×

ก.ล.ต. เปิดโรดแมป 3 ปี ยกระดับคริปโทฯ เป็นหนึ่งใน ‘สินทรัพย์ลงทุนหลัก’ เตรียมคลอด Crypto ETF และ Futures เสริมแกร่งพอร์ตนักลงทุนไทย

06.05.2026
  • LOADING...
ก.ล.ต. แถลงผลักดัน Crypto ETF และ Futures เป็นสินทรัพย์ลงทุนหลัก เพื่อเพิ่มทางเลือกและบริหารความเสี่ยงให้นักลงทุน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อัปเดตกลยุทธ์และทิศทางกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ในงาน ‘Thailand Digital Asset Leadership Forum: Road to SEABW’ เดินหน้าผลักดัน Crypto ETFs และ Crypto Futures เปิดทางเลือกนักลงทุน บริหารความเสี่ยง เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน ตามระดับความเสี่ยง

 

 
 

วสุ วุฒิสันติ จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผย กลยุทธ์การผลักดันระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นสามแนวทางหลัก ดังนี้

 

  • Drive Asset Tokenization นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับระบบการเงินและสินทรัพย์แบบดั้งเดิม (Traditional finance) โดยเน้นการนำสินทรัพย์เดิมมาแปลงเป็นโทเคน เช่น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินของรัฐบาล, หุ้น, ตราสารหนี้ และกองทุนรวม

 

ปัจจุบัน ก.ล.ต. กำลังอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์ เนื่องจากกฎหมายฉบับเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการออกหลักทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัล การปรับปรุงกฎหมายนี้ จะช่วยสร้างกรอบการทำงานที่ครอบคลุม ตั้งแต่กระบวนการเสนอขาย (Issuance), การซื้อขายแลกเปลี่ยน (Trading) ไปจนถึงการเปิดให้นำสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้ไปใช้เป็นหลักประกัน (Collateral) ได้

 

  • Unlocking Cryptos for Diversification ปลดล็อกคริปโทเคอร์เรนซีให้เป็นหนึ่งในประเภทสินทรัพย์การลงทุน (Asset class) เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงคริปโตเคอร์เรนซีได้ง่ายขึ้น เพื่อใช้ในการกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุน
  • Enhance Regulatory and Supervisory Efficiency ยกระดับประสิทธิภาพในการกำกับดูแล เพื่อส่งเสริมให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล มีความเป็นธรรมและโปร่งใส ผ่านการกำกับดูแลผู้ให้บริการให้มีความรับผิดชอบ มุ่งเน้นการป้องกันปัญหาการหลอกลวงและการฉ้อโกงที่อาจเกิดขึ้นกับนักลงทุน

 

ทั้งนี้ สาเหตุที่ ก.ล.ต. หันมายกระดับคริปโทเคอร์เรนซีให้เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ การลงทุนหลักของระบบการเงินไทย จากเดิมที่เป็นแค่สินทรัพย์ทางเลือกเพื่อเก็งกำไร เนื่องจากรายงานล่าสุดจาก Bitwise พบว่า การเพิ่มคริปโทเคอร์เรนซี เข้าไปในพอร์ตการลงทุนในระดับที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน โดยไม่ได้สร้างความผันผวนให้กับพอร์ตโดยรวมมากนัก

 

ก.ล.ต. จึงมีเป้าหมายที่จะปลดล็อกและจัดให้คริปโทเคอร์เรนซีเป็น ‘สินทรัพย์การลงทุน’ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการกระจายความเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพให้กับพอร์ตการลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. เน้นย้ำว่า นโยบายดังกล่าวไม่ได้ต้องการ สนับสนุนให้ทุกคนหันไปซื้อคริปโทเคอร์เรนซีในทันที แต่เป้าหมายหลักคือ การจัดระเบียบคริปโทเคอร์เรนซีให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงได้อย่างเหมาะสม

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ก่อนเริ่มลงทุนนักลงทุนจะต้องประเมินตนเองว่าการลงทุน ในสินทรัพย์ประเภทนี้ตอบโจทย์ และเหมาะสมกับระดับการยอมรับความเสี่ยง (Risk appetite) ของตัวเองมากแค่ไหน

 

โดยกรอบการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มการกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุน ก.ล.ต. แนะนำให้จำกัดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลไม่เกิน 5% ของพอร์ต เพื่อควบคุมความผันผวนและความเสี่ยงโดยรวม

 

โดยนักลงทุนสามารถลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีผ่าน 3 รูปแบบ

 

  • Direct Crypto Investment การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีโดยตรง เหมาะกับนักลงทุนที่มีความรู้และคุ้นเคยกับการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล สามารถรับความเสี่ยงได้สูง
  • Crypto ETFs การลงทุนผ่านกองทุน ETF ที่อ้างอิงสินทรัพย์ดิจิทัล เหมาะกับ ‘นักลงทุนดั้งเดิม’ (Traditional investor) ที่อาจไม่ได้มีความถนัดด้านเทคโนโลยีมากนัก แต่ต้องการเพิ่มทางเลือกการลงทุน สิ่งนี้จะเป็นช่องทางหลักที่ช่วยให้นักลงทุน เข้าถึงคริปโทเคอร์เรนซีได้ง่ายขึ้น โดยปัจจุบันกำลัง ก.ล.ต. อยู่ระหว่าง เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการเกี่ยวกับการจัดตั้งและแนวทางการกำกับดูแล Crypto ETF ในไทย

 

3 Crypto Futures การลงทุนผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินประเภทอนุพันธ์ (Derivatives) ที่ช่วยบริหารความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องเข้าใจว่า Crypto Futures สามารถบริหารความเสี่ยงได้ทั้งสองด้าน คือสามารถทวีคูณได้ทั้งฝั่งความเสี่ยงและฝั่งผลตอบแทนให้สูงขึ้น

 

ด้านกัณฑ์ คลอวุฒินันท์ Founder & CEO APE X CRYPTO & Former APAC GROWTH Uniswap และกรรมการสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ในฐานะผู้ริเริ่มจัดงานและวิทยากรพิเศษ กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากและสามารถสู้กับคู่แข่งในระดับสากลได้ทัดเทียม แต่ที่ผ่านมาเรากลับถูกหลายประเทศมองข้ามไปเพียงเพราะอุปสรรคด้านภาษา ทั้งที่เรามีระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่ง ตั้งแต่กฎระเบียบ (Regulation) ที่ชัดเจน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโต

 

“ผมไม่ได้มองว่า ประเทศไทยจะสามารถปั้นสตาร์ตอัปไปแข่งกับทั่วโลกได้ในระยะสั้น แต่ประเทศไทยสามารถเป็นเหมือนดูไบ ที่สามารถดึงดูดคนเก่งๆ บริษัทระดับโลก ให้ขยายสาขามาที่ไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้กับคนไทย ผ่านการจ้างงาน ซึ่งเป็นทางที่ง่ายและจับต้องได้มากกว่า”

 

3 อุปสรรคฉุดไทย ไปไม่ถึง Digital Asset Hub

 

ทั้งนี้ อุปสรรคที่ทำให้ประเทศไทยถูกมองข้ามในฐานะศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

  • ขาดการประชาสัมพันธ์ต่อนักลงทุนต่างชาติ

 

ต่างชาติจำนวนมากไม่ทราบว่าประเทศไทยมีนโยบายสนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น มีการยกเว้นภาษีคริปโทฯ นานถึง 5 ปี หรือไม่ทราบว่ามีการทำโปรเจกต์ Asset Tokenization ขนาดใหญ่ระดับ 2,400 ล้านบาทเกิดขึ้นแล้ว เช่น สิริ ฮับ (SiriHub Token) การขาดการประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจน ทำให้บริษัทต่างชาติและแรงงานที่มีทักษะขั้นสูง ไม่เห็นโอกาสในการขยายสาขาในไทย

 

ทางแก้คือ รัฐบาลต้องแสดงการสนับสนุนระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน เน้นการขายวิสัยทัศน์ระดับนโยบาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ เห็นว่าไทยมีความพร้อม ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาล

 

  • กระบวนการขอวีซ่ามีความยุ่งยาก การดึงดูดบุคลากรหรือบริษัทต่างชาติให้เข้ามาดำเนินงานในประเทศไทย ยังติดขัดเรื่องกระบวนการขอวีซ่า (เช่น DTV หรือ Digital Nomad Visa) รวมถึงข้อกฎหมายการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ยังมีความซับซ้อนและทำตามได้ยาก
  • ปัญหาความไม่โปร่งใสและคอร์รัปชัน ระบบและขั้นตอนต่างๆ ในการขออนุญาตดำเนินการต่างๆ ในไทย ยังขาดความโปร่งใสและมีการคอร์รัปชัน ระหว่างทาง ทำให้ผู้ที่เข้ามาตามกระบวนการปกติ ต้องใช้เวลาดำเนินการนาน
 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories