การประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) ของพรรคประชาชนนัดแรก นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เสนอแนวทางการบริหารประเทศโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมประเมินนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน
ประเด็นสำคัญ
ครม. เงาได้หยิบยกประเด็นผลกระทบระดับมหภาคที่สำคัญขึ้นมานำเสนอ ได้แก่ ความเสี่ยงจากการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โครงการแลนด์บริดจ์ที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ และการจัดสรรงบประมาณเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในภาคการขนส่งและประมง
ห่วง พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้าน เพียงหวังคะแนนนิยม
ในประเด็นการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ณัฐพงษ์ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเป็นการใช้งบประมาณระยะสั้นโดยปราศจากหลักการ เพื่อหวังผลด้านคะแนนนิยม และขาดการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์สงครามที่อาจยืดเยื้อ โดยเสนอให้รัฐบาลดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห และแสดงแผนการชำระหนี้ต่อสาธารณะ
ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ขยายความว่า แผนการจัดสรรงบประมาณ 200,000 ล้านบาทในโครงการคนละครึ่ง เป็นการเยียวยาที่ไม่มีการคัดกรอง ทำให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือ ในขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีแผนการใช้งบประมาณทั้งหมดภายในระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งหากวิกฤตพลังงานยังคงยืดเยื้อ รัฐบาลจะไม่มีข้อต่อรองทางการคลังสำหรับการกู้ยืมครั้งใหม่
ส่วนงบประมาณอีก 200,000 ล้านบาทที่จัดสรรสำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจนั้น คณะรัฐมนตรีเงาประเมินว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนถึงขั้นต้องออกเป็น พ.ร.ก. และเสนอให้รัฐบาลทบทวนรายละเอียดเพื่อนำเสนอเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 3 เดือน
ศิริกัญญาเปิดเผยด้วยว่า พรรคประชาชนอยู่ระหว่างการปรึกษากันภายในว่าจะมีการยื่นส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ โดยได้รับทราบมาว่า พรรคประชาธิปัตย์จะขอเสียงในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วย คงจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างพรรค เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นตัวคำร้อง ต้องดูว่าเห็นตรงกันหรือไม่ในแต่ละประเด็น ก่อนที่จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อน ก็อาจจะมีการชะลอการนำ พ.ร.ก.เข้ามาให้อนุมัติเห็นชอบในสภาฯ
หวั่นแลนด์บริดจ์ซ้ำรอย EEC เตือนอย่าทิ้งไพ่ให้มหาอำนาจฝ่ายเดียว
สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ณัฐพงษ์แสดงข้อห่วงใยว่าโครงการนี้อาจสร้างปัญหาซ้ำรอยโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และอาจพาประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจหากรัฐบาลตัดสินใจบนปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากขาดความคุ้มค่าทางการเงิน
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า แม้รัฐบาลจะมอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศึกษาโครงการเพิ่มเติมเป็นเวลา 90 วัน เพื่อลดแรงเสียดทาน แต่โครงการดังกล่าวยังอยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งเป็นการให้อำนาจพิเศษข้ามผ่านกฎหมายเดิมและมีความเสี่ยงที่จะขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในด้านการเงิน โครงการนี้มีอัตราผลตอบแทนเพียง 4% และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ 40,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงควรพิจารณาปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ และกระจายความเสี่ยงโดยการร่วมลงทุนด้านเทคโนโลยีกับหลายประเทศแทนการพึ่งพามหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง
ขณะที่ ภคมน หนุนอนันต์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลควรชี้แจงเป้าหมายที่แท้จริงของการสร้างนิคมอุตสาหกรรมภายใต้ร่าง พ.ร.บ. SEC และระบุให้ชัดเจนว่าเม็ดเงินทางเศรษฐกิจจะตกสู่กลุ่มใด พร้อมเปิดเผยข้อมูลว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินจำนวน 500 ไร่โดยบริษัทตัวแทนที่คนในพื้นที่รู้จักในนาม ‘อาม่า’
นอกจากนี้ ภคมนยังกล่าวถึงกรณีที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยกเลิกการลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชน และวิจารณ์การชี้แจงของนายกรัฐมนตรีที่ใช้ภาพลักษณ์ส่วนตัวมารับประกันว่าจะไม่มีการเอื้อผลประโยชน์ให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน ว่าเป็นการชี้แจงที่ขาดความรับผิดชอบและขาดข้อเท็จจริงรองรับ
ด้าน พิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน เสนอว่า รัฐบาลต้องใช้จุดยุทธศาสตร์ที่ตั้งของประเทศเป็นเครื่องมือในการต่อรอง หากมีมหาอำนาจพร้อมลงทุนในโครงการที่ไม่คุ้มค่าทางการเงิน รัฐบาลต้องสามารถตอบคำถามได้ว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรอง ทำให้ไทยเป็นแหล่งดึงดูดเทคโนโลยี และเพิ่มความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศได้จริงหรือไม่
















