สงครามกลางเมืองระลอกใหม่เปิดฉากขึ้นอีกครั้งในทีมเรอัล มาดริด แต่คราวนี้เปลี่ยนคู่กรณีใหม่
หนึ่งคือกองหน้าหมายเลขหนึ่งของทีม
และอีกหนึ่งคือโค้ชของทีม โดยที่ทั้งสองออกมาพูดไม่ตรงกัน
โดยหลังจากเกมลาลีกานัดกลางสัปดาห์ที่ทางด้านเรอัล มาดริด – ซึ่งต้องผิดหวังหลังแพ้ บาร์เซโลนา ปล่อยให้คู่ปรับตลอดกาลป้องกันแชมป์ได้ – เอาชนะ เรอัล โอเบียโด ได้ด้วยสกอร์ 2-0 ความเผ็ดร้อนกลับไม่ได้มาจากผลงานของผู้เล่นในสนาม แต่มาจากการให้สัมภาษณ์ของซูเปอร์สตาร์ลูกหนังชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวสำรองในเกมนี้
ที่มันนำมาสู่สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ และคำถามที่เกิดขึ้นในความรู้สึกของแฟนฟุตบอลจำนวนไม่น้อย
ว่าหรือสุดท้ายคนที่เป็นปัญหาจริงๆ ในทีมเรอัล มาดริด คือนักเตะที่ควรจะเป็นความหวังสูงสุดของทีมกันแน่?

“ผมสบายดี ร้อยเปอร์เซ็นต์” เอ็มบัปเปให้สัมภาษณ์กับสื่อ ก่อนจะวางระเบิดต่อว่า “โค้ชบอกว่าผมเป็นกองหน้าลำดับที่ 4 ของทีมในเวลานี้”
โดยเอ็มบัปเปอธิบายว่าลำดับของเขาเป็นรองต่อจาก วินิซิอุส จูเนียร์, ฟรังโก มัสตานตัวโน, บราฮิม ดิอาซ และกอนซาโล การ์เซีย
“ผมต้องพยายามมากกว่านี้เพื่อจะได้เป็นตัวจริง”
คำพูดของเอ็มบัปเปถูกนำไปบอกต่อกับอัลวาโร อาร์เบลัว โค้ชคนปัจจุบันของทีมซึ่งจะรักษาการตำแหน่งถึงแค่สิ้นสุดฤดูกาลนี้เท่านั้น
อาร์เบลัว – ซึ่งก็มีกระแสข่าวเช่นกันว่ามีปัญหากับผู้เล่นภายในทีม โดยเฉพาะนักเตะสเปน – ปฏิเสธเรื่องนี้ว่าไม่เป็นความจริง
“ผมคุยกับเอ็มบัปเปในช่วงก่อนเกมและผมก็ไม่รู้ว่าเขาไปเข้าใจผิดอะไรตอนไหน” อาร์เบลัวกล่าว พร้อมย้ำว่าเหตุผลที่ทำให้สตาร์กองหน้าที่ย้ายมาจากปารีส แซงต์-แชร์แมงตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วต้องเป็นตัวสำรอง คือเรื่องของสภาพความฟิตร่างกายเพียงอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่น
“คนที่ลงเล่นไม่ได้เมื่อ 4 วันก่อนคงจะลงตัวจริงวันนี้ไม่ได้”
ที่สำคัญอาร์เบลัวยืนยันว่าเขาไม่เคยบอกว่าเอ็มบัปเปเป็นกองหน้าในลำดับที่ 4 ของทีม ด้วยเหตุผลง่ายๆ
“ผมมีกองหน้าไม่ถึง 4 ตัวด้วยซ้ำ ผมไม่เคยพูดอะไรแบบนั้นแน่”
จากการ ‘พูดไม่ตรงกัน’ ของทั้งสอง นั่นหมายความว่าจะต้องมีใครสักคนที่ไม่ได้พูดความจริง ซึ่งยากที่จะบอกได้

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘ปฏิกิริยา ของแฟนบอลโลส บลังโกส ในสนามซานติอาโก เบอร์นาบิว ในจังหวะที่เอ็มบัปเปถูกเปลี่ยนตัวลงสนามนั้นค่อนข้างที่จะชัดเจน เสียงโห่ใส่ศูนย์หน้าที่ว่ากันว่าดีที่สุดคนหนึ่งของโลกดังกระหึ่มประหนึ่งระบบเสียง Dolby DTS
ไม่ต้องสงสัยว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับเอ็มบัปเปในเวลานี้
สำหรับกระแสต่อต้านกองหน้าสายฟ้าแลบคนนี้ เริ่มต้นปะทุในช่วงไม่นานนี้หลังจากที่มีภาพว่าเอ็มบัปเป ซึ่งได้รับบาดเจ็บและควรจะอยู่ระหว่างการพักรักษาตัว ได้เดินทางไปเที่ยวพักผ่อนกับเอสเตอร์ เอกซ์โปซิโต ดาราสาวคนรักที่ริมหาดซาร์ดิเนีย
ภาพนี้ทำให้แฟนๆเรอัล มาดริดไม่พอใจอย่างมากเพราะคิดว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ทีมกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ตัวของเอ็มบัปเปกลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังและจริงใจที่จะต่อสู้เพื่อทีม
สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปิดให้มีการโหวตเรียกร้องในการขับไล่เขาออกจากทีม ซึ่งปรากฏว่าจำนวนผู้เข้าร่วมโหวตมีมากมายมหาศาลอย่างน่าตกใจ
ตัวเลขล่าสุดเมื่อวานที่ผ่านมาทะลุ 73 ล้านชื่อไปแล้ว เกินกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ 200,000 คน ไปไกลเหมือนเดินทางจากโลกไปยังทางช้างเผือก ซึ่งแม้จะมีคนตั้งข้อสงสัยในจำนวนตัวเลขว่ามีการ ‘ปั่น’ หรือสร้างสถานการณ์จากคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสโมสรหรือไม่
แต่เสียงโห่ในสนามก็เป็นเครื่องยืนยันที่ดีว่ามีคนที่ไม่พอใจอยู่จริงๆ
และมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เอ็มบัปเปถูกกระแสต่อต้านแบบนี้ เพราะก่อนหน้านี้แฟนบอลเปแอสเชจำนวนไม่น้อยก็ไม่ต้องการเห็นกองหน้าวัย 27 ปีรายนี้อีกเช่นกัน เพราะยิ่งอยู่นานมากเท่าไร ก็ยิ่งวางตัวมีอำนาจเหนือสโมสร เพื่อนร่วมทีม และแฟนฟุตบอลมากขึ้นเท่านั้น
หรือพูดง่ายๆคือแฟนบอลเล็งเห็นแล้วว่าปัญหาสารพันภายในทีมนั้น บางทีเขานี่แหละคือคำตอบของทุกเรื่องราว

อย่างไรก็ดีการจะบอกว่าเอ็มบัปเปเป็นสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรมสักเท่าไร
โดยเฉพาะกับเรอัล มาดริด ซึ่งมีปัญหาภายในทีมจำนวนมากและหลากประเด็น ซึ่งยังมีการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างเฟเดริโก วัลเวร์เด กับโอเลเรียง ชูอาเมนี ที่ถึงขั้นลงไม้ลงมือกันก่อนเกมเอล กลาสิโก ไปจนถึงกรณีของอาร์เบลัวกับลูกทีมจำนวนหนึ่ง
และภายในทีมเรอัล มาดริดเองก็มีข่าวว่าเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันเป็นที่เรียบร้อย โดยเฉพาะการเลือก ‘ผู้นำ’ ภายในทีม ที่มีนักเตะศรัทธาในตัวของวินิซิอุส จูเนียร์ ปีกชาวบราซิลที่ทุ่มเทในการเล่นมากกว่ายามอยู่ในสนาม เมื่อเทียบกับเอ็มบัปเปที่เฉื่อยชาและเห็นแก่ตัวในหลายครั้ง
แต่ในบางครั้งความประพฤติของนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ที่มีสถานะเป็น ‘ผู้นำ’ กลายๆของทีม ก็เป็นเข็มทิศกำหนดเส้นทางได้เหมือนกัน
เอ็มบัปเปเคยมีประวัติความขัดแย้งกับนักฟุตบอลรุ่นพี่ในทีมอย่าง เนย์มาร์ ซึ่งความจริงแล้วย้ายมาร่วมทีมเปแอสเชในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันในปี 2017 และเคยนับถือกันแบบพี่น้อง แต่หลังจากที่กองหน้าชาวฝรั่งเศสเริ่มแก่พรรษาขึ้นก็เรียกร้องสิ่งต่างๆจากโค้ชมากขึ้น และหมายถึงการกระทบกระทั่งกับรุ่นพี่อย่างเนย์มาร์โดยตรง
ไม่นับการยกสถานะตัวเองให้อยู่เหนือกว่าเพื่อนร่วมทีม โดยที่แม้จะไม่พูดแต่การกระทำก็อาจจะทำให้รู้สึก
ปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งของเอ็มบัปเปคือเรื่องของการเป็นผู้เล่นในแบบ ‘ข้ามาคนเดียว’ หรือ Individual player ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของทีม
สิ่งที่เขาสนใจคือการทำประตูเท่านั้น อย่างอื่นไม่สน โดยเฉพาะการลงไปช่วยเกมรับซึ่งถือเป็นสิ่งที่นักฟุตบอลไม่ชอบทำ แต่ทุกคนต้องทำเพราะเป็น ‘หน้าที่’ ที่มีความสำคัญ
อย่าว่าแต่การเล่นฟุตบอล ในชีวิตการทำงานจริงหากเจอเพื่อนร่วมงานที่เห็นแก่ตัวแบบนี้ ก็เป็นเรื่อง Toxic ของชีวิตที่ไม่ควรจะต้องเจอหรือต้องทนแล้ว
ทั้งนี้หากเรื่องนี้จะกลายเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้กองหน้าซึ่งเคยพิชิตแชมป์ฟุตบอลโลกได้ตั้งแต่อายุ 18 ปี และเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่สโมสรต้องใช้ประธานาธิบดีต่อสายตรงมาร้องขอไม่ให้ย้ายทีม จะไปไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็นก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมาก
เพราะด้วยขีดความสามารถ ร่างกาย พละกำลัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรสวรรค์แล้ว เอ็มบัปเปควรจะไปได้ไกลถึงไหนก็ได้ที่เขาต้องการ แต่ในระยะหลังนอกจากจำนวนสกอร์ที่พอจะการันตีได้จากความสามารถแล้ว แทบมองไม่เห็นพัฒนาการในด้านอื่น
โดยเฉพาะการเล่นร่วมกับทีม การร่วมมือกับเพื่อน และการอุทิศตัวเพื่อส่วนรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้นักฟุตบอลสักคนเติบโตและเป็นที่พึ่งพาของทีมได้ อย่างที่ทุกคนอยากคาดหวังจากเอ็มบัปเป
ปัญหานี้จะแก้ได้จากการปรับทัศนคติ (Attitude) แต่นั่นแหละคือปัญหา
เพราะนับจากแจ้งเกิดในทีมโมนาโก ผ่านเปแอสเช จนมาถึงเรอัล มาดริด เราเห็นได้ชัดเจนมาจากดาวอังคารว่า เอ็มบัปเปมีปัญหาในเรื่องทัศนคติการทำงาน และไม่เคยแก้ไข ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงเรื่องแบบนี้เลย
และนั่นหมายถึงโอกาสที่ความวุ่นวาย การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายภายในสโมสรเรอัล มาดริด บรรยากาศ Toxic จะยังคงดำเนินต่อไป
ความหวังใหม่อาจจะอยู่ในมือของ ‘The Special One’ โชเซ มูรินโญ ที่มีกระแสข่าวสะพัดว่ามีโอกาสกลับมารับงานในซานติอาโก เบอร์นาบิวอีกครั้ง ซึ่งด้วยประสบการณ์และทักษะในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (Man management)
มูรินโญอาจจะช่วยปรับความคิดของเอ็มบัปเปได้
แต่ล่าสุดจากการออกมาให้สัมภาษณ์ของฟลอเรนติโน เปเรซ ถึงกรณีของเอ็มบัปเปแล้ว เรื่องนี้ก็อาจจะยาก เพราะนี่แหละคือคนที่ ‘สปอยล์’ กองหน้ารายนี้มากที่สุด
“คิเลียน เอ็มบัปเป คือนักเตะที่ดีที่สุดของเรา ภารกิจของเขาคือการทำประตูและเขาก็คว้ารางวัลรองเท้าทองคำมาได้ ดังนั้นแปลว่าเขาไม่ได้ขาดแคลนจำนวนประตู”
“มีสิ่งที่เราต้องทำให้ดีกว่านี้เยอะแยะมากมาย แต่สำหรับเอ็มบัปเปไม่มีปัญหาอะไร เขาทำผลงานได้ดีมากกับเรา”
ไม่แน่ใจว่าแฟนชุดขาวฟังแล้วจะว่าอย่างไร
แต่ไม่น่าจะดีใจ…


