×

ดีเอสไอรับลูกนายกฯ สางปมนอมินีสมุย-พะงัน ล็อกเป้า 34 ธุรกิจสินทรัพย์ร้อยล้าน จี้ ปปง. แก้กฎหมายเอาผิดฐานฟอกเงิน

โดย THE STANDARD TEAM
15.05.2026
  • LOADING...
เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังประชุมหารือเกี่ยวกับคดีนอมินี

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบคดีการใช้ตัวแทนอำพราง หรือ นอมินี ลักลอบประกอบธุรกิจในพื้นที่อำเภอเกาะสมุยและเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยระบุว่า ล่าสุดทางดีเอสไอได้ร่วมประชุมบูรณาการข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และได้รับการส่งมอบบัญชีรายชื่อบริษัทต้องสงสัยจำนวน 34 แห่ง ซึ่งทุกแห่งล้วนมีมูลค่าสินทรัพย์ตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป โดยในขณะนี้หน่วยปฏิบัติการด้านความมั่นคงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบไปแล้ว 21 บริษัท และกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมอย่างรัดกุม

 

อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อธิบายถึงเงื่อนไขทางกฎหมายว่า การจะพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 นั้น เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องพิสูจน์ทราบองค์ประกอบความผิดให้ครบถ้วนทั้ง 2 ส่วน ได้แก่ 1. บริษัทดังกล่าวมีการประกอบธุรกิจที่เป็นข้อห้ามสำหรับคนต่างด้าวตามที่กฎหมายระบุไว้ และ 2. มีการใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในสัดส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 49 ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหมายความว่า หากพบเพียงพฤติการณ์การเป็นนอมินีถือหุ้น แต่ไม่ได้ประกอบธุรกิจในหมวดหมู่ที่ห้ามชาวต่างชาติทำ ก็ยังไม่ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้

 

สำหรับกลุ่มบริษัททั้ง 34 แห่งที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบนั้น พบว่ามีความหลากหลายในประเภทกิจการ ทั้งธุรกิจรีสอร์ต โรงแรม และร้านอาหาร โดยแนวทางการสืบสวนเชิงลึก เจ้าหน้าที่จะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบศักยภาพทางการเงินที่แท้จริงของผู้ถือหุ้นชาวไทย การตรวจสอบผู้ที่มีอำนาจบริหารจัดการบริษัทตัวจริง ตลอดจนการสืบสาวถึงแหล่งที่มาของเงินลงทุน ว่าผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นผู้ชำระเงินลงทุนด้วยตนเอง หรือมีบุคคลอื่นเป็นผู้ออกทุนดำเนินการให้

 

ทั้งนี้ พ.ต.ต.ยุทธนา ยอมรับว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบพฤติกรรมอันเป็นพิรุธ เช่น การถือหุ้นไขว้กันไปมา และการปรากฏชื่อบุคคลบางรายเป็นกรรมการในหลายบริษัท ซึ่งแม้จะเป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้สำคัญที่อาจเข้าข่ายการทำนอมินี แต่ในทางคดีจำต้องนำไปพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานด้านอื่น ๆ อย่างรอบด้าน เนื่องจากลำพังเพียงประเด็นเดียวอาจยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินคดีในชั้นศาล

 

ส่วนกรณีของโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งบนเกาะพะงัน ที่ปรากฏเป็นข่าวและถูกฝ่ายความมั่นคงเข้าตรวจสอบไปก่อนหน้านี้นั้น อธิบดีดีเอสไอชี้แจงว่า สถานประกอบการดังกล่าวไม่ได้อยู่ในกลุ่ม 34 บริษัทเป้าหมายที่ได้รับข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เนื่องจากมีมูลค่าสินทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ 100 ล้านบาท

 

ดังนั้น การดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีจึงตกเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ตามกระบวนการปกติ นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงสัญชาติของกลุ่มทุนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจ พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่ามีกลุ่มทุนจากหลากหลายสัญชาติ รวมถึงกลุ่มทุนจากประเทศอิสราเอล โดยขอยืนยันว่าการบังคับใช้กฎหมายของดีเอสไอไม่ได้มีพฤติการณ์เจาะจงหรือเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ หากสืบสวนพบว่าคนต่างด้าวสัญชาติใดกระทำผิดกฎหมายไทย ก็จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดและเท่าเทียมกันทั้งหมด

 

ในประเด็นการยกระดับการขยายผลทางคดี พ.ต.ต.ยุทธนา ได้กล่าวถึงข้อจำกัดทางกฎหมายในปัจจุบันว่า ความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ยังไม่ถูกระบุให้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม ทางดีเอสไอได้รับทราบว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำลังอยู่ระหว่างการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย เพื่อให้ความผิดเกี่ยวกับการเป็นนอมินีต่างชาติสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่คดีฟอกเงินได้ ซึ่งหากการแก้ไขกฎหมายสำเร็จ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถสืบสวนเส้นทางการเงิน และยึดอายัดทรัพย์สินของขบวนการเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาดมากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ในตอนท้าย อธิบดีดีเอสไอได้ระบุว่า ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกาะสมุยและเกาะพะงัน ได้มีข้อสั่งการกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการปราบปรามปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังตามกรอบอำนาจหน้าที่ โดยมีการแบ่งมอบภารกิจอย่างชัดเจนว่า คดีที่มีมูลค่าสินทรัพย์เกิน 100 ล้านบาท จะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษในลักษณะของการดำเนินโครงการพิเศษ ขณะที่คดีนอมินีที่มีมูลค่าสินทรัพย์ต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว จะเป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising