“เมื่ออเมริกาจาม เอเชียเป็นหวัด” เป็นวลีที่ถูกพูดถึงมานานหลายทศวรรษ แต่ในมุมมองของ เย็บ ซู ชวน (Yeap Swee Chuan) ประธานและซีอีโอของ AAPICO HITECH ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ในประเทศไทย ที่สะท้อนผ่านเวทีเสวนา “Asia’s Resilience Challenge for Sustained Growth in an Age of Polycrisis” ในงาน Nikkei Asia Forum APAC 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในวันนี้ (16 กรกฎาคม) ชี้ให้เห็นว่า ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และระเบียบโลก ณ ปัจจุบันอาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่านั้น
ประเด็นสำคัญ
“วันนี้ไม่ใช่แค่อาการจามอีกต่อไป แต่เป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรงมาก”
บรรยากาศบนเวทีเสวนา ฉายให้เห็นมุมมองและแนวทางเพื่อการปรับตัวและเอาตัวรอดจาก Polycrisis หรือ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยมีจอห์น แอกลิออนบี (John Aglionby) บรรณาธิการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Nikkei Asia เป็นผู้ดำเนินรายการ และนอกจากซีอีโอของ AAPICO ยังมีผู้ร่วมเสวนาอีก 2 คน คือ ศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์ จาก Thammasat Business School และ เพตยา โคเอวา บรูกส์ (Petya Koeva Brooks) รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF
ผู้ร่วมเสวนาทั้งสาม ชี้ให้เห็นว่า เอเชียยังคงเป็น ‘เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจโลก’ ในตอนนี้ แต่การอยู่รอดในทศวรรษหน้า ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวรับมือกับความท้าทายที่หลากหลาย อาทิ สงคราม ความขัดแย้งและการแบ่งขั้วระหว่างมหาอำนาจ AI ความผันผวนด้านพลังงาน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
เอเชียยังเป็นจุดสว่างของเศรษฐกิจโลก
ในภาพรวมของเศรษฐกิจโลก รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF ระบุว่า แม้โลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แต่เอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีแนวโน้มเติบโตดีที่สุด
“เอเชียคิดเป็น 60% ของการเติบโตทั่วโลกและ 60% ของประชากรโลก นี่คือตลาดขนาดใหญ่มาก” เธอกล่าว
ขณะที่ IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเอเชียเกิดใหม่จะเติบโตราว 5% ในปีนี้ สูงกว่าค่าเฉลี่ยเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์
เพตยา ยังมองว่าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โมเดลการเติบโตของเอเชียพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่ในอนาคต “ตลาดภายในภูมิภาค” อาจกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญไม่แพ้ตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่การค้าโลกกำลังเผชิญภาวะแตกแยกและการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น
‘Resilience for whom?’ คำถามสำคัญที่หลายคนมองข้าม
แม้คำว่า Resilience หรือความยืดหยุ่นจะถูกใช้กันอย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ ศ.ดร.ภวิดา ตั้งคำถามสำคัญว่า
“Resilience for whom?” หรือ “ความยืดหยุ่นมีไว้สำหรับใคร?”
เธออธิบายว่า ความยืดหยุ่นนั้นมีหลายระดับ โดยในระดับประเทศ เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นข้อกังวลด้านความมั่นคง แต่หากมองจากมุมมองทางธุรกิจ ความยืดหยุ่นนั้นจำเป็นต้องเข้าใจจากระดับห่วงโซ่อุปทานและระดับอุตสาหกรรมด้วย
ตัวอย่างเช่น ความยืดหยุ่นของประเทศไทยคือในแง่ของการเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมาเป็นเวลานาน และยังคงดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศต่อไป
แต่หากสหรัฐฯ เรียกร้องให้บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตกลับไปสหรัฐฯ ความยืดหยุ่นของบริษัทเหล่านั้นที่กลับไปยังสหรัฐฯ ก็จะส่งผลเสียต่อประเทศไทย เพราะจะลดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทย
ไทยและอาเซียนท่ามกลางเงาของสองมหาอำนาจ
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นกล่าวซ้ำหลายครั้ง คือการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่ออนาคตเศรษฐกิจของเอเชีย
ศ.ดร.ภวิดา ชี้ว่า ประเทศขนาดกลางอย่างไทยไม่มีทางหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการแข่งขันของสองมหาอำนาจได้ และยังคงต้องอยู่ร่วมกับจีนและสหรัฐฯ ต่อไป
โดยจีนนั้นเป็นทั้งคู่ค้าและแหล่งลงทุนสำคัญที่สุดของไทย ในขณะที่สหรัฐฯ ก็ยังคงเป็นตลาดส่งออกและหุ้นส่วนด้านความมั่นคงที่สำคัญ
รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF มองว่า แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะเปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การล่มสลายของโลกาภิวัตน์ หากแต่เป็นการ ‘ปรับโครงสร้าง’ ของเครือข่ายการค้าโลก
โดยประเทศต่าง ๆ ยังคงค้าขายกันในระดับสูง แต่กำลังหันไปกระจายความเสี่ยงและสร้างเครือข่ายใหม่ๆ มากขึ้น
AI อาจเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง
อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือความท้าทายของ AI โดยเพตยาอธิบายว่า กระแส AI ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมี 2 มิติ
มิติแรกคือการลงทุนมหาศาลใน Data Center เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งกำลังสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจในระยะสั้น
แต่อีกมิติหนึ่งคือคำถามว่า AI จะสามารถเปลี่ยนการลงทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่า หากความคาดหวังต่อ AI สูงเกินไป อาจเกิดการปรับฐานของตลาดในอนาคตได้
แต่ถ้าหากประเทศต่าง ๆ สามารถนำ AI ไปใช้เพิ่มผลิตภาพได้จริง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน
ขณะที่ปัญหาสำคัญของเทคโนโลยี AI ที่ยังมีอยู่ชัดเจน คือ ‘ช่องว่าง’ ระหว่างประเทศที่พร้อมและไม่พร้อมกำลังกว้างมากขึ้น และตอนนี้ยังมีแค่ไม่กี่ประเทศที่มีความพร้อม
อุตสาหกรรมการผลิตกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่
สำหรับภาคการผลิต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจเอเชียตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ร่วมเสวนามองว่ากำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
ศ.ดร.ภวิดา กล่าวว่า การแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานไม่เพียงพออีกต่อไป โดยผู้ผลิตในอนาคตจำเป็นต้องผสานเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และบริการมูลค่าเพิ่มเข้ากับกระบวนการผลิต
เธอยังยกตัวอย่างบริษัทผู้ผลิตสิ่งทอที่สามารถอยู่รอดได้ ว่าไม่ใช่เพราะค่าแรงถูกที่สุด แต่เพราะมีเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลก
ในเรื่องนี้ ซีอีโอของ AAPICO HITECH มองว่าการเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลังเป็นบททดสอบสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
เขาระบุว่า ไทยยังมีจุดแข็งด้านคุณภาพการผลิตและเครือข่ายซัพพลายเออร์ระดับโลกที่สร้างขึ้นจากการลงทุนของญี่ปุ่นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในอดีตนั้นไม่ได้รับประกันถึงอนาคต โดยการแข่งขันจากผู้ผลิตจีนและการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้ากำลังบีบให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว
วิกฤตพลังงานและภาวะโลกรวนกำลังสร้างกติกาใหม่
นอกจากความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว วิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
เพตยาชี้ว่า ความผันผวนด้านพลังงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ผลักดันให้หลายประเทศเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเร็วกว่าที่คาด
“หลายประเทศกำลังใช้โอกาสนี้ในการก้าวไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหม่กำลังเกิดขึ้น จากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมถึงมาตรการลดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น
โดย เย็บ ซู ชวน ยกตัวอย่างมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ที่กำลังเพิ่มต้นทุนและภาระการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ให้กับภาคธุรกิจ
แม้ว่าเขาจะเห็นด้วยกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เขากังวลว่าธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากอาจไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะพิสูจน์หรือรายงานข้อมูลตามมาตรฐานใหม่ได้
ความหวังของเอเชียอยู่ที่ตลาดภายในและการร่วมมือกัน
ช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นพ้องว่า แม้โลกจะเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น แต่เอเชียยังมีจุดแข็งสำคัญ ทั้งขนาดประชากร ตลาดผู้บริโภค และศักยภาพการเติบโต โดย IMF ชี้ว่าเอเชียยังสร้างสัดส่วนราว 60% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก
เพตยา เสนอว่า แทนที่จะพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว ประเทศในเอเชียควรเร่งส่งเสริมการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาค เพื่อสร้างเครื่องยนต์การเติบโตจากอุปสงค์ภายใน
ด้านศ.ดร.ภวิดา มองว่า ผู้ประกอบการไทยควรมองหาโอกาสใหม่ผ่านการกระจายตลาดและการต่อยอดเทคโนโลยีไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่นโดรน ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์เป็นส่วนประกอบมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ เย็บ ซู ชวน ฝากข้อคิดสั้นๆ ว่า ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ มองปัญหาเป็นโอกาส และพาทีมเดินหน้าต่อ
“ผมมีความกลัวมากมาย ความกลัวจริงๆ แต่เมื่อคุณมีความกลัว คุณต้องมองปัญหาและโอกาส แล้วนำพากองกำลังของคุณไปข้างหน้าด้วย ผมคิดว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุด แต่ใช่ ผู้นำที่ดีที่สุดต้องก้าวออกมาข้างหน้า และช่วยเหลือ” เขากล่าว


