×

“เราจะเถียงกันจนไม่มีอากาศหายใจหรือ?” ฟังเสียงจากโลกของไฟและไฟฟ้า ในวันที่วิกฤตฝุ่นที่ยังไร้ทางออก

โดย THE STANDARD TEAM
06.05.2026
  • LOADING...
ภาพผู้ร่วมเสวนาด้านสิ่งแวดล้อม (บก.ลายจุด, อ.เชน, ชาวเขา) โดยมีฉากหลังเป็นภาพไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่ปกคลุมท้องฟ้า

ในวันที่ท้องฟ้าภาคเหนือกลายเป็นสีเทาหม่นและเครื่องวัดค่าฝุ่นส่งสัญญาณสีแดงฉาน ความขัดแย้งเรื่อง PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องแล็บหรือหน้าจอแอปพลิเคชัน แต่มันคือการปะทะกันของ ‘ความจริง’ สองชุดที่ต่างกันสุดขั้ว ระหว่างคนในเมืองที่โหยหาอากาศสะอาด กับคนในป่าที่ชีวิตยังต้องพึ่งพาเปลวไฟ

 

 
 

เวทีเสวนา ‘ผนึกกำลังผ่านทางออกวิกฤตฝุ่น PM2.5: การคุ้มครองสิทธิและก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด’ โดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กลายเป็นกระจกสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำและรูรั่วของกฎหมายไทยได้อย่างน่าสนใจ เมื่อร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถูกส่งกลับเข้าสภาอีกครั้ง ท่ามกลางคำถามว่า นี่คือทางออกจริง หรือเป็นเพียงแค่การซื้อเวลา

 

‘โลกของไฟ’ ที่ถูกตีตราว่าผิดกฎหมายตั้งแต่เกิด

 

“ผมเกิดมาจากเตาไฟ แม่คลอดลูกแล้วอยู่ไฟ ดมควันมาตั้งแต่เด็ก”

 

พฤ โอ่โดเชา แกนนำชาวปกาเกอะญอจากบ้านป่าคา จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มต้นเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่น เขาฉายภาพชีวิตของคนที่อยู่ใน ‘โลกของไฟ’ ขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศก้าวไปสู่ ‘โลกของไฟฟ้า’ นานแล้ว

 

สำหรับพฤและพี่น้องบนดอย ไฟไม่ใช่แค่เครื่องมือเผาป่า แต่มันคือวิถีชีวิตและการอยู่รอด เขาอธิบายว่า การทำไร่หมุนเวียน คือการบริหารจัดการไฟที่ละเอียดอ่อน มีการล็อกพื้นที่ไม่ให้ลาม และการจุดไฟสวนเพื่อสร้างแนวกันไฟในพื้นที่สูงชันที่เทคโนโลยีเข้าไม่ถึง

 

ทว่าในสายตาของกฎหมายสมัยใหม่และคนในเมือง ทุกควันที่ลอยขึ้นจากป่าคืออาชญากรรม พฤตัดพ้อว่า ชาวบ้านถูกล้อมด้วยกฎหมายจนเหมือน “ผิดตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลก” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย หรืออาชีพการงาน และเมื่อความรู้ใหม่จากเมืองเข้าปะทะกับความรู้เก่าของบรรพบุรุษ ความรู้ที่มีอำนาจมากกว่าย่อมเป็นฝ่ายชนะเสมอ แม้ว่าสุดท้ายไฟจะลามข้ามเขาจนไม่มีใครดับได้ก็ตาม

 

ป่าผลัดใบ: ระเบิดเวลาที่สะสมเชื้อเพลิง

 

หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงคือธรรมชาติของป่าไม้ไทย ซึ่งมีผลต่อการเกิดฝุ่นและความร้อนต่างกัน ‘ป่าผลัดใบ’ เช่น ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ คือพื้นที่เป้าหมายหลัก เนื่องจากใบไม้ที่ร่วงหล่นในหน้าแล้งกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี หากไม่บริหารจัดการเผาตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม ป่าเหล่านี้จะสะสมเชื้อเพลิงจนหนาแน่น

 

แต่ต้นตอของ PM2.5 ไม่ได้มีเพียงความร้อนสะสม และการลักลอบเผา ปริศนา พรหมมา สภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาข้อถกเถียง มีความก้าวหน้า แต่ตอนนี้กลับวนไปสู่จุดเดิมหลายเรื่อง เนื่องจากกระบวนทัศน์ในการมองไฟที่แตกต่างกัน และพบว่า แหล่งเกิดมลภาวะอันดับสองของแต่ละเมืองมักเป็นสิ่งที่เราละเลย เชียงใหม่ในชั่วโมงเร่งด่วนค่าฝุ่นขึ้น ลำพูนมีนิคมอุตสาหกรรม ลำปางมีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อมะเร็งปอดสูงเพราะมีโลหะหนักมากกว่าชีวมวลอินทรีย์ แต่ได้รับการพูดถึงน้อยมาก

 

เดโช ไชยทัพ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) มองว่าปัญหาใหญ่คืออำนาจการจัดการที่ยังรวมศูนย์ การห้ามเผาอย่างเด็ดขาดอาจเป็นการสะสมความเสี่ยง เมื่อเกิดไฟขึ้นมาจริงๆ จะรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ แม้ไทยจะเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวกทุกๆ 10 ปี ในการแก้ไขแหล่งกำเนิดฝุ่น แต่ก็ยังไม่ก้าวหน้าเพียงพอ

 

  • ปี 2530: ไฟป่าเป็นหน้าที่ของกรมป่าไม้และกรมอุทยานในการดำเนินการ
  • ปี 2540: เกิด พ.ร.บ.ใหม่ ขึ้นมาทำให้จังหวัดเริ่มมีงบประมาณ
  • ปี 2547-2550: ส่วนภูมิภาคเริ่มมีบทบาทในการแก้ไขไฟป่า
  • ปี 2562: พ.ร.บ.ป่าชุมชน เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ

 

เดโชยังชี้ให้เห็นถึงความลักลั่นในพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานกว่า 15-20 ล้านไร่ที่ชุมชนดูแลอยู่ ว่าหากสถานะที่ดินยังไม่ชัดเจน ชาวบ้านก็ไม่กล้าขออนุญาตใช้ไฟอย่างถูกกฎหมาย สุดท้ายจึงจบลงที่การ ‘ลักลอบเผา’ ซึ่งสร้างมลพิษรุนแรงกว่าเดิม

 

กว่า 20-30 ปี มีสิ่งที่เป็นข้อถกเถียงที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ คือ ความรู้ที่แตกต่างกันในการจัดการเชื้อเพลิงเพื่อลดการเผาไหม้ การชิงเผาหรือการห้ามเผาอย่างเด็ดขาดที่เป็นโจทย์ใหญ่ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณที่อยากให้ถึงมือท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานสุดท้ายที่อยู่หน้างานจริงๆ

 

เมื่อธุรกิจห่วงผลกำไร มากกว่าปอดของประชาชน

 

ในฟากฝั่งของนโยบาย พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธาน กสม. เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมามีสัญญาณว่ารัฐบาลอาจไม่ผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด เนื่องจากรัฐมนตรีบางท่านกังวลว่าภาคธุรกิจจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย

 

“เราพบว่ามีความห่วงใยภาคธุรกิจมากกว่าห่วงสุขภาพของประชาชน” พรประไพกล่าว พร้อมย้ำว่าอากาศสะอาดคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่องค์การสหประชาชาติรับรอง และในระยะยาว หากไทยไม่แก้ปัญหานี้ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและการเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ทางสายกลางที่ชื่อว่า ‘การจัดการ’

 

ด้าน สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา ผู้ลงพื้นที่ดับไฟป่าในเชียงรายอย่างต่อเนื่อง ยอมรับว่าการจัดการไฟป่าในปีนี้ยากลำบากเพราะสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและฝนทิ้งช่วง

 

สมบัติเสนอให้รัฐเลิกใช้วิธีสั่งการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงทุนกับ ‘หน่วยดับไฟมืออาชีพ’ ในท้องถิ่น และยอมรับความจริงเรื่องการใช้ไฟในภาคเกษตร เราต้องมีวิธีการเผาที่ควันน้อยและควบคุมได้ ไม่ใช่แค่การห้ามอย่างเดียว

 

เขายังตั้งข้อสังเกตเรื่อง ‘แนวกันไฟ’ ที่ทำกันทุกปี แต่ไฟป่าก็ยังข้ามได้ เพราะขาดการถอดบทเรียนทางเทคนิคและการสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น การอนุญาตให้ทำเส้นทางขนาดเล็กเพื่อให้จักรยานยนต์สายตรวจเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้รวดเร็วก่อนไฟจะขยายวงกว้าง

 

คำมั่นจากรัฐบาล เปลี่ยน ‘ภาระ’ เป็น ‘โอกาส’

 

ในมุมของภาครัฐที่ถูกตั้งคำถามถึงความจริงจังในการแก้ปัญหา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ยอมรับว่า ข้อมูลตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากปราศจากการเข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง

 

ศ.ดร.ยศชนันระบุว่า รัฐบาลกำลังพยายามเปลี่ยน ‘ภาระ’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางเศรษฐกิจ’ ผ่านแนวคิด Circular Economy โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อหาทางจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรแทนการเผา และย้ำว่าการแก้ปัญหาฝุ่นต้อง ก้าวข้ามเงื่อนไขทางการเมือง ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าในการลงพื้นที่คนจะมองว่าตนมาหาเสียง แต่อยากให้ก้าวข้ามสิ่งนี้ เพื่อมุ่งไปที่ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ

 

“ผมขอโอกาสพิสูจน์ความตั้งใจจริง แม้ที่ผ่านมาอาจมีความไม่มั่นใจในการสื่อสารกับภาครัฐ แต่หากเราทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จะทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมผลักดันการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นเครื่องมือระยะยาวในการปกป้องสิทธิในอากาศสะอาดของประชาชน

 

บทสรุปที่ยังค้างคา

 

วิกฤต PM2.5 ในประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของสภาพอากาศ แต่มันคือการปะทะกันระหว่างทุนนิยม พืชเศรษฐกิจอย่างข้าวโพด ภูมิปัญญาท้องถิ่น และระบบราชการที่อุ้ยอ้าย

 

คำถามของ เดโช จากเวทีเสวนาที่ว่า “เราจะเถียงกันจนไม่มีอากาศหายใจแล้วหรือ?” ดูจะเป็นคำถามที่สะกิดใจที่สุด ตราบใดที่ในทุกปีต้องวกวนมาเถียงกันถึงต้นตอของไฟป่า จุดฮอตสปอตที่แยกไม่ออกว่าเป็นไฟธรรมชาติ หรือไฟจากมือมนุษย์ ความไม่เข้าใจก็จะยังวนเวียน

 

เพราะตราบใดที่ ‘โลกของไฟ’ และ ‘โลกของไฟฟ้า’ ยังไม่สามารถหาจุดสมดุลในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ หมอกควันพิษเหล่านี้ก็จะยังคงทำหน้าที่เป็นม่านบังตาที่พรากอนาคตและลมหายใจของคนไทยไปทุกปีอย่างไม่มีวันจบสิ้น

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising