเด็นสำคัญของหนังก็คือวงการนิตยสารถูกเปลี่ยนไปเป็นดิจิทัล ซึ่งก็เหมือนยุคนี้เลย ยุคที่มีเทคโนโลยี AI มีอะไรเกิดขึ้นมากมายเต็มไปหมด ไม่มีใครทำฉบับพิมพ์ออกมา ทุกอย่างอยู่บนอินสตาแกรมหรือ TikTok ดังนั้นฉันก็เลยคิดว่าเพลงที่ฉันเขียนขึ้นมานั้นพูดถึงประเด็นที่ว่าของจริงที่จับต้องได้นั้นสำคัญแค่ไหน คุณค่าของมนุษย์สำคัญแค่ไหน ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องของการมีสิ่งที่จับต้องได้น่ะ คือคนอาจจะคิดว่าการบ้าเรื่องวัตถุต่างๆ เป็นเรื่องไม่ดี แต่จริงๆ แล้วฉันว่ามันยังดีกว่าการที่เราใช้ของปลอมเสียอีกนะ”
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ Sienna Spiro เป็นศิลปินหญิงที่มีคาแรกเตอร์เรื่องความวินเทจที่ชัดเจน เธอมีสไตล์การร้องเพลงตามแบบศิลปินหญิงในยุคเก่า แฟชั่นการแต่งตัวก็มาพร้อมกลิ่นอายยุค 60 เพลงที่เธอเขียนก็เน้นความลึกซึ้งทางอารมณ์เป็นหลัก ดังนั้นเพลง Material Lover จึงตอกย้ำภาพความคลาสสิกและการหวนนึกถึงอดีต (Nostalgia) ได้เป็นอย่างดี
ในทางเดียวกัน ผลงานเพลงนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เป็นสิ่งเดียวที่อัลกอริทึมหรือ AI ใดๆ ก็ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เพราะคุณค่าของการสร้างสรรค์งานศิลป์ด้วยหนึ่งสมองและสองมือของมนุษย์นั้นทรงคุณค่ากว่าสิ่งอื่นใด

ดนตรีประกอบอันแสนทรงพลังจากฝีมือนักแต่งเพลงภาคแรก
The Devil Wears Prada 2 ได้นักแต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์มือทองจากภาคแรกอย่าง Theodore Shapiro มารังสรรค์ให้อีกครั้ง ซึ่งเขาก็ให้สัมภาษณ์กับ Be In The Scene ว่าเขาตกลงที่จะกลับมาทำก่อนที่ผู้กำกับ David Frankel จะชวนจบประโยคด้วยซ้ำ เพราะเขามองว่าโลกของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไปต่อได้อีก และการกลับมาทำเสียงประกอบให้ตัวละครสุดไอคอนิกที่นำแสดงโดยแคสต์เดิมก็ยิ่งทำให้เขาตื่นเต้นว่าเสียงดนตรีจะพาเขาไปไหนหลังจากนี้
เขายังคิดว่าการที่หนังทำภาคต่อใน 20 ปีให้หลังนั้นถือว่าเป็นกำไรของคนทำเพลง เพราะเสียงต่างๆ ที่เขาเคยสร้างไว้ในภาคแรกนั้นกลายเป็นรากฐานให้ผู้ชมทำความรู้จัก คุ้นเคย และชื่นชอบในเสียงที่เขาทำ ซึ่งไม่ใช่นักแต่งเพลงทุกคนจะได้ทรัพยากรอันล้ำค่าเช่นนี้ ดังนั้นเมื่อเขากลับมาทำเพลงประกอบให้ The Devil Wears Prada 2 เขาจึงมีความตั้งใจจะให้เพลงเล่าเรื่องแฟชั่นออกมาให้ยิ่งใหญ่ มีความหลากหลาย แต่ยังคงกลมกล่อมและเข้ากันได้ดีกับเนื้อเรื่อง
โดยเขาเลือกเปรียบเทียบการทำเพลงเป็นเหมือนการทำอาหารว่าเขาจะผสมผสานวัตถุดิบและสิ่งที่ไม่น่าจะเข้ากันมารวมในหม้อ แต่มันจะออกมาเป็นซุปที่รสชาติดีที่สุด และเขาก็อยากใช้ประสบการณ์การอาศัยอยู่ในนิวยอร์กมา 11 ปีตั้งแต่สมัยเรียน มาสร้างเสียงที่เป็นตัวแทนเมืองที่เป็นฉากหลังของ RUNWAY ด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่าการสร้างเพลงประกอบให้กับเมืองนิวยอร์กนั้นเป็นไฮไลต์สำคัญของเรื่อง แต่การที่เขาได้ทำเพลงประกอบสำหรับฉากหัวเมืองใหญ่ของโลกแฟชั่นอย่างกรุงมิลานก็ทำให้เขาภาคภูมิใจไม่แพ้กัน ซึ่งถ้าหากเราได้ชมภาพยนตร์แล้วก็จะได้ยินเสียงขององค์ประกอบดนตรีที่มีกลิ่นอายความเป็นอิตาเลียนอยู่ในนั้น ทั้งเสียงของแอกคอร์เดียนหรือเครื่องสายต่างๆ และนั่นก็มาจากการตีความของเขาที่อยากให้เพลงมีความหรูหรา แต่ก็ยังมีเอกลักษณ์ที่เฉพาะตัวเหมือนกับเมืองมิลานด้วย
เขาพูดถึงการทำเพลงในฉากต่างๆ ที่มิลานว่า “เรื่องราวมันต้องดูมีความเดิมพันมากๆ สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ทำได้ดีทั้งสองภาคก็คือการทำให้โลกแฟชั่นดูเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ แม้แต่กับคนที่ไม่ได้อินแฟชั่นเลยก็ต้องสัมผัสได้ ดังนั้นดนตรีประกอบก็ต้องทำหน้าที่ส่งพลังนั้นให้ชัดเจนที่สุด”

เขายังกล่าวในการสัมภาษณ์ว่าฉากที่เขาชอบมากที่สุดในการทำเพลงประกอบก็คือฉากที่ตัวละคร Miranda Priestly ยืนอยู่กลาง Galleria Vittorio Emanuele พร้อมกับเพลง Timeless เพราะเขารู้สึกว่าดนตรีช่วยสะท้อนภาพของความอ้างว้างและหนาวเหน็บของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน และเขาเองก็ได้ทำความรู้จักกับตัวละครในแง่มุมที่ลึกซึ้งมากขึ้น เพราะเขาเลือกที่จะตีความดนตรีขึ้นจากความขัดแย้งในใจของ Miranda ว่าเธอคือผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอาชีพขึ้นอยู่กับการไล่ตามสิ่งใหม่ แต่ส่วนลึกในใจของเธอกลับเทิดทูนความงามที่ยั่งยืนและอยู่เหนือกาลเวลาแบบคำว่า Timeless
ดังนั้นเขาจึงนำแรงบันดาลใจจากดนตรีเก่าๆ ในยุค 80 พร้อมด้วยการเรียบเรียงเพลงแบบนักแต่งเพลง Henry Mancini มาปรับแต่งให้มีความร่วมสมัยด้วยภาษาดนตรีแบบปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจว่าเวลาเป็นรากฐานของสิ่งต่างๆ และตัวละครเองก็สนใจในเรื่องแนวคิดความงามที่ไม่มีวันล้าสมัยด้วย
“ฉากนั้นที่ Miranda ยืนอยู่ท่ามกลางสถาปัตยกรรมในอิตาลี เป็นฉากที่เล่าออกมาได้สวยงามมาก ทั้งยังเป็นช่วงเวลาทางอารมณ์ที่สำคัญมากในหนัง การได้ทำเพลงประกอบให้ฉากแบบนั้นเปรียบเสมือนของขวัญที่แท้จริงเลย ผมชอบผลลัพธ์ที่ออกมามากๆ”

เสียงเพลงจากศิลปินหญิงที่เล่าเรื่องของผู้หญิง
ถ้าหากเราย้อนไปนึกถึงเพลงไอคอนิกในหนังภาคแรก หลายคนคงจะนึกถึงฉากการเริ่มวันใหม่ของสาวๆ ในนิวยอร์กที่มาพร้อมกับเพลง Suddenly I See ของ KT Tunstall หรืออาจจะเป็นฉากที่ตัวละคร Andy ข้ามถนนแล้วเปลี่ยนลุคไปเรื่อยๆ กับเพลง Vogue ซึ่งเพลงเหล่านี้ถูกเรียกว่าเป็นเพลง ‘Needle Drop’ ที่คนคุ้นเคยกันดี เพราะเป็นเพลงของศิลปินหญิงที่ไอคอนิกเป็นอย่างมาก และยังเป็นภาพจำสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ครองใจคนแฟชั่นมาหลายสิบปีอีกด้วย
แล้ว Needle Drop คืออะไร? คำตอบก็คือ Needle Drop เป็นการนำเพลงที่มีอยู่แล้วมาประกอบหนัง ซึ่งเพลงนั้นอาจจะเป็นเพลงฮิตหรือเพลงดังที่คนทั่วไปรู้จักอยู่แล้ว โดยมีที่มาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่วางเข็ม (Needle) ลงไปแล้วเพลงก็เล่นทันที ซึ่ง The Devil Wears Prada ถือว่าเป็นหนังที่อยู่คู่กับเพลง Needle Drop มาตลอด เพราะเพลงป๊อปมักจะทำงานด้านการเล่าเรื่องไม่ต่างจากดนตรีประกอบที่เป็นดนตรีบรรเลง

โดยเสียงเพลง Needle Drop ที่ถูกนำมาใช้ในภาคต่อนี้ล้วนเป็นเพลงของศิลปินหญิงทั้งหมด ซึ่งการหยิบเพลงของศิลปินหญิงมาใช้นั้นช่วยให้หนังเล่าเรื่องของผู้หญิงได้อย่างลึกซึ้ง เพราะนอกจากเพลงของ Lady Gaga และ Sienna Spiro ที่พวกเธอแต่งกันมา 4 เพลงแล้ว ทีมงานก็ยังเลือกใช้เพลงมาจากศิลปินหญิงทั้งหมด เช่น End of An Era ของ Dua Lipa, Walk of Fame ของ Miley Cyrus และ Brittany Howard, Mr. Eclectic ของ Laufey, Nice To Each Other ของ Olivia Dean, Saturn จาก SZA, Worth It ของ RAYE, No One Noticed ของ The Marías เป็นต้น
เราอาจกล่าวได้ว่าการเลือกใช้เพลงของศิลปินตัวแม่ในยุคนี้ยิ่งตอกย้ำว่าหนังกำลังเล่าถึงความแข็งแกร่งของผู้หญิงอย่างมีชั้นเชิง หลายเพลงแสดงออกถึงความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ ความรักที่มีต่อตัวเอง การตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง ไปจนถึงการเริ่มต้นใหม่อย่างมั่นใจและไม่จมปลักอยู่กับอดีตที่ผ่านมา
ไม่เพียงเท่านั้น การเลือกใช้เพลงของศิลปินหญิงยุคนี้ในหนังก็เปรียบเป็นแคปซูลแห่งกาลเวลาที่คอยบันทึกว่าเพลงฮิตและดนตรีของศิลปินหญิงในทศวรรษนี้เป็นแบบไหน มุมมองของผู้คนในทศวรรษนี้เป็นอย่างไร และค่านิยมของโลกเราเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร
และเหนือสิ่งอื่นใด ผลงานเพลงต่างๆ ที่ประกอบหนังภาคต่อเรื่องนี้ก็จะยังคงทำงานกับคนดูเฉกเช่นเดียวกันกับที่เพลงภาคแรกเคยทำไว้กับผู้ชมในอดีต และหลังจากนี้อีกหลายปีข้างหน้า เมื่อคนรุ่นใหม่มีโอกาสชม The Devil Wears Prada 2 พวกเขาก็จะรู้สึกแบบเดียวกันกับตอนที่แฟนหนังยุค 2000 ได้ยินเพลง Vogue ของ Madonna หรือเพลง Suddenly I See ของ KT Tunstall ดังขึ้นในฉากหนังเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน

ภาพ: Getty Images, 20th Century Fox Studios
อ้างอิง:

