×

ส่องงบ ‘บัตรคนจน’ ย้อนหลัง 5 ปี มาถูกทางหรือไม่? เมื่อมีคนไทยแห่ลงทะเบียนประกาศตนเป็น ‘คนจน’ พุ่งเฉียด 20 ล้านคน

13.07.2026
  • LOADING...
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อมูลงบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและจำนวนผู้ลงทะเบียนที่พุ่งสูง

ในการลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบล่าสุด มีผู้ลงทะเบียนรวมกว่า 19.17 ล้านคน หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรไทย 65.8 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าจำนวนประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจน (Poverty Rate) ของไทย ซึ่งมีไม่ถึง 5 ล้านคนอย่างมีนัยสำคัญ จึงนำมาสู่คำถามว่า เหตุใดผู้สมัครขอรับสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่จึงมีจำนวนมากถึงระดับนี้

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

พร้อมจับตา ครม. เคาะเกณฑ์วันอังคารนี้ ก่อนจะประกาศผู้ได้รับสิทธิ วันที่ 17 กรกฎาคมนี้

 

ไทยมีคนจนกี่คน?

 

ตามรายงานการตามติดเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ของธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประเมินว่า อัตราความยากจน (Poverty Rate) ของประเทศไทยลดลงเหลือ 7.1% ในปี 2568 จากระดับ 8.2% ในปี 2567

 

โดยธนาคารโลกระบุว่า โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน ‘Digital Wallet’ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความยากจนในไทยปี 2568 ลดลงจากปี 2567 ซึ่งหากไม่มีโครงการดังกล่าว ธนาคารโลกมองว่า อัตราความยากจนไทยจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากการเติบโตของค่าจ้างยังคงอ่อนแอ

 

โดยอัตราความยากจนดังกล่าวอิงตามเส้นความยากจนระหว่างประเทศสำหรับประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ที่ 8.30 ดอลลาร์สากลต่อคนต่อวัน ณ ระดับราคาปี 2021 (2021 PPP) หรือคิดจากประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่า 8.30 ดอลลาร์สากลต่อวันเมื่อปรับด้วยภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อแล้ว

 

ทั้งนี้ ตามประกาศของสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ซึ่งระบุว่า ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวนประชากรทั่วประเทศไทย มีทั้งหมด 65.8 ล้านคน

 

อย่างไรก็ตาม ในรายงานฉบับเดียวกัน ธนาคารโลกยังประเมินอีกว่าราว 40% ของประชากรไทยกำลังอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่อยู่ระหว่าง เส้นความยากจนระหว่างประเทศสำหรับประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ที่ 6.85 ดอลลาร์สากล/คน/วัน (2017 PPP) แต่ยังต่ำกว่าเกณฑ์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Threshold for Economic Security) ที่ระดับรายได้ 15.00 ดอลลาร์สากล/คน/วัน

 

ดังนั้น ตัวเลขคนจนในไทยปี 2568 ตามประมาณการของธนาคารโลกจะอยู่ที่ประมาณ 4,606,630 ล้านคน แต่มีประชากรในกลุ่มเปราะบางอยู่ที่ 26,323,604.4 ล้านคน

 

ขณะที่ตามรายงานสถานการณ์ความยากจน และความเหลื่อมล้ำปี 2567 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า ไทยมีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีระดับ 3.41% ของประชากรทั้งประเทศ โดยอิงเส้นความยากจนในปี 2567 ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน

 

วิเคราะห์ทำไมคนลงทะเบียน ‘สูงกว่า’ คนอยู่ใต้เส้นความยากจน

 

ดร. นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส ประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เหตุผลที่มีจำนวนผู้ขอเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ มากกว่าจำนวน ‘คนจน’ ตามหลักวิชาการ มาจาก 2 ปัจจัยหลักด้วยกัน ดังนี้

 

1. นิยามคนเปราะบางของรัฐ เปิดกว้างกว่า นิยามเส้นความยากจน

 

เนื่องจากคนจนตามนิยามวิชาการนั้น จะต้องเป็นผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนสากล หรือมีรายได้ประมาณไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน หรือเทียบเท่า 36,000 บาทต่อปี ขณะที่ เกณฑ์ (Criteria) ของภาครัฐในการจัดทำโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ได้นิยามผู้ที่เหมาะสมเข้าร่วมโครงการไว้ว่า จะต้องมีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี

 

ด้วยเหตุนี้ คนที่มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่ไม่ถึง 100,000 บาท จึงสามารถเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้

 

2. ความแม่นยำในการคัดกรอง

 

ดร.นณริฏชี้ว่า มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้คนจนที่แท้จริงไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ เช่น การไม่รู้ว่าต้องลงทะเบียน การอ่านหนังสือไม่ออก การอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เช่น ตามตะเข็บชายแดน หรือแม้แต่การไม่มีบัตรประชาชน ก็ทำให้หลุดจากการสำรวจของรัฐได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันกระบวนการคัดกรองสามารถรวบรวมรายชื่อผู้เปราะบางได้กว่า 19 ล้านคนแล้ว แต่ดร.นณริฏระบุว่า ยังมีความเป็นไปได้สูงที่ ผู้อยู่ภายใต้เส้นความยากจนยังคงตกหล่นอยู่กว่า 50-60% ของคนจนทั้งหมด

 

นอกจากกลุ่มคนยากจนแล้ว ดร.นณริฏยังกล่าวว่า มีกลุ่มคนรายได้สูงจำนวนไม่น้อยที่อยากเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะต้องการสวัสดิการ เนื่องจาก การลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการสามารถทำได้ง่าย และแทบไม่มีต้นทุนให้เสียเลย นอกจากต้นทุนเวลาในการลงทะเบียน ขณะที่ภาครัฐต้องรับต้นทุนในการตรวจสอบ แต่กลับไม่มีบทลงโทษกลุ่มคนที่ละเมิดเกณฑ์เข้ามา

 

ส่องงบบัตรคนจนย้อนหลัง 5 ปี ‘เพิ่มขึ้นแทบทุกปี’ แต่ดัชนีความเหลื่อมล้ำไทยยังรั้งท้าย?

 

ตามร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีในแต่ละปี มีการตั้งงบประมาณสำหรับ กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพิ่มขึ้นแทบทุกปี และยังมีการเบิกใช้งบกลางเพื่อสนับสนุนกองทุน ดังนี้

 

  • 2565: 30,000 ล้านบาท
  • 2566: 35,500 ล้านบาท + งบกลาง 2,644 ล้านบาท
  • 2567: 50,000 ล้านบาท + งบกลาง 3,500 ล้านบาท
  • 2568: 50,400 ล้านบาท + งบกลาง 2,900 ล้านบาท
  • 2569: 30,000 ล้านบาท + งบกลาง 2 ครั้ง (4,799 + 1,667.68) ล้านบาท + พ.ร.ก. กู้เงิน 18,800 ล้านบาท
  • 2570: 42,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ จำนวนงบประมาณที่สูงขึ้นไม่ได้สะท้อน จำนวนผู้มีสิทธิในโครงการที่เพิ่มขึ้น แต่อาจเป็นรูปแบบสวัสดิการที่มีการปรับเพิ่มขึ้นในแต่ละปี

 

ขณะที่รายงานความเหลื่อมล้ำโลก 2026 (World Inequality Report) ของศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำโลก (World Inequality Lab) ที่เผยแพร่ในช่วงธันวาคม 2568 ซึ่งใช้งานวิจัยจากนักวิชาการกว่า 200 คนทั่วโลกชี้ว่า ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุด และมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชีย โดยวัดผลจากการแสดงอัตราส่วนเฉลี่ยระหว่างรายได้ของกลุ่มคนที่รวยที่สุด 10% บน (Top 10%) และจนที่สุด 50% ล่าง (Bottom 50%) ของประเทศ

 

ผลปรากฏว่า ช่องว่างรายได้ระหว่างผู้มีรายได้สูงสุด 10% และกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำสุด 50% กว้างขึ้นจาก 42% เป็น 47% ระหว่างปี 2014 และ 2024 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ ในมิติของรายได้ (Income) ผู้มีรายได้สูงสุด 10% บนของไทย ยังครอบครองรายได้สูงถึง 52% ขณะที่ผู้มีรายได้ต่ำสุด 50% ล่างมีเพียง 11% และในมิติของความมั่งคั่ง (Wealth) ผู้มั่งคั่งที่สุด 10% บนของไทย ถือครองความมั่งคั่งทั้งหมด 65% และผู้มั่งคั่งที่สุด 1% ถือครองมากถึง 32%

 

สอดคล้องกับรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ออกมาในปี 2568 ซึ่งสรุปในทำนองเดียวกัน

 

ในรายงานดังกล่าว สภาพัฒน์อิงข้อมูลจาก World Inequality Database ที่ระบุว่าในช่วงปี 2554 – 2566 ไทยมีค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini Coefficient) เฉลี่ยที่ 0.626 ซึ่งใกล้เคียงกับการคำนวณของสภาพัฒน์ที่ 0.612 ในปี 2564

 

ทั้งนี้ ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini Coefficient) เป็นเครื่องมือในการวัดความไม่เท่าเทียมในรูปของสัดส่วน (Gini Ratio) ซึ่งค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ยิ่งค่าเข้าใกล้ 1 มากเท่าไร แสดงว่าความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ยิ่งมีมากขึ้น

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อมูลงบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและจำนวนผู้ลงทะเบียนที่พุ่งสูง 1

 

ต้นตอปัญหามาจากรัฐบาลไทยมีรายได้ไม่พอจ่ายสวัสดิการ

 

ทั้งนี้ ดร.นณริฏแนะนำว่า การจัดทำมาตรการเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ควรดำเนินการแบบมุ่งเป้า (Targeted) และให้การช่วยเหลืออย่างแม่นยำ ผ่านการแบ่งคนยากจนออกเป็น 2 กลุ่ม เช่น กลุ่มที่ดูแลตัวเองได้ และกลุ่มที่ดูแลตัวเองไม่ได้

 

หากรัฐเลือกให้เงินช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ดูแลตัวเองไม่ได้ และเน้นการเพิ่มศักยภาพ (Empowering) ส่งเสริมให้มีงานทำให้กลุ่มที่ดูแลตัวเองได้ ก็จะทำให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณได้ดีกว่าการช่วยเหลือแบบเบี้ยหัวแตก

 

สำหรับปัญหาในการจัดสรรงบประมาณด้านสวัสดิการ ดร.นณริฏระบุว่า มีปัญหาที่ภาพใหญ่ 3 ด้านด้วยกัน ดังนี้

 

  • 1. รัฐจัดเก็บรายได้ไม่มากพอ โดยไทยจัดเก็บได้เพียงประมาณ 14% ต่อ GDP เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอต่อการจัดสรรสวัสดิการ ขณะที่ประเทศรัฐสวัสดิการส่วนใหญ่ มีการจัดเก็บภาษีประมาณ 30-40% หรือสูงกว่า
  • 2. ภาครัฐขาดศักยภาพในการใช้จ่าย เนื่องจากไทย มีงบประมาณหลายส่วนที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสถานะการคลังในภาพใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นงบบุคลากร งบสวัสดิการข้าราชการ งบสวัสดิการประชาชน ซึ่งมีรายจ่ายไม่สอดคล้องกับรายได้ อย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏระบุว่า ปัญหาไม่ได้เป็นเพราะมีการแจกจ่ายสวัสดิการจำนวนมาก แต่เป็นเพราะไทยเก็บรายได้ภาษีเพียงพอเอง

 

“ถ้าไทยต้องการเป็นรัฐสวัสดิการ แปลว่า เราต้องเก็บภาษีให้ได้เยอะๆ ไม่อย่างนั้นเราจะมีรายได้ไม่พอรายจ่าย” ดร. นณริฏ กล่าว

 

  • 3. หนี้สาธารณะที่เริ่มรัดคอ เนื่องจากภาครัฐก่อหนี้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 30-40% ต่อ GDP และขยับขึ้นมาอยู่ที่ 60% ในช่วงโควิด-19 และปัจจุบันกำลังเข้าสู่ระดับ 70% ทำให้ประเทศไทยมีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ซึ่งจะยิ่งบีบรัดงบประมาณให้จำกัดมากขึ้น ท่ามกลางการจัดเก็บภาษีที่ยังไม่สูงพอ ซึ่งภาครัฐจะต้องรักษาสมดุลในการจัดสรรสวัสดิการให้ดี

 

แนะการแก้จนอย่างยั่งยืน

 

ดร.นณริฏกล่าวต่อว่า การลดจำนวนคนจนอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องให้ประชาชนมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากรายได้ทางตรง ถึงแม้อย่างนั้น ในช่วงหลัง ภาครัฐกลับมีการเพิ่มสวัสดิการมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนว่างงาน ตลอดจนมาตรการคนละครึ่ง

 

ดร.นณริฏระบุว่า ภาครัฐจำเป็นต้องมีระบบภาษีที่ยั่งยืน หากต้องการคงสวัสดิการอย่างยั่งยืน แต่ปัจจุบัน ระบบภาษีของไทยกำลังเผชิญอุปสรรคจากรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้ จนเริ่มเห็นปัญหาที่ตามมาได้จาก การลดงบสวัสดิการ การลดงบลงทุนในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งมีแนวโน้มซ้ำเติมให้คนจนอาจสูงเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

“การมีรายได้อย่างยั่งยืนควรเกิดจากความสามารถในการสร้างรายได้ของตัวบุคคลหรือธุรกิจ รวมถึงผลตอบแทนจากการออมและการลงทุน เช่น ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากสลากออมทรัพย์ ไม่ใช่พึ่งพาเงินโอนจากภาครัฐเป็นหลัก จุดอ่อนของการวัดจำนวนคนจนในปัจจุบัน คือในช่วงหลังรัฐเพิ่มสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินช่วยเหลือผู้ว่างงาน หรือมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในวาระต่างๆ ซึ่งแทบมีอยู่ในทุกรัฐบาล ในทางเศรษฐศาสตร์ รายได้ลักษณะนี้เป็นรายได้ที่เกิดจากนโยบายภาครัฐ หรือ man-made income ซึ่งจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อรัฐมีระบบภาษีและฐานรายได้ที่เข้มแข็งเพียงพอรองรับภาระงบประมาณในระยะยาว” ดร.นณริฏกล่าว

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories