แบงก์ชาติย้ำ รัฐบาลควรเลิกทำนโยบายแบบหว่านแห โดยควรใช้เงินกู้กระตุ้นการบริโภคแบบ ‘เฉพาะกลุ่ม’ เหตุพื้นที่การคลังเหลือน้อยลงอย่างมาก แต่ผลกระทบของสงครามยังไม่ชัดเจน และอาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต ท่ามกลางช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังกำหนดรายละเอียดมาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 2/2569 คณะกรรมการฯ ได้อภิปรายเกี่ยวกับมาตรการทางการคลัง โดยระบุว่า การออกพ.ร.ก.เงินกู้จะส่งผลให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับรองรับความไม่แน่นอนในอนาคตเหลือน้อยลง ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้เงินอย่างตรงจุดและให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
“ในส่วนของการกระตุ้นการบริโภค คณะกรรมการฯ มองว่า รัฐบาลควรออกแบบนโยบายให้มีลักษณะเฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) เนื่องจากในระยะข้างหน้าอาจมี Shock เข้ามาเรื่อยๆ” ดร.ดอนกล่าว
ดร.ดอนยังกล่าวต่อว่า การเคาะวงเงินพ.ร.ก.กู้เงินออกมาที่ 400,000 ล้านบาทคาดว่า จะทำให้หนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดานที่ 70% ต่อ GDP พอสมควร โดยแม้อาจจะไม่ได้ทำให้หนี้สาธารณะแตะเพดานในปีนี้ แต่น่าจะถึงภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ ในรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งเผยแพร่ในวันนี้ (13 พฤษภาคม) ระบุว่า คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการที่เน้นกระตุ้นการบริโภคจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตเพียงระยะสั้น ดังนั้น การออกมาตรการควรให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และคำนึงถึงการรักษาพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
“ผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทยยังไม่ชัดเจน และสถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต จึงควรหลีกเลี่ยงมาตรการกระตุ้นการบริโภคที่ไม่เฉพาะเจาะจงเท่าที่ควรซึ่งอาจสร้างข้อจำกัดต่อการดำเนินนโยบายในอนาคต แต่ควรเน้นมาตรการที่ช่วยปรับโครงสร้างพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและสนับสนุนพลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาน้ำมันในอนาคต” รายงานระบุ
การเปิดเผยรายงานดังกล่าวขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังจัดทำรายละเอียดต่างๆ รวมไปถึงกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิ์ ของมาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการคนละครึ่งและการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ขณะที่ ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้มีการประเมินว่า หากภาครัฐนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้านบาทมาใช้ จะช่วยดันให้เศรษฐกิจในปี 2569 ขยายตัวได้สูงกว่ากรณีฐาน (Baseline) ประมาณ 0.6% อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 เศรษฐกิจจะปรับลดลงราว 0.4% เมื่อเทียบกับกรณีฐาน เนื่องจากผลของฐานที่ถูกดันให้สูงขึ้นในปี 2569
และคาดว่า จะส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สาเหตุเนื่องมาจากอุปสงค์หรือกำลังซื้อภายในประเทศยังคงเปราะบาง และตลาดมีการแข่งขันที่สูง

