ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มี 2 เหตุการณ์ใหญ่สะเทือนขวัญ คือการยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ในอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส. นนทบุรี บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี พร้อมคนขับรถ ภายในสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ซึ่งตั้งอยู่ภายในศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี
ประเด็นสำคัญ
- เจาะแก่นปัญหา ทำไมกฎหมายเก่า และนายกฯ บอก “ยิงโจรก็ผิด”
- เจาะลึกความหมายใบอนุญาตอาวุธปืนแต่ละประเภท
- เมื่อมาตรการรัฐอาจเป็นเพียง “ไฟไหม้ฟาง”
- ปืนสวัสดิการ-การค้ากำไรวงราชการ สู่ค่านิยม-วัฒนธรรมปืนของนักการเมืองไทย?
- ถึงเวลาจัดระเบียบ ‘ปืนในระบบ’ ไม่ให้เป็นแค่ไฟไหม้ฟาง
- รัฐบาลต้องทลาย ‘ปืนเถื่อน’ กวาดล้างต้นตออาชญากรรมที่แท้จริง
เรื่องดังกล่าวสะท้อนชัดว่า สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤตความปลอดภัยอย่างรุนแรง ทำให้อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ประกาศห้ามพกปืน 100% “หากฝ่าฝืนติดคุก ยิงโจรในบ้านก็ผิด”
การสื่อสารดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก สาธิต วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามแกมประชดประชันว่า “หากโจรขึ้นบ้านแล้วยิงไม่ได้ รัฐบาลจะให้กราบขอร้องโจร หรือเปิดตู้เซฟประเคนทรัพย์สินให้โจรแทนใช่หรือไม่”
คำถามสำคัญคือ เหตุใดอาวุธร้ายแรงถึงหลุดออกมาอยู่ในมือคนที่ไม่พร้อม และทางออกที่แท้จริงของการจัดระเบียบปืนถูกกฎหมายและปืนเถื่อนในประเทศไทยคืออะไรแน่
รายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดยอ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ THE ชวนผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการเมือง ได้แก่ พลโทพงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส. จ.นครศรีธรรมราช มาวิเคราะห์เจาะลึกปัญหานี้ในทุกมิติ
เจาะแก่นปัญหา ทำไมกฎหมายเก่า และนายกฯ บอก “ยิงโจรก็ผิด”
ชนวนเหตุสำคัญมาจากกระแสสังคมที่ตั้งคำถามถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรี ในฐานะ มท.1 ให้สัมภาษณ์ว่า “โจรขึ้นบ้านหากยิงไปอย่างไรก็มีความผิดเพราะศาลเป็นผู้ตัดสิน” จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ตกลงปล่อยให้โจรปล้นดีกว่าหรือไม่”
แม้ภายหลังจะมีการออกมาอธิบายเพิ่มว่าเป็นการสื่อสารที่สั้นเกินไป และไม่อยากให้ประชาชนเข้าถึงอาวุธปืนเพราะเป็นเรื่องไม่ปลอดภัย
แต่นั่นก็นำมาสู่การเร่งแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ซึ่งใช้มานานและมีความเก่าแก่มาก
พลโท พงศกร รอดชมภู ได้ให้มุมมองวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาว่า การแก้กฎหมายเพื่อบีบให้ผู้ครอบครองปืนถูกกฎหมายทำได้ยากขึ้นนั้น อาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ “หัวใจ” ของมันอย่างแท้จริง
“ปืนถูกกฎหมาย คนที่ครอบครองในบ้าน หากมีโจรยิงเข้ามา เรายิงสวนเพื่อป้องกันตัวเองและทรัพย์สินก็ทำได้ตามกฎหมาย ปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่แค่ปืนถูกกฎหมาย แต่คือปืนเถื่อน และการขาดมาตรการจัดเก็บปืนในบ้านไม่ให้ลูกหลานเข้าถึงต่างหาก” พลโทพงศกร กล่าว
พลโทพงศกรเน้นย้ำอีกว่า คดีความรุนแรงในเด็กมักเกิดจากความคับข้องใจเฉพาะหน้า ณ จุดระเบิด ต่อให้ออกกฎหมายแรงแค่ไหน หากไม่แก้เรื่องการจัดเก็บ และไม่ปราบปรามปืนเถื่อนอย่างจริงจัง เหตุการณ์เดิมๆ ก็จะเกิดขึ้นอีก
เจาะลึกความหมายใบอนุญาตอาวุธปืนแต่ละประเภท
การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของพลเรือนนั้น อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ซึ่งมีกระทรวงมหาดไทยโดยกรมการปกครองทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนกลางในการควบคุมทั่วประเทศ และมีเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนจะถูกแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ใบ ป.” ซึ่งแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์และเงื่อนไขการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
- ป.1 (ใบคำขอ): แบบคำขออนุญาตต่างๆ เกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พิจารณาโดยนายทะเบียนท้องที่ และใช้เฉพาะการยื่นคำขอในครั้งนั้น ๆ
- ป.2 (ใบอนุญาตสั่งหรือนำเข้า): ใช้สำหรับการสั่งหรือนำเข้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจอนุญาต และกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาต
- ป.3 (ใบอนุญาตให้ซื้อ): ใบอนุญาตสำหรับผู้ประสงค์จะซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน มีอายุ 6 เดือนนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต พิจารณาโดยนายทะเบียนท้องที่ โดยให้ซื้อได้ แต่ยังครอบครองไม่ได้
- ป.4 (ใบอนุญาตให้มีและใช้): ใบอนุญาตสำคัญสำหรับผู้ครอบครองอาวุธปืนส่วนบุคคล มีผลตลอดเวลาที่ผู้ได้รับอนุญาตยังเป็นเจ้าของอาวุธปืน ถึงจะได้ใบ ป.4 มา แต่จะยังไม่สามารถพกพาปืนไว้กับตัวได้
- ป.5 (ใบอนุญาตทำหรือซ่อมแซม): ใช้สำหรับการทำ ประกอบ ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนลักษณะอาวุธปืน มีอายุ 1 ปี ภายใต้การกำกับดูแลของนายทะเบียนหรือกระทรวงมหาดไทย
- ป.6-ป.11 (ใบอนุญาตเกี่ยวกับการค้าและเก็บรักษา): ครอบคลุมใบอนุญาตเกี่ยวกับการค้า การเก็บรักษาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และดอกไม้เพลิง อำนาจอนุญาตขึ้นอยู่กับประเภทของใบอนุญาต
- ป.12 (ใบอนุญาตพกพา): มีอายุ 1 ปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต อำนาจอนุญาตอยู่ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (สำหรับการใช้ทั่วราชอาณาจักร) หรือผู้ว่าราชการจังหวัด (สำหรับการใช้เฉพาะในเขตจังหวัด)
- ป.13-ป.14 (ใบอนุญาตย้ายและใบแทน): ครอบคลุมใบอนุญาตสำหรับการย้ายอาวุธปืน รวมถึงใบแทนใบอนุญาตประเภทต่าง ๆ ดำเนินการผ่านนายทะเบียนท้องที่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
โดยทั่วไป ใบอนุญาตที่สำคัญในระดับพลเรือนผู้ถือครองปืน มีด้วยกัน 3 ใบ คือ ป.3, ป.4, และ ป.12
สำหรับปืนของทางราชการและตำรวจ มีข้อยกเว้นในกรณีปืนหลวง ทหารและตำรวจไม่ต้องอยู่ใต้บังคับการขอใบอนุญาต ป.3 และ ป.4 และเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาความสงบได้สิทธิพกพาอาวุธปืนในสาธารณะโดยไม่ต้องมีใบ ป.12 ได้ในขณะปฏิบัติหน้าที่
ส่วนของปืนสวัสดิการที่เป็นทรัพย์ส่วนตัวของเจ้าพนักงานคนนั้นๆ ต้องขอใบอนุญาตแบบ ป.3 และ ป.4 รวมถึง ป.12 ตามขั้นตอนเดียวกับประชาชนทั่วไป โดยศาลฎีกาวางบรรทัดฐานว่าแม้เป็นตำรวจ แต่การครอบครองปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490
เมื่อมาตรการรัฐอาจเป็นเพียง “ไฟไหม้ฟาง”
รัฐบาลมีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 โดยมีประเด็นสำคัญในเชิงโครงสร้างกฎหมาย ดังนี้
- กรอบโครงสร้างกฎหมาย: มีการยกร่างกฎหมายใหม่โดยพรรคภูมิใจไทย (นำโดยศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย) จำนวนประมาณ 100 มาตรา
- การจำกัดการเข้าถึงอาวุธปืน (ใบอนุญาต ป.3): กำหนดเงื่อนไขการขอใบ ป.3 (ใบอนุญาตซื้อปืนหรือเครื่องกระสุน) ให้มีความยุ่งยากและเข้มงวดมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- การจัดระเบียบใบอนุญาตครอบครอง (ใบ ป.4):
- จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้ใบอนุญาต ป.4 มีอายุครอบครองได้ตลอดชีพโดยไม่มีกำหนด
- ร่างกฎหมายใหม่เสนอให้ต้องนำอาวุธปืนมาตรวจสอบและต่ออายุใบอนุญาต ป.4 ใหม่ในทุก ๆ 5 ปี
- ห้ามพกพาออกนอกบ้าน 100%: จะไม่มีการออกใบอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนออกนอกเคหสถานโดยเด็ดขาด บังคับให้ผู้ครอบครองต้องเก็บรักษาไว้ภายในบ้านเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เทพไท เสนพงศ์ วิเคราะห์ในรายการ THE STANDARD NOW ว่า การที่รัฐบาลโหมกระแสเรื่องอาวุธปืนขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่ในสังคม อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนออกจากปัญหาใหญ่ระดับชาติอื่นๆ
เช่น กรณีข้อสงสัยเรื่องการฮั้วเลือก สว. หรือคดีการทุจริตโกงข้อสอบบรรจุพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีเบื้องหลังเชื่อมโยงกับนักการเมืองและเครือข่ายอำนาจ
“การสร้างประเด็นร้อนเรื่องปืนทำให้สื่อและสังคมสมาธิสั้นหันไปสนใจเรื่องอาชญากรรมจนลืมติดตามคดีการเมืองใหญ่ๆ” เทพไทขยายความ
นอกจากนั้น ร่างกฎหมายใหม่ของพรรคภูมิใจไทยที่มีกว่า 100 มาตรา อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ด้วยเหตุผล 3 ประการคือ
- การขอใบอนุญาต ป.3 และ ป.4 ที่ยากขึ้น: การทำให้ออกใบอนุญาตยากขึ้น อาจกลายเป็นการเปิดช่องทางให้เกิดการเรียกร้องเงินใต้โต๊ะ หรือค่า “น้ำชา” ในการออกใบอนุญาตสูงขึ้น (จากเดิมที่นายอำเภอบางพื้นที่อาจมีราคาค่าน้ำชาตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 บาท)
- การกำหนดให้ต่ออายุใบอนุญาตทุก 5 ปี: จากเดิมที่เคยครอบครองได้ตลอดชีวิต เปลี่ยนเป็นต้องตรวจและต่ออายุทุก 5 ปี อาจกลายเป็นการรีดเงินจากประชาชนเจ้าของปืนหลายล้านกระบอก รวมถึงเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ซ้ำเติมภาระใต้โต๊ะ
- การห้ามพกปืนเด็ดขาด 100%: ในความเป็นจริง นักเลง, เจ้าพ่อ หรือผู้มีอิทธิพล ก็ยังคงพกปืนอยู่ดีเพราะกลัวโดนทำร้าย หากโดนตรวจจับ ก็ใช้ระบบอุปถัมภ์ ปล่อยตัว หรือยัดเงินเคลียร์กับเจ้าหน้าที่ ในขณะที่ประชาชนคนดีที่ไม่มีเส้นสายกลับกลายเป็นเหยื่อ และไม่มีอาวุธไว้ป้องกันตัวในยามจำเป็น
ปืนสวัสดิการ-การค้ากำไรวงราชการ สู่ค่านิยม-วัฒนธรรมปืนของนักการเมืองไทย?
อีกหนึ่งประเด็นคือโครงการปืนสวัสดิการของหน่วยงานรัฐ ที่กลายเป็นช่องทางหลักในการนำปืนราคาถูกเข้ามาในประเทศ โดยพลโทพงศกรระบุว่า ปืนสวัสดิการข้าราชการมีราคาจำหน่ายถูกกว่าตลาดทั่วไป ซึ่งกำหนดเงื่อนไขห้ามเปลี่ยนมือในห้วงเวลาที่กำหนด (เช่น ช่วงรับราชการ)
ทว่ามีช่องโหว่สำคัญคือ ข้าราชการมักถือครองไว้จนพ้นกำหนดเวลา จากนั้นจะขายต่อเปลี่ยนมือให้แก่บุคคลทั่วไปตามใบสั่งที่ร้านปืนจัดคิวรอรับไว้ แล้วทำเรื่องขอซื้อปืนสวัสดิการราคาถูกกระบอกใหม่หมุนเวียนไป
เช่นเดียวกับ ผศ.ดร. วันวิชิต บุญโปร่ง ที่แสดงความกังวลว่า มาตรการควบคุมนี้หากไม่มีการวางระบบบริหารตรวจสอบที่ดีพอ จะนำไปสู่ความสับสนและความมั่วในทางปฏิบัติอย่างแน่นอน
ก่อนเสนอให้แก้ไขเงื่อนไขปืนสวัสดิการ โดยห้ามซื้อขายหรือเปลี่ยนมือให้บุคคลภายนอกอย่างเด็ดขาด และกำหนดให้ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทเท่านั้น เสมือนรูปแบบที่ดิน สปก.
ขณะที่วัฒนธรรมและค่านิยมปืนของนักการเมืองไทยและข้าราชการไทยนั้น เทพไทกล่าวว่า สาเหตุมาจากกระทรวงมหาดไทยมีค่านิยมสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนในการมอบอาวุธปืนเป็นของขวัญรางวัลดีเด่นแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้าน (รางวัลแหนบทองคำ) ซึ่งสะท้อนความขัดแย้งเชิงนโยบายอย่างสิ้นเชิง
เทพไทเปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีในสภา ตนสังเกตเห็นนักการเมืองส่วนใหญ่ล้วนพกปืนติดตัวหรือซุกซ่อนไว้ในรถยนต์ส่วนตัวแม้สภาจะมีข้อห้าม แต่สำหรับตนจะเดินทางคนเดียวเสมอโดยไม่มีผู้ติดตามพกปืน เพราะความจริงคือหากเกิดการซุ่มโจมตีอย่างกะทันหัน การมีปืนพกติดตัวก็ไม่สามารถชักออกมายิงต่อสู้ได้ทันอยู่ดี
“ในสังคมต่างจังหวัด นักการเมืองท้องถิ่น นายก อบต. นายกเทศมนตรี หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพล มักมีการสะสมอาวุธปืนตั้งแต่ 10 ถึง 50 กระบอก และมักมีทีมงานคอยพกพาคุ้มกัน เมื่อมีการตั้งด่านตรวจกวดขันอาชญากรรม ด่านตรวจมักทำได้แค่สร้างปัญหาจราจรติดขัดให้กับประชาชนทั่วไป ขณะที่นักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นมักรอดพ้นการตรวจค้นเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเกรงใจหรือรู้จักกันดี” เทพไทกล่าวเพิ่ม
ถึงเวลาจัดระเบียบ ‘ปืนในระบบ’ ไม่ให้เป็นแค่ไฟไหม้ฟาง
ข้อมูลล่าสุดในปี 2026 จากองค์กรสำรวจอาวุธขนาดเล็ก (Small Arms Survey) และรายงานของรัฐบาลไทย ระบุรายละเอียดสถานการณ์อาวุธปืนในประเทศไว้ดังนี้
- ปืนทั้งหมดในประเทศไทย: ประมาณ 10.34-10.4 ล้านกระบอก (คิดเป็นอัตราส่วนปืน 1 กระบอก ต่อประชากรประมาณ 7 คน)
- ปืนถูกกฎหมาย (มีทะเบียน): ประมาณ 6.2 ล้านกระบอก
- ปืนผิดกฎหมาย (ปืนเถื่อน): ประมาณ 4 ล้านกระบอก
สิ่งที่เกิดขึ้นได้สะท้อนระบบการควบคุมที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ และกลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ของข้าราชการและกลุ่มผู้มีอิทธิพล
ในมุมของพลโทพงศกร, ผศ.ดร.วันวิชิต และเทพไท จึงเสนอแนะแนวทางที่รัฐบาลสามารถแก้ไขได้ทันที เพื่อไม่ให้เรื่องดังกล่าวหายไป และเป็นเพียงแค่ไฟไหม้ฟาง ดังนี้
- ควบคุมใบอนุญาตและการครอบครอง (ใบ ป.3/ป.4)
- เทพไทระบุว่า จากเดิมที่ให้สิทธิตลอดชีพ ควรเปลี่ยนเป็นการต่ออายุและตรวจสภาพทุก 3–5 ปี พร้อมกำหนดให้มีการทดสอบทางจิตวิทยาหรือเข้าพบจิตแพทย์ก่อนอนุญาต
- แต่การตีกรอบกฎหมายให้ขอยากขึ้น ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้กลายเป็นการเปิดช่องทางรีดไถเงินใต้โต๊ะ หรือเรียกเก็บ “ค่าน้ำชา” ของเจ้าหน้าที่รัฐที่หนักขึ้นกว่าเดิม
- ยกเลิกโครงการ “ปืนสวัสดิการ” และการแจกปืนเป็นของรางวัล
- พลโทพงศกรสนับสนุนให้ยกเลิก “สิทธิประโยชน์ปืนสวัสดิการราคาถูก” ของหน่วยงานรัฐ ซึ่งมักถูกใช้เป็นช่องทางพาณิชย์ นำมาหมุนเวียนขายต่อในตลาดมืด
- เทพไทแนะนำว่า ต้องยกเลิกค่านิยมและธรรมเนียมการมอบอาวุธปืนเป็นของขวัญหรือของรางวัล เช่น รางวัลกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านดีเด่น โดยปรับเปลี่ยนเป็นสิ่งของอื่นที่มีมูลค่าเท่าเทียมกันแทน
- มาตรการทางสังคมและการเข้าถึงของเยาวชน
- ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวว่า ควรกำหนดอายุผู้เข้าใช้บริการสนามยิงปืนให้ชัดเจน (เช่น อายุ 20 ปีขึ้นไป) และส่งเสริมมาตรการจัดเก็บอาวุธปืนในบ้านอย่างปลอดภัย (เช่น การถอดชิ้นส่วนเก็บ) เพื่อป้องกันเยาวชนนำไปใช้ก่อเหตุ
- ผศ.ดร.วันวิชิตยังกล่าวว่า ต้องบังคับใช้มาตรการลงโทษสถานที่ เช่น สถานบันเทิงที่ปล่อยให้มีการพกพาอาวุธปืนเข้าไปจนเกิดเหตุ ต้องมีบทลงโทษพ่วงอย่างการสั่งปิดร้าน 30 วัน เพื่อกดดันทางสังคมไม่ให้เกิดการอวดอ้างบารมี
รัฐบาลต้องทลาย ‘ปืนเถื่อน’ กวาดล้างต้นตออาชญากรรมที่แท้จริง
ในขณะที่รัฐบาลพยายามบีบคั้นปืนในระบบ แต่ “ปืนเถื่อนนอกระบบ” กลับเป็นอาวุธหลักที่ถูกนำมาใช้ก่ออาชญากรรมจริงในสังคม การปราบปรามจึงต้องทำอย่างเข้มข้นและตรงจุด พลโทพงศกร, ผศ.ดร.วันวิชิต และเทพไท จึงเสนอแนะแนวทางดังต่อไปนี้
- ทลายตลาดออนไลน์และลักลอบนำเข้า: เร่งกวาดล้างช่องทางการซื้อขายปืนเถื่อนและปืนไทยประดิษฐ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นจุดที่เยาวชนและอาชญากรเข้าถึงได้ง่ายที่สุด
- เปิดช่วงนิรโทษกรรมและทำฐานข้อมูล: ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า เรากำหนดระยะเวลา 90–100 วัน เปิดโอกาสให้ผู้ถือครองปืนเถื่อนนำมาส่งมอบคืนให้ภาครัฐโดยไม่โดนความผิดทางอาญา เพื่อรวบรวมทำฐานข้อมูลสำหรับวิเคราะห์และติดตามปัญหา
- โครงการรับซื้อปืนคืน: ผศ.ดร.วันวิชิตและเทพไทแนะว่า เราตั้งงบประมาณรับซื้อปืนคืนจากประชาชนในราคาที่เหมาะสม เมื่อพ้นกำหนดช่วงนิรโทษกรรมแล้ว ให้บังคับใช้บทลงโทษทางอาญาขั้นสูงสุด (เช่น จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต) สำหรับผู้ที่ยังครอบครองปืนผิดกฎหมาย
- ยกระดับสู่มาตรฐานสากล: พลโทพงศกรระบุว่า ประไทยไทยควรเข้าร่วมข้อตกลงกติการะหว่างประเทศอย่าง Arms Trade Treaty (ATT) เพื่อควบคุมการค้าอาวุธขนาดเล็ก พร้อมสร้างระบบทำเครื่องหมาย (Marking) และเก็บลายนิ้วมือปืนของทางราชการทุกกระบอก เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธปืนของหลวงตกไปอยู่ในตลาดมืด
- สร้างระบบการคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะที่ไว้วางใจได้: ทั้ง 3 คนเห็นพ้องต้องกันว่า รัฐต้องสร้างความมั่นใจว่าการบังคับใช้กฎหมายมีความเท่าเทียม เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้จริง เพื่อให้ประชาชนไม่มีความจำเป็นต้องขวนขวายหาอาวุธปืนมาไว้ป้องกันตัวเอง


