ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ประกาศอย่างเป็นทางการ ว่ารัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจใช้ ‘กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ’ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law Of the Sea) เพื่อหาทางออกข้อพิพาทในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย หลังรัฐบาลไทยประกาศยกเลิก MOU 2544 หรือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป ปี พ.ศ. 2544
พร้อมทั้งแสดงความเสียใจต่อการถอนตัวของไทยออกจาก MOU 2544 ที่มีบทบาทสำคัญในฐานะกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันมานานกว่า 25 ปี
โดยเนื้อหาในคำประกาศทั้งหมดมีดังนี้
เรียนพี่น้องร่วมชาติทุกท่าน
วันนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดสินใจที่จะใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาทางออกอย่างสันติบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศสำหรับข้อพิพาทในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย หลังจากที่ประเทศไทยได้ประกาศถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจระหว่างกัมพูชาและไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 2544
บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีบทบาทสำคัญในฐานะกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันมานานกว่า 25 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล การมีผลบังคับใช้ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและความปรารถนาดีต่อกัน
เป็นเรื่องน่าเสียใจที่ประเทศไทยได้ตัดสินใจถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สำหรับกัมพูชา เราให้ความสำคัญกับกลไกแบบทวิภาคีตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มาโดยตลอด เพื่อจัดการกับปัญหาในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล การถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ จะเท่ากับการปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีเพียงฉบับเดียว ซึ่งเป็นกรอบการทำงานแบบทวิภาคีเพียงกรอบเดียวที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือมานานกว่าสองทศวรรษ
ในกรณีนี้ ในฐานะรัฐที่เคารพและยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ กัมพูชาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกการไกล่เกลี่ยโดยบังคับภายใต้อนุสัญญานี้
ในโอกาสนี้ ผมขอชี้แจงว่า กลไกการไกล่เกลี่ยโดยบังคับนี้จัดตั้งขึ้นโดย UNCLOS เพื่อช่วยเหลือรัฐภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจของกัมพูชาสะท้อนให้เห็นถึงความหวังอย่างจริงใจของเราว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืน สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนของเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพ และกลมกลืน


