การสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ยังคงดำเนินต่อไป แม้ผ่านมาแล้วกว่า 1 ปี สืบเนื่องจาก นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบันได้หมดวาระการดำรงตำแหน่งไปแล้วตั้งแต่พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา เพราะดำรงตำแหน่งครบวาระ 9 ปี
ประเด็นสำคัญ
แต่ในเมื่อการลงมติของที่ประชุมวุฒิสภาที่ผ่านมา มีผู้ได้รับการเสนอชื่อเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับเสียงเห็นชอบมาดำรงตำแหน่ง โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนล่าสุดที่ได้รับไฟเขียวจาก สว. ชุดนี้ คือ สราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมทางหลวง จากสายข้าราชการ แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสายศาสตราจารย์ที่จะมาแทนที่นครินทร์กลับถูกปัดตกไปถึง 2 ครั้ง
การสรรหาคราวนี้จึงเป็นกระบวนการครั้งที่ 3 โดยมีรายชื่อผู้สมัครที่ผ่านเข้าสู่ชั้นของคณะกรรมการสรรหาทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย
- ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ชัชนันท์ ลีระเติมพงษ์ ศาสตราจารย์
สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
- ศาสตราจารย์ พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ ศาสตราจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- ศาสตราจารย์ จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ศาสตราจารย์คณะตำรวจศาสตร์
โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
- ศาสตราจารย์ธงพล พรหมสาขา ณ สกลนคร ศาสตราจารย์สาขาวิชา
รัฐประศาสนศาสตร์ อนุสาขาการบริหารองค์การ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
▪️เปิดชื่อ 8 กรรมการสรรหาฯ ‘โสภณ’ ส่วนผสมล่าส
กระบวนการสรรหาแต่ละครั้งดำเนินการโดยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีองค์ประกอบจากบุคคลในหลายภาคส่วน รวมถึงบุคคลซึ่งองค์กรอิสระแต่งตั้งขึ้น ประกอบด้วย
- อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานกรรมการ
- ประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการ
- สุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ บุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้ง (กกต.) กรรมการ
- อรรถยุทธ ศรีสมุทร บุคคลซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินแต่งตั้ง
- ชาญนะ เอี่ยมแสง บุคคลซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่งตั้ง
- เจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ บุคคลซึ่งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแต่งตั้ง
- เจษฎา กตเวทิน บุคคลซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แต่งตั้ง
- โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ซึ่งเพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อ 16 มีนาคม 2569
คณะกรรมการสรรหาฯ มีหน้าที่สรรหาบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม
เมื่อปิดรับสมัครแล้ว คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ประวัติ และพฤติการณ์ของผู้สมัครจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นในการคัดเลือก คณะกรรมการฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การแสดงความคิดเห็นหรือการสัมภาษณ์ผู้สมัคร และต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยให้แต่ละคนบันทึกเหตุผลในการเลือกไว้ด้วย
ผู้ที่จะได้รับการสรรหาเป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งนั้น ต้องได้รับคะแนนเสียงถึง 2 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของคณะกรรมการสรรหาฯ
▪️มติ 8:2 ชงชื่อ ‘จักรพงศ์’ ส่ง สว. ชี้ขาด
ในการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ เมื่อ 7 เมษายนที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคลซึ่ง “มีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอยางที่ดีของสังคม รวมตลอดทั้งมีทัศนคติที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่”
ที่ประชุมได้ลงมติโดยเปิดเผยจำนวน 1 ครั้ง ผลการลงมติเป็นดังนี้
- ศาสตราจารย์ จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ได้รับคะแนนเสียง 6 คะแนน ประกอบด้วย โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ, ประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด, สุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ (บุคคลซึ่ง กกต. แต่งตั้ง), อรรถยุทธ ศรีสมุทร (บุคคลซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินแต่งตั้ง), ชาญนะ เอี่ยมแสง (บุคคลซึ่ง ป.ป.ช. แต่งตั้ง) และ เจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ (บุคคลซึ่งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแต่งตั้ง)
- ศาสตราจารย์ พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ ได้รับคะแนนเสียง 2 คะแนน ประกอบด้วย อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา และ เจษฎา กตเวทิน (บุคคลซึ่ง กสม. แต่งตั้ง)
เป็นอันว่า ศ. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ได้รับคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในที่ประชุม จึงเป็นบุคคลผู้ได้รับการสรรหาสมควรแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนจะส่งชื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบต่อไป
▪️วิสัยทัศน์: ชูนิติวิธีทางมหาชน คู่หลักนิติธรรม
ก่อนการลงมติ คณะกรรมการสรรหาฯ ได้เปิดโอกาสให้ ศ. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช เข้าแสดงวิสัยทัศน์ ตอบข้อซักถาม
ศ.จักรพงศ์ ได้นำเสนอกรอบแนวคิดในการปฏิบัติหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญ 2 ประการ คือ ต้องเข้าใจ ‘หลักนิติวิธีทางมหาชน’ และต้องมุ่งมั่นใน ‘หลักนิติธรรม’ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของนิติรัฐ ศ.จักรพงศ์ ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลมหาชนที่ใช้ระบบไต่สวนเป็นหลัก ศาลจึงมีอิสระในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อค้นหาความจริงตามหลักนิติธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ
นอกจากนี้ ศ.จักรพงศ์ ได้นำเสนอหลักการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ 5 ประการ ได้แก่
- หลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย
- หลักควบคุมตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการ
- หลักความผูกพันต่อกฎหมายของฝ่ายตุลาการ
- หลักความได้สัดส่วนหรือความพอสมควรแก่เหตุ (การสร้างความสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะกับสิทธิเสรีภาพ)
- หลักความเสมอภาค
▪️มองศาล รธน. ถูกตรวจสอบโดย ป.ป.ช. ตามมาตรฐานจริยธรรม
ในช่วงการสัมภาษณ์ คณะกรรมการได้ตั้งคำถามในหลายประเด็น เช่น อรรถยุทธ ศรีสมุทร ได้สอบถามถึง ‘จุดเด่น’ และ ‘จุดอ่อน’ ของผู้สมัครในการเข้ารับตำแหน่ง โดย ศ.จักรพงศ์ ระบุว่า จุดเด่นของตนคือการเป็นนักกฎหมายมหาชนที่จบปริญญาเอกทางมหาชนโดยตรง ทำให้มีความเข้าใจนิติวิธีทางมหาชนเป็นอย่างดีและสามารถทำงานได้ทันที
ส่วนมุมมองต่อจุดอ่อนหรืออุปสรรคในการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันคือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 51 ที่ขั้นตอนการนำความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความยุ่งยากและมีข้อจำกัดมาก
จากนั้น เจษฎา กตเวทิน สอบถามความเห็นเรื่องการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเป็นคำถามอยู่ในสาธารณชนด้วยว่า ‘ใครหรือองค์กรใดเป็นคนที่ตรวจสอบอำนาจหน้าที่การทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ’
ศ.จักรพงศ์ ตอบว่า ปัจจุบันมีกลไกเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งหากมีการฝ่าฝืน จะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. และส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ดำเนินการ ดังนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม
▪️แจงชะลอการสรรหาไม่ได้ แม้ยังขาด ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’
อย่างไรก็ตาม กระบวนการสรรหาครั้งนี้ก็ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมเช่นเดียวกัน อย่าง เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ทำหนังสือยื่นต่อประธานกรรมการสรรหาฯ ขอให้ชะลอกระบวนการสรรหาจนกว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ จะครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และเพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์
ทั้งนี้ เนื่องจากยังขาด ‘ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร’ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาฯ และจากข้อมูลล่าสุดเมื่อปลายเดือนเมษายน ประธานสภาฯ เองก็ยังไม่ได้นำชื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ
คณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาหนังสือของเทวฤทธิ์ ก่อนมีมติและคำชี้แจงรายละเอียดดังนี้
- คณะกรรมการฯ เห็นว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 203 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 11 ได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ให้คณะกรรมการสรรหา “เท่าที่มีอยู่” ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจไปพลางก่อนได้
โดยในระหว่างนั้นให้ถือว่าคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ ดังนั้น คณะกรรมการสรรหาฯ จึงต้องดำเนินการกระบวนการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
- ประเด็นการขอให้ชะลอกระบวนการสรรหาและเสนอชื่อ คณะกรรมการฯ ระบุว่า การดำเนินการทั้งหมดของคณะกรรมการสรรหาฯ เป็นไปตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและ พ.ร.ป. บัญญัติไว้
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จึงไม่สามารถชะลอกระบวนการสรรหา รวมถึงไม่สามารถชะลอการเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อวุฒิสภาได้ตามที่เทวฤทธิ์เสนอ
▪️เคยเป็นผู้ช่วย ‘จรัญ ภักดีธนากุล’ อดีตตุลาการศาล รธน.
สำหรับประวัติโดยสังเขปของ ศ. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ตามเอกสารใบสมัคร ปัจจุบันอายุ 54 ปี มีความเชี่ยวชาญที่ผสมผสานทั้งด้านรัฐประศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์มหาชน และเป็นศาสตราจารย์ในด้านรัฐประศาสนศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ระยะเวลา 12 ปี 7 เดือน ตั้งแต่ปี 2551-2562
ส่วนประวัติการทำงานที่สำคัญในอดีต ได้แก่ การดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจ, รองผู้บัญชาการ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)
จากเอกสารใบสมัครส่วนที่ระบุถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ศ. จักรพงศ์ ได้ระบุไว้ว่า เคยได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติงานในตำแหน่ง ‘ผู้เชี่ยวชาญประจำตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ’ ประจำตัว ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล ตามคำสั่งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 13 มกราคม 2560
ในช่วงเวลาดังกล่าว ศ. จักรพงศ์ มีหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ รวมถึงพิจารณาระเบียบปฏิบัติต่างๆ ในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ภาพ: เสนอชื่ออาจารย์


