วานนี้ (2 กรกฎาคม) สถานทูตจีนจัดงานเสวนาในโอกาสครบรอบ 105 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วม เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคกล้าธรรม และพรรคไทรวมพลัง นอกจากนี้ยังมีตัวแทนนักวิชาการและสื่อมวลชนร่วมแชร์มุมมองด้วย
จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้เล่าเส้นทางการพัฒนากว่า 70 ปีของจีนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมประกาศความสำเร็จในการทำให้ประชาชนกว่า 100 ล้านคนในประเทศหลุดพ้นจากเส้นความยากจนของสหประชาชาติ ขณะเดียวกันก็ยืนยันแนวทางของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในการสานต่อเส้นทางพัฒนาสู่การเป็นประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัย รวมถึงตอกย้ำจุดยืนที่จะร่วมมือกับนานาประเทศด้วยหลักการเคารพซึ่งกันและกัน และยึดถือผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมย้ำว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือที่สำคัญของจีน
ขณะที่ตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ได้กล่าวอวยพรและแสดงความยินดีกับความสำเร็จของจีนในการเปลี่ยนจากประเทศยากจนสู่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก พร้อมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่มีความผันผวนและมีความท้าทายต่างๆ ขณะที่ทูตจีนได้กล่าวถึงความสำคัญในการแลกเปลี่ยนสื่อสารผ่านกลไกระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ
ช่วงเปิดให้สื่อมวลชนซักถาม ตัวแทนสื่อไทยได้ถามถึงโอกาสที่ไทยและจีนจะร่วมมือกันในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI และดิจิทัล ซึ่งทูตจีนกล่าวว่า ไทยและจีนมีขอบเขตความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกมิติอยู่แล้ว รวมถึงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วย โดยปัจจุบันความสัมพันธ์ทวิภาคีอยู่ในจุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ และที่ผ่านมาบริษัทจีนก็ลงทุนในห่วงโซ่อุปทานหุ่นยนต์ รวมถึงแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ในไทย ซึ่งช่วยสร้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ทูตจางยังกล่าวถึงการจัดประชุมว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างประเทศที่เมืองเซี่ยงไฮ้ในเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมเชิญไทยเข้าร่วมด้วย
ตัวแทนสื่อไทยยังได้ถามเกี่ยวกับกรณีที่ทูตจีนแสดงความไม่สบายใจที่คนจีนถูกเหมารวมว่าเป็นจีนเทา ซึ่งทูตจีนตอบว่า ไม่อยากให้ตีตราหรือเหมารวมคนจีนด้วยคำว่า ‘จีนเทา’ เนื่องจากทุกประเทศก็มีทุนสีเทาหรือทุนผิดกฎหมาย โดยทางการจีนพร้อมสนับสนุนหรือให้ความร่วมมือในการปราบปรามการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย พร้อมกล่าวว่า การเหมารวมดังกล่าวอาจกระทบต่อบริษัทที่เข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย รวมถึงประชาชนคนจีนที่เดินทางมาเที่ยวไทยด้วย ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยเอง












