×

ค่ายรถญี่ปุ่น ชง 3 ข้อ ถึงรัฐบาล หนุนรถเก่าแลกใหม่ Local Content ทบทวนภาษีนำเข้า-ส่งออก หลังยอดผลิตวูบ 30%

15.05.2026
  • LOADING...
ภาพการประชุมระหว่างผู้บริหารค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นและคณะรัฐมนตรี

ท่ามกลางแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ ทั้งภาวะชะลอตัวของการบริโภค กำลังซื้อภายในประเทศ ต้นทุนพลังงาน การแข่งขันจากต่างประเทศ รวมถึงความกังวลของภาคธุรกิจต่อทิศทางเศรษฐกิจ รัฐบาลพยายามส่งสัญญาณว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนมากขึ้นนั้น

 

 
 

ในช่วงเย็น (15 พฤษภาคม) เวลา 17.00 น. ที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพจัดงาน ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’

 

โดยเชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนและตัวแทนภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญกว่า 34 คน เข้าร่วมเสนอความคิดเห็นต่อรัฐบาล ถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลอนุทินในการเปิดเวทีลักษณะนี้อย่างเป็นทางการ

 

นายกรัฐมนตรีเปิดเวที โดยย้ำชัด ‘วันนี้ไม่มีหัวโต๊ะ ทุกคนคือหัวโต๊ะ’ พร้อมรับฟังทุกเสียง เพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

อีกทั้งรัฐบาลเตรียมเดินหน้าปลดล็อกกฎระเบียบ ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน แก้ปัญหาแรงงาน และผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทย

 

ที่ผ่านมา ผลหารือเวทีอาเซียน พบว่า ทุกประเทศโฟกัสตรงกันใน 3 เรื่องใหญ่ ‘พลังงานสะอาด-โลจิสติกส์-ความมั่นคงทางอาหาร’ ซึ่งไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

 

ดังนั้น เอกชนคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ จากนี้รัฐบาลยุคใหม่ ‘ไม่ยึดติดกฎหมายเก่า’ และพร้อมอำนวยความสะดวกเต็มที่ เพื่อดันเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งกว่าเดิม

 

ทบทวนภาษีนำเข้า-ส่งออก หลังยอดผลิตรถไทยวูบ 30%

 

ภายหลังการหารือ หนึ่งใน CEO กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ แบรนด์ญี่ปุ่น กล่าวกับ THE STANDARD ว่า ได้มีข้อเสนอข้อมูลภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งพบว่าในปี 2562 ยอดการผลิตรถยนต์อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านคัน แต่ภายในปี 2568 ลดลงเหลือเพียง 1.4 ล้านคัน หรือหดตัวราว 30% ขณะเดียวกัน การส่งออกซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคันในปี 2562 ปัจจุบันในปี 2568 อยู่ที่ราว 9 แสนคัน ลดลงประมาณ 10%

 

ด้านการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสัดส่วน 6% ในปี 2565 เพิ่มเป็นประมาณ 22% ในปี 2569 โดยเฉพาะรถยนต์ EV จากประเทศจีน ซึ่งได้รับสิทธิภาษีนำเข้า 0% ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน

 

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศในอาเซียนยังไม่เปิดรับในลักษณะเดียวกับประเทศไทย จึงทำให้รถยนต์จากจีนหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดไทยอย่างมาก

 

ขณะเดียวกัน ความต้องการรถยนต์ไฮบริดก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสัดส่วนราว 36% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมด จึงมีข้อเสนอถึงรัฐบาล

 

เสนอ 3 เรื่องด่วน Safeguard-รถเก่าแลกรถใหม่-Local Content

 

  • มาตรการคุ้มครองการผลิตภายในประเทศจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป หรือมาตรการ ‘Safeguard’ ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เริ่มใช้มาตรการดังกล่าวกับ รถกระบะ

 

โดยเพิ่มส่วนต่างของอัตราภาษีสรรพสามิตระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศกับรถนำเข้า ซึ่งถือเป็นแนวทางที่น่าสนับสนุนอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม รถยนต์นั่งยังคงถูกนำเข้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากประเทศจีน ปัจจุบันมีสัดส่วนสูงถึง 32% และส่วนใหญ่เป็นรถที่ได้รับสิทธิภาษีนำเข้า 0% จึงอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการปกป้องฐานการผลิตรถยนต์นั่งในประเทศไทย

 

  • สร้างความแตกต่างของอัตราภาษีระหว่างรถที่ผลิตในประเทศกับรถนำเข้า พร้อมกำหนดเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ให้มากขึ้น เพื่อจูงใจการลงทุนและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศไทย
  • มาตรการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ผ่านโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” โดยผลักดันการจัดการซากรถยนต์เก่าอย่างเป็นระบบ (End-of-Life Vehicle Management) เนื่องจากปัจจุบันยังมีรถเก่าใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำออกจากระบบ และกระตุ้นให้เกิดการซื้อรถใหม่ทดแทนได้

 

แนวทางนี้ประเทศญี่ปุ่นดำเนินการมานานและได้ผลดี ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เพราะช่วยลดจำนวนรถเก่าที่ก่อมลพิษ PM 2.5 พร้อมกระตุ้นตลาดรถยนต์ใหม่ไปพร้อมกัน ในระยะแรก อยากให้ครอบคลุมทั้งรถกระบะ รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก และ Eco Car โดยกำหนดเงื่อนไขว่ารถใหม่ที่นำมาแลกต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย

 

ที่สำคัญคือ ประเด็นสุดท้าย คือ มาตรการส่งเสริมการส่งออก หรือ Tax Compensation for Export ปัจจุบันผู้ประกอบการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ กำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้ง ค่าเงินบาท มาตรการทางการค้า และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์

 

จึงอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณา ปรับอัตราชดเชยภาษีอากรส่งออกกลับไปที่ 1.18% เท่าเดิม หลังจากเมื่อต้นปีมีการปรับลดลง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนผู้ส่งออกสูงขึ้น เนื่องจากภาษีอากรนำเข้าแฝงในกระบวนการผลิตรถยนต์ส่งออกยังอยู่ที่ประมาณ 1.38% สูงกว่าอัตราชดเชยที่ได้รับจริง

 

“แวลู่เชนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยจำนวนมาก และในขั้นตอนการผลิตไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าชิ้นส่วนใดจะใช้เพื่อการส่งออกหรือจำหน่ายในประเทศ จึงหลีกเลี่ยงต้นทุนอากรนำเข้าแฝงได้ยาก ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลทบทวนอัตราชดเชยภาษีส่งออกกลับมาอยู่ที่ 1.18% ตามเดิม” แหล่งข่าวกล่าว

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories