×

The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI

09.05.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกธีมข้อมูล แสดงภาพเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน

ตลาดหุ้นจีนอาจยังฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นโลก โดยหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย ดัชนี MSCI World และ MSCI EM ปรับขึ้นราว 11% และ 21% ตามลำดับ จากจุดต่ำสุดปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีหุ้นจีนฟื้นตัวเพียง 5% เท่านั้น แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นว่าโอกาสในจีนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่กำลังเปลี่ยนจากหุ้น Internet ขนาดใหญ่ ไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI Hardware และ AI Infrastructure มากขึ้น

 

สัญญาณที่ชัดเจนคือ หุ้นในตลาด A-share โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำผลงานดีกว่าหุ้นจีน H-share อย่างเห็นได้ชัด โดยดัชนี ChiNext Index เพิ่มขึ้น 18% ตั้งแต่ต้นปี และ CSI 500 / CSI 1000 เพิ่มขึ้น 12-15% ขณะที่ Hang Seng Tech ลดลง 9% และ MSCI China ลดลง 3% ภาพนี้สะท้อนว่า นักลงทุนในประเทศจีนเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับธีมเทคโนโลยีภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะ AI, Robotics, Semiconductor และห่วงโซ่อุปทาน Data Center

 

จุดสำคัญคือ การลงทุนในเทคโนโลยีจีนรอบนี้ไม่ได้เหมือนรอบก่อนที่หุ้น Internet Platform เช่น E-commerce, Social Media หรือ Food Delivery เป็นผู้นำตลาด เพราะกลุ่ม Internet ถูกมองว่าน่าสนใจน้อยลง เนื่องจากการเติบโตเริ่มชะลอ การบริโภคในประเทศยังฟื้นตัวไม่ชัด และ AI Adoption ยังไม่ได้สร้างผลบวกต่อกำไรอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น ในทางกลับกันนักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับบริษัทที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ของ AI มากกว่า เช่น Data Center, GPU, Optical Modules, PCB, Memory Chips, Storage, ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

 

พูดง่ายๆ คือหากในอดีตนักลงทุนถามว่า ‘บริษัทไหนมีผู้ใช้งานมากที่สุด’ วันนี้คำถามเริ่มเปลี่ยนเป็น ‘บริษัทไหนเป็นผู้ขายอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานให้เศรษฐกิจ AI เติบโตได้จริง’ เพราะไม่ว่าบริษัทใดจะชนะในตลาด AI Application ทุกบริษัทล้วนต้องใช้ Data Center, GPU, Memory Chips, Storage, Network และไฟฟ้าจำนวนมาก

 

หนึ่งในธีมที่น่าสนใจที่สุดคือ Data Center ของจีน อ้างอิงข้อมูลจาก Goldman Sachs ‘China Data Centers: Scaling the AI Infrastructure; Initiate Range Intelligent at Buy, Athub at Neutral’ as of 5 May 2026 คาดว่า Demand ของ Data Center ในจีนจะเติบโตเฉลี่ยราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2025–2028 ตามความต้องการใช้การคำนวณที่เพิ่มขึ้นจาก AI Training และ AI Inference โดยเฉพาะการใช้งาน AI รูปแบบใหม่ เช่น Multimodal Reasoning และ AI Agents ซึ่งต้องใช้พลังประมวลผลสูงกว่าระบบแบบเดิมอย่างมาก

 

อีกประเด็นที่ทำให้จีนมีความน่าสนใจคือ การลงทุนด้าน AI Infrastructure ของบริษัทคลาวน์ รายใหญ่ในจีนยังต่ำกว่าฝั่งสหรัฐฯ อย่างมาก ทำให้จีนยังมีช่องว่างในการลงทุนเพิ่มอีกมาก หากต้องการยกระดับขีดความสามารถด้าน AI ให้แข่งขันกับผู้นำโลกได้ ขณะเดียวกันข้อจำกัดด้านพลังงานของจีนในภาพรวมยังดูน้อยกว่าสหรัฐฯโดย Goldman Sachs ประเมินว่า Data Center ในจีนอาจใช้ไฟคิดเป็นเพียง 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศภายในปี 2028 ขณะที่ในสหรัฐฯ สัดส่วนนี้อาจสูงกว่า 10% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

 

นโยบาย ‘East Data, West Computing’ ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ เพราะจีนต้องการย้ายภาระการประมวลผลจากฝั่งตะวันออกที่มีความต้องการสูง ไปยังฝั่งตะวันตกที่มีไฟฟ้า ที่ดิน และพลังงานหมุนเวียนมากกว่า ส่งผลให้ต้นทุน Data Center ในเมืองภาคตะวันตกต่ำกว่าเมืองในภาคตะวันออกของจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นทุนลงทุนต่อหน่วยต่ำกว่าราว 20% ขณะที่ต้นทุนดำเนินงานต่อปีต่ำกว่าประมาณ 1 ใน 3 จากค่าไฟและค่าแรงที่ถูกกว่า

 

อีกโมเดลธุรกิจที่น่าจับตามองคือ GPU-as-a-Service หรือ GPUaaS ซึ่งเป็นการให้เช่าพลังประมวลผลจาก GPU Cluster แทนที่ลูกค้าจะต้องซื้อ GPU และสร้าง Data Center เองทั้งหมด จุดเด่นคือช่วยให้ลูกค้าเข้าถึง GPU ขั้นสูงได้เร็วขึ้น ลดภาระการลงทุนขนาดใหญ่ และเปลี่ยนต้นทุนคงที่ให้กลายเป็นค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นกว่า ซึ่งเหมาะกับบริษัท AI หรือ LLM ที่ต้องการการคำนวณจำนวนมาก แต่ยังไม่ต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด

 

ความน่าสนใจของ GPUaaS คือ ตลาดยังอยู่ในภาวะ Demand เพิ่มขึ้นเร็วมาก แต่ Supply ยังตึงตัวจากข้อจำกัดด้าน Memory Chips และเวลาที่ใช้ในการเพิ่มกำลังการผลิต ส่งผลให้ราคาเช่า GPUaaS ทั้งในสหรัฐฯ และจีนปรับขึ้นราว 30% ตั้งแต่ต้นปี นอกจากนี้ความต้องการใช้งาน AI ในจีนก็เร่งตัวขึ้น โดยปริมาณการใช้ Token สะสมแตะระดับ 21 ล้านล้าน Token ณ สิ้นเดือนเมษายน 2026 สะท้อนว่า AI Inference เริ่มกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ไม่ใช่แค่การ Training โมเดลขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว

 

ในเชิงผลตอบแทน Goldman Sachs ประเมินว่า หากธุรกิจ GPUaaS สามารถรักษา Utilization Rate ที่ 80% ขึ้นไป มีโอกาสสร้าง IRR ระดับเลขสองหลัก และคืนทุนได้ในราว 3-4 ปี อย่างไรก็ตามธุรกิจนี้ยังมีความเสี่ยง เพราะใช้เงินลงทุนสูง และผลตอบแทนขึ้นอยู่กับราคาค่าเช่า อัตราการใช้งาน อายุของ Hardware และความสามารถในการล็อกสัญญาระยะยาวกับลูกค้า

 

ในเชิงหุ้น บริษัท Data Center จีนหลายแห่งกำลังเปลี่ยนจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิม ไปสู่ผู้ให้บริการ AI Infrastructure แบบครบวงจร เช่น Range Intelligent, GDS, VNET และ SUNeVision โดยเฉพาะ Range Intelligent ที่ Goldman Sachs ให้คำแนะนำ ซื้อ จากศักยภาพการเติบโตสูง บริษัทมีปริมาณสำรองมากกว่า 5GW และคาดว่าจะส่งมอบได้ราว 290MW ต่อปีในช่วง 2026- 2028 ขณะที่รายได้และ EBITDA ของบริษัทมีโอกาสเติบโตเฉลี่ย 40% ต่อปีในช่วง 2025-2028

 

กรณีของ Range Intelligent สะท้อนภาพใหม่ของเทคโนโลยีจีนได้ดี บริษัทไม่ได้ขายแอปหรือแพลตฟอร์มผู้บริโภค แต่ขายโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI ทำงานได้จริง เช่น Data Center ระบบ Liquid Cooling ระบบพลังงาน และบริการ GPUaaS ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ AI

 

โดยสรุป ความน่าสนใจของเทคโนโลยีจีนในรอบนี้กำลังเปลี่ยนจาก Consumer Internet ไปสู่ AI Infrastructure มากขึ้น หากในอดีตจีนสร้างความมั่งคั่งจากแพลตฟอร์ม Internet และ E-commerce รอบต่อไปอาจถูกขับเคลื่อนโดย Data Center, GPU, Optical Modules, PCB, Memory Chips, Storage, Cooling System และพลังงานสะอาดที่อยู่เบื้องหลัง AI ทั้งหมด

 

ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมไม่ใช่การซื้อหุ้นเทคโนโลยีจีนแบบกว้างๆ แต่ควรคัดเลือกบริษัทที่มี Demand มองเห็นได้จริง เพราะแม้คำถามว่า ใครจะชนะใน AI Application อาจยังตอบยาก แต่คำถามว่าใครจะได้ประโยชน์จากการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เริ่มมีคำตอบที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และนี่อาจเป็นโอกาสสำคัญของการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า

 

ภาพ: Peshkova / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories