×

85 ปีชาญวิทย์ ชีวิตที่ผ่านสงครามโลก สงครามเย็น มาถึงสงครามปัจจุบัน

30.04.2026
  • LOADING...
ภาพ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ ผู้ผ่านเหตุการณ์สงครามโลกและสงครามเย็น

สงครามครั้งใหญ่บนโลกในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา สยามหรือประเทศไทย มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การส่งทหารเข้าร่วมในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยเองคือ ‘สงครามมหาอาเซียบูรพา’ ฉากหลังของนิยายชื่อดังอย่าง ‘คู่กรรม’ ตัวละครเอกเป็นทหารหนุ่มชาวญี่ปุ่นกับหญิงสาวชาวไทย ณ สถานีรถไฟบางกอกน้อย ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

จากนั้นในโลกความจริงตามมาด้วย ‘สงครามเย็น’ ที่การเมืองโลกส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีสงครามขนาดใหญ่ ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะแต่ระดับผู้นำของประเทศคู่ขัดแย้ง

 

บทเรียนความสูญเสียในอดีตไม่ได้ทำให้ประเทศมหาอำนาจยุติการก่อสงครามใหม่ ล่าสุดชาวโลกได้รับรู้ข่าวสาร เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569(2026) สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมมือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน โดยการสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ตามมาด้วยข่าวการถล่มเกาะคาร์ก เมื่อวันที่ 14 มีนาคม กระทั่งเกิดความโกลาหลทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมืองลามมาถึงไทยอีกครั้ง

 

THE STANDARD สัมภาษณ์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผู้ผ่านเหตุการณ์สำคัญนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จนมาถึงสงครามในปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ก่อตั้ง SEAS ‘โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา’ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เปิดโครงการปี 2543 (2000) โดยปีต่อมาตรงกับปีที่ชาญวิทย์เกษียณอายุราชการ แต่ยังทำงานสอนทั้งสอนประจำและสอนพิเศษถึงปี 2567

 

ทั้งนี้หากจะนับปีแรกที่ชาญวิทย์กลับจากเรียนจบปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกาแล้วเข้ามาเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เดือนที่กลับมาคือ มกราคม 2516 ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 – 6 ตุลา 2519 จึงนับได้ว่าเป็นผู้อยู่ในทุกเหตุการณ์สำคัญทั้งระดับประเทศและระดับโลก

 

ปีที่อาจารย์ชาญวิทย์เกิด 2484 (1941) ตรงกับสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเหตุการณ์สู้รบส่งผลกระทบถึงประเทศไทย

 

ชาญวิทย์: พ่อแม่ผมแต่งงานปี 2483 ที่โรงเรียนเฉลิมวิทยา ปากน้ำ สมุทรปราการ บ้านเกิดของแม่ เป็นโรงเรียนของคุณตาและคุณยาย (เฉลิม-บุญรอด เอี่ยมโอภาส) อยู่ในที่ดินวัดกลาง ปากน้ำ สมุทรปราการ

 

แล้วพ่อก็พาแม่ไปอยู่ด้วยกันที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผมเกิด 6 พฤษภาคม 2484 ถ้าจะว่าไปสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นแล้วในยุโรป เพียงแต่ว่ามันยังไม่ถือว่าเกิดขึ้นในทวีปเอเชีย

 

จนกระทั่งวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ปีที่ผมเกิด ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อุษาคเนย์) สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้น โดยญี่ปุ่นเรียกว่า ‘สงครามมหาอาเซียบูรพา’ ญี่ปุ่นใช้ดินแดนไทยเป็นทางผ่านในการเคลื่อนทัพ โดยญี่ปุ่นเข้าไทยด้านอินโดจีนของฝรั่งเศสผ่านเสียมเรียบ อรัญประเทศ พร้อมกับมาทางทะเลอ่าวไทย บางปู สมุทรปราการ

 

แสนยานุภาพของญี่ปุ่นได้บุกโจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกา อ่าวเพิลฮาเบอร์ ตลอดจนอาณานิคมของอังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอแลนด์และสหรัฐฯ

 

แผนของญี่ปุ่นขณะนั้นก็คือ ผ่านพม่าจะไปโจมตีอาณานิคมอังกฤษในอินเดีย (ทำลายจักรวรรดินิยมอังกฤษ) เพราะฉะนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากๆ ในประวัติศาสตร์ของโลก

 

อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี กลายเป็นแดนสงครามและเขตยุทธศาสตร์การสร้าง ‘ทางรถไฟสายมรณะ’ และสะพานข้ามแม่น้ำแคว จากสถานีหนองปลาดุกของไทยไปพม่า

 

ญี่ปุ่นใช้เวลา 1 ปี 4 เดือน (28 มิถุนายน 2485-25 ตุลาคม 2486) สร้างทางรถไฟยาว 526 กิโลเมตร (415 กม.ในไทย และ 111 กม.ในพม่า) ไม้หมอนแต่ละท่อนหมายถึง 1 ชีวิตของเชลยศึกหรือกรรมกรที่ต้องทำงานก่อสร้างในสภาพอันเลวร้าย รีบเร่ง มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก กองทัพญี่ปุ่นจะเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งสิงคโปร์ ช่องแคบมะละกา ผ่านมลายูทั้งจากอินโดจีนของฝรั่งเศส ผ่านไทยไปยังพม่า เพื่อเข้ายึดอินเดียจากอังกฤษ

 

บ้านโป่งเป็นเหมือนข้อศอก ไม่ว่าจะมาจากกรุงเทพฯ (เชื่อมอรัญประเทศ พระตะบอง พนมเปญ ไซ่ง่อน ฯลฯ) หรือมาจากทางใต้ (มลายู-สิงคโปร์) จะมาแยกที่บ้านโป่ง ไปพม่าและอินเดีย

 

ลี้ภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จากบ้านโป่ง จ.ราชบุรี ไป จ.สมุทรปราการ

 

ชาญวิทย์: เมื่อเกิดสงครามมหาอาเซียบูรพา(2484) และวิกฤตการณ์บ้านโป่ง (Banpong Incident) ปลายปี 2485 (1942) ผมกับแม่ต้องอพยพไปลี้ภัยการเมืองไปสมุทรปราการบ้านแม่ ผมอยู่ทั้งปากน้ำและบางพลี โดยขณะนั้น แม่อุ้มท้องลูกคนที่ 2 ไปคลอดที่ปากน้ำ ปี 2486 เขาเป็นน้องคนเดียวที่ไม่ได้เกิดบ้านโป่ง ส่วนน้องอีก 5 คน และผม เกิดที่บ้านโป่ง

 

เมื่อไปลี้ภัยสงครามไปอยู่ที่ จ.สมุทรปราการ ผมยังเด็ก มีความทรงจำที่เลือนลางมาก จำได้ว่าอยู่อาศัยคล้ายๆ เป็นบ้านมุงหลังคาจาก ติดคลองสำโรง แถวนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลา แล้วก็จำภาพแม่ใช้ยอดักปลา เอาปลามาบาก นำไปตากแดด แล้วเอาไปขาย ทำมาหากินช่วงสงคราม แม่ใช้ยอลงไว้ที่หัวสะพาน ยกยอเช้าได้ปลาตะเพียนและกุ้งฝอย

 

ในแง่บริบทของการเมืองระหว่างประเทศ ผมก็เกิดขึ้นมาในช่วงของความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายมหาศาล แล้วกระทบต่อชีวิตของคนจำนวนเป็นล้านๆ คน รวมทั้งชีวิตของผมและครอบครัวญาติพี่น้องของผมด้วย

 

คุณพ่อของอาจารย์มีตำแหน่งที่บ้านโป่ง ไม่ได้ลี้ภัยไป จ.สมุทรปราการ กับอาจารย์ในวัย 1 ขวบและคุณแม่

 

ชาญวิทย์: พ่อมีตำแหน่งเป็นเทศมนตรีอยู่ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี พ่อต้องอยู่เผชิญหน้ากับสถานการณ์ในบ้านโป่งซึ่งญี่ปุ่นได้มาตั้งค่าย จับเชลยศึกฝรั่ง จับคนเอเชียมาเป็นแรงงานเพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะไปพม่า

 

พ่อเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในบ้านโป่งที่พูดภาษาอังกฤษได้ จึงเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างนายทหารญี่ปุ่นกับนายอำเภอบ้านโป่ง พ่อใช้ภาษาอังกฤษและปฏิภาณไหวพริบเจรจายิ่งกว่านักการทูต เคยมีเหตุการณ์ที่นายทหารระดับสูงของญี่ปุ่นยอมแก้มัดพระวัดดอนตูม ช่วงสงครามโลก เมื่อมีความขัดแย้งระหว่างทหารญี่ปุ่นกับพระ ที่บ้านโป่ง พ่อเป็นคนเจรจา

 

ในช่วงสร้างทางรถไฟ มีเหตุการณ์ ‘วิกฤตการณ์บ้านโป่ง’ ปลายปี 2485 มีการปะทะกันระหว่างชาวไทยกับทหารญี่ปุ่น พ่อในฐานะเทศมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้องไกล่เกลี่ยระงับเหตุด้วย

 

กองทัพญี่ปุ่นตั้งค่ายอยู่ที่อำเภอบ้านโป่งและบริเวณหนองปลาดุก พร้อมกับจับเชลยศึกมาจำนวนมาก ตอนทหารญี่ปุ่นคิดว่าตัวเองจะชนะกับตอนรู้ว่าตัวเองแพ้ ก็กลายเป็นคนละคนกัน

 

ตอนทหารญี่ปุ่นคิดว่าตัวเองจะชนะสงคราม ทหารก็กร่างมาก มีการจัดนางบำเรอ (comfort women) มาให้ทหารญี่ปุ่นช่วงนี้ ส่วนก่อนหน้านั้นไม่ได้มีนางบำเรอมาอยู่ในค่ายตั้งแต่แรก

 

พอแพ้สงคราม ทหารญี่ปุ่นฆ่าตัวตาย เขาฆ่านางบำเรอให้ตายไปด้วยกัน แต่ก็มีผู้หญิงที่รอดมาได้เพราะแน่นอนทหารญี่ปุ่นไม่สามารถฆ่าได้หมดทุกคน

 

คนไทยมีความสงสารให้ทั้งฝ่ายเชลยและฝ่ายทหารญี่ปุ่นเมื่อเขาพ่ายแพ้

 

ชาญวิทย์: คนไทยมีความสงสารให้ทั้ง 2 ฝ่ายในยามยากลำบาก โดยมักจะโยนผลไม้ให้เชลยเมื่อเห็นเชลยถูกทรมาน และโยนอาหารกับผลไม้ให้ญี่ปุ่นเช่นกันเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม

 

ตอนผมยังเด็ก ผมเคยได้รับการรักษาจากหมอชาวญี่ปุ่น ที่ช่วยฉีดยาเข้าเส้นเลือดบริเวณลำคอ ซึ่งเสี่ยงมาก แต่รักษาได้สำเร็จ พอมีปัญหาการเมืองหลัง 6 ตุลา 2519 ก็ได้ทุนไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่นอยู่เมืองหลวงเก่าเกียวโต อยู่กับโยเนโอะ อิชิอิ เป็นการลี้ภัยการเมือง เพราะถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกกล่าวหา ‘ล้มเจ้า’ แบบที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เคยโดนกล่าวหา

 

วันที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง อาจารย์อยู่ที่สมุทรปราการก่อนย้ายกลับบ้านโป่ง

 

ชาญวิทย์: ผมอยู่สมุทรปราการประมาณ 3 ปี กระทั่งผมอายุได้ 4 ขวบ เป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ลูกพี่ลูกน้องของผมซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่ต้องอพยพไปเรียนที่โรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง ก็เล่าว่า ครูบอกว่าระเบิดลูกใหญ่ถล่มลงไปในเมืองที่ญี่ปุ่นแล้วเมืองก็หายไปทั้งเมือง และอีกไม่กี่วันต่อมาก็ถล่มอีกเมือง หายไปอีกทั้งเมืองเหมือนกัน

 

ความรับรู้ของเรายังไม่มีคำเรียกว่า ‘ระเบิดปรมาณู’ ในสงคราม ระเบิดปรมาณูลูกแรกลงที่เมืองฮิโรชิมา (6 สิงหาคม) กับระเบิดปรมาณูลูกที่สองลงที่เมืองนางาซากิ (9 สิงหาคม) แล้วก็ทำให้จักรพรรดิญี่ปุ่น ฮิโรฮิโตะประกาศยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไขเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2488 (1945)

 

ทันทีที่อเมริกาทิ้งระเบิด 2 ลูกที่ญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกาก็กลายเป็นมหาอำนาจแทนอังกฤษ ส่วนอังกฤษบอบช้ำมาก เราต้องไม่ลืมว่า ลอนดอนถูกฮิตเลอร์เอาเครื่องบินไปถล่ม

 

ถ้าในแง่ของประวัติศาสตร์ไทย เราจะเห็นว่าวันที่ 16 สิงหาคม 2488 ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ได้ออก ‘ประกาศสันติภาพไทย’ เนื่องจากการปฏิบัติภารกิจของขบวนการเสรีไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้ประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นฝ่ายแพ้สงคราม โดยในเวลานั้นในหลวงรัชกาลที่ 8 ประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ เหตุการณ์นี้ทำให้ประกาศของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นโมฆะ ไทยไม่เป็นประเทศแพ้สงคราม ไม่ต้องถูกปรับอย่างญี่ปุ่น เยอรมนี อิตาลี

 

คุณแม่ ‘ฉวีรัตน์ (เอี่ยมโอภาส) เกษตรศิริ’ กลับบ้านโป่งอีกครั้งพร้อมลูก 2 คนจากทั้งหมด 7 คนในเวลาต่อมา

 

ชาญวิทย์: อาชีพที่แม่มาเริ่มที่บ้านโป่ง เป็นอาชีพอิสระทำคลอดและรักษาพยาบาล ชาวบ้านเรียก “หมอหวี” “หมอฉวี” แม่ใช้ความรู้ที่เรียนจบมาจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เข้าเรียนช่วงปี 2479-2482 เรียนจบเมื่ออายุ 21 ปี เป็นหลักสูตรที่เข้มมากคือพยาบาลและผดุงครรภ์

 

ได้ประกาศนียบัตรแยกเป็น 2 ใบ คือประกาศนียบัตรผดุงครรภ์และอีกใบคือพยาบาล แต่แม่ไม่เข้ารับราชการ แม่แต่งงานและไปทำงานอยู่บ้านโป่งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ส่วนปีที่แม่เกิดอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 แม่เกิดวันที่ 4 กุมภาพันธ์ปี 2461 (1918) ภายหลังการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 5 เป็นเวลา 8 ปี ซึ่งเป็นปีสิ้นชีวิตของพยาบาลที่แม่ชื่นชอบคือ ‘ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล’ เธอเสียชีวิตเมื่อปี 2453 (1910)

 

เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมกับแม่และน้องของผม เราทั้ง 3 คนกลับจาก ‘บางพลี-ปากน้ำ’ ไปหาพ่อที่บ้านโป่ง พ่อกับแม่มีลูกอีก 5 คน ดังนั้น ลูกทั้ง 7 และพ่อแม่ รวม 9 คน อยู่บ้านโป่งทศวรรษ 2490 (1950s) สมัยการเมืองคณะรัฐประหาร (พิบูล-ผิน-เผ่า) ก่อนเข้าสู่ระบอบคณะปฏิวัติของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพลถนอม กิตติขจร ยุค 2500 (1960s) เราอยู่พร้อมหน้า 9 คน

 

คุณแม่อาจารย์มีความชำนาญมากขึ้นหลังกลับบ้านโป่ง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง (2488)

 

ชาญวิทย์: แม่ได้ทำคลอดตามที่เรียนมาอีกครั้ง ตามปณิธานที่ปรากฏในประกาศนียบัตรของสภากาชาดไทยและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่แม่ได้รับตั้งแต่ 8 พฤศจิกายน 2482 (1939) อำนวยพรว่า ‘จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่มนุษยชาติสืบไป’

 

ตอนแรกที่แม่ไปบ้านโป่งอาจจะยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องการทำคลอดมากเท่ากับตอนที่แม่กลับมาอยู่บ้านโป่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบแล้ว ความชำนาญการทำคลอดก็มากขึ้น ชาวบ้านโป่งเรียกแม่ว่า ‘หมอหวี’ หลายคนเป็นคนไข้ที่แม่ไปทำคลอดตอนลูกเขาเกิด จึงมีหลายคนที่มาบอกในเวลาต่อมาว่าแม่ผมทำคลอดให้เขา

 

เราจำได้ว่า ในฤดูฝน น้ำจะขึ้นจากตลิ่งของแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านเรา มันขึ้นมาสูงมากๆ แล้วบางครั้ง ก็บ่าเข้ามาในถนนในตลาด แล้วก็หายไป เป็นน้ำบ่ามาชั่วคราวแล้วเทศบาลก็จัดการสูบน้ำออก ไม่ใช่น้ำท่วมขังนานๆ อย่างที่เราเห็นในตอนหลัง

 

ผมว่าบ้านเมืองชุมชนประชากรยังมีไม่มาก ในสมัยนั้นประชากรไม่ถึงยี่สิบล้านคน ขณะที่ปัจจุบันเจ็ดสิบล้านคน แตกต่างกันมาก บ้านเมืองขยายมากๆ

 

สมัยนั้นเดินทางออกจากตัวอำเภอเมือง ออกจากตลาด ปุ๊บเดียวก็ถึงท้องนาท้องไร่แล้ว บ้านโป่งอยู่ในเขตที่อุดมสมบูรณ์มาก มีแม่น้ำ มีฝนตกต้องตามฤดูกาล เพราะฉะนั้นในฤดูที่มีผลไม้ หน้ามะม่วง มะม่วงจะเยอะมาก ชนิดว่ากินลูกทิ้งลูกได้เลย ราคาไม่แพง และเป็นผลไม้ที่คนนำมาฝากนำมาแบ่งปันกัน

 

สงครามอินโดจีน ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ปลาย 2483 ถึงต้นปี 2484 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ชาญวิทย์: สยามประเทศ เปลี่ยนชื่อเป็น ประเทศไทย สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในวันที่ 24 มิถุนายน 2482 (หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 7 ปี) จากนั้นมีการเรียกร้องดินแดนในกัมพูชาและลาวของฝรั่งเศส ปลายปี 2483 – ต้นปี 2484 เป็น ‘สงครามอินโดจีน’ ไทยกับฝรั่งเศส

 

เนื่องจาก ปี 2483 การเมืองไทยมีกระแสที่ผงาดขึ้นมาบดบัง ‘ราชาชาตินิยม’ คือ ‘ลัทธิอำมาตยาเสนาชาตินิยม’ ในยุครัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นมันสมอง

 

สำหรับเหตุการณ์เรียกร้องดินแดนในอินโดจีนของฝรั่งเศส (อินโดจีนของฝรั่งเศส ประกอบด้วย เวียดนาม, กัมพูชาและลาว) โดยไทยเรียกร้องดินแดนที่อยู่ในกัมพูชาและลาว คือ เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ในกัมพูชา รวมถึงจัมปาศักดิ์ และชัยบุรี-ลานช้าง ในลาว ซึ่งไทยได้ครองดินแดนดังกล่าว 2484-2488 ด้วยการสนับสนุนจากญี่ปุ่น

 

การครองดินแดนสิ้นสุดลงเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลก ครั้งที่ 2 รัฐบาลไทย ต้องคืนเสียมราฐ-พระตะบอง-ศรีโสภณ-จัมปาศักดิ์-ลานช้าง-สหรัฐไทยเดิม (เชียงตุง-เมืองพาน) เคดะห์-ปะลิส-กลันตัน-ตรังกานู รวมทั้งปราสาทวัดพู (ยกเว้นปราสาทเขาพระวิหาร) ที่ไปยึดมาคืนให้กับฝรั่งเศสและอังกฤษ เพื่อไม่ต้องถูกปรับว่าแพ้สงครามและเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ

 

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ที่บัญชาการ กองบัญชาการเซาท์อีสเอเชีย คอมมานด์ คือ Lord Louis Mountbatten ซึ่งเป็นลุง เป็นญาติของควีนเอลิซาเบธ แล้วก็มีความสัมพันธ์อันดีกับอาจารย์ปรีดี ผู้ออก ‘ประกาศสันติภาพไทย’

 

ผมว่าอันนี้น่าจะเป็นอิทธิพลของอังกฤษ ส่งมายังประเทศไทย เพราะคนที่จะมารับการยอมแพ้ของญี่ปุ่นคือ Lord Louis Mountbatten ไปรับการยอมแพ้ของญี่ปุ่น ที่สิงคโปร์ แล้วขึ้นมากรุงเทพฯ

 

แล้วผมว่า อังกฤษนี่แหละ ส่งเครื่องบินไปรับในหลวงรัชกาลที่ 8 พระราชชนนีและพระอนุชา จากสวิตเซอร์แลนด์ กลับมาถึงเมืองไทยวันที่ 5 ธันวาคม 2488 แล้วรัชกาลที่ 8 ท่านบรรลุนิติภาวะ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมีผู้สำเร็จราชการแล้ว

 

ท่านปรีดี จากเคยเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 8 ก็สิ้นสุดตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐบุรุษอาวุโส

 

ในหลวงรัชการที่ 8 ก็ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่มีพิธีบรมราชาภิเษก ยังเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังไม่ได้เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนหลังมาเพิ่มอิสริยยศกันใหม่ เพราะอย่างที่เราทราบพระองค์สวรรคต 9 มิถุนายน 2489 ท่านเสด็จกลับมาถึงไทยเพียง 6 เดือนเท่านั้นเอง ก็สวรรคต เรียกว่าเป็น tragedy ของสังคมไทย

 

อีกสิ่งที่ยังหลงเหลือเป็นแนวคิดของคนบางกลุ่มในปัจจุบันคือ การทวงคืนดินแดน จากประวัติศาสตร์สมัย “สงครามอินโดจีน” ไทยกับฝรั่งเศส

 

ทั้งที่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองไทยก็เกือบไม่รอดเหมือนกัน เพราะว่า ถ้าเมืองไทยถูกตัดสินให้แพ้สงคราม ถ้าประกาศสันติภาพของอาจารย์ปรีดี ไม่ได้รับการยอมรับโดยสัมพันธมิตรโดยอังกฤษและอเมริกา ประเทศไทยคงบอบช้ำมาก อาจถูกยึดครอง

 

แต่ถ้าคิดในสิ่งที่มันไม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเมืองไทยถูกยึดครอง ผมว่า ฝ่ายที่ยึดครองต้องเป็นอังกฤษ เพราะประเทศไทยอยู่ภายการปฏิบัติการของ Lord Louis Mountbatten สิ่งที่เรียกว่า เซาท์อีสเอเชีย คอมมานด์

 

ถ้าเมืองไทยถูกยึดครองหลายๆ ปี คนไทยอาจจะเก่งภาษาอังกฤษก็ได้ แล้วคนไทยเวลาไปอังกฤษอาจจะไม่ต้องขอวีซ่าก็ได้

 

อย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย ไปอังกฤษไม่ต้องขอวีซ่า อันนี้มองสถานะความเป็นเมืองขึ้น เป็นบวกก็ได้นะ มันไม่ได้เป็นลบร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป

 

แต่ถ้าเผื่อฝ่ายอักษะ (รวมญี่ปุ่น) ชนะสงคราม ผมว่ากัมพูชาตกเป็นเมืองขึ้นของไทย เพราะเรายึดมาแล้ว เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิตในปัจจุบันยังอยากจะไปเอาคืน

 

ผมว่าอันนี้คือ หัวใจของประวัติศาสตร์คือ จะจำ จำอย่างไร จะลืม แล้วลืมอย่างไร

 

คุณพ่ออาจารย์ชาญวิทย์ เคยใช้นามสกุล ‘แก่นแก้ว’ ก่อนเปลี่ยนเป็น ‘เกษตรศิริ’

 

ชาญวิทย์: พ่อตั้งนามสกุล ‘เกษตรศิริ’ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำนาและไม่มีนาให้ทำ (หัวเราะ) ในช่วงวัยเด็ก พ่อใช้นามสกุล ‘แก่นแก้ว’ ตอนโรงเรียนสวนกุหลาบวิยาลัยก็ใช้นามสกุลนี้ ต่อมาในปี 2483 (1940) ปีที่พ่อแม่แต่งงานกัน พ่อเปลี่ยนทั้งชื่อและนามสกุลจาก ‘เชิง แก่นแก้ว’ เป็น ‘เชิญ เกษตรศิริ’ ตามแนวรัฐนิยมของคณะราษฎร ที่เปลี่ยนจากสยามเป็น ไทย เมื่อ 24 มิถุนายน 2482 (1939) หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว 7 ปี ช่วงนั้นคนต้องเปลี่ยนชื่อนามสกุลกันเยอะ

 

พ่อเกิดสมัยรัชกาลที่ 6 เช่นเดียวกับแม่ แต่พ่อเกิดก่อนแม่ 6 ปี พ่อเกิดวันที่ 9 กันยายน 2455(1912) ที่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมา 1 ปี หลังพ่อเกิด สยามเริ่มใช้นามสกุลในปี 2456(1913) อย่างที่เราทราบกันว่าคนไทยเริ่มใช้นามสกุลในสมัยรัชกาลที่ 6

 

ช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น ในสยามมี ‘กบฏประชาธิปไตย ร.ศ. 130’ และมีเหตุการณ์ระดับโลก สิ้นสุดราชวงศ์ชิงในเมืองจีน ดร.ซุนยัตเซ็นนำการปฏิวัติประชาธิปไตย

 

ความผูกพันโรงเรียนสวนกุหลาบจากรุ่นคุณพ่อมาสู่รุ่นอาจารย์ชาญวิทย์

 

ชาญวิทย์: ความสามารถทางภาษาอังกฤษของพ่อมาจากช่วงที่พ่อเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นเวลา 10 ปี (2461-2471)

 

ตอนพ่อเป็นเทศมนตรีที่บ้านโป่งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงสามารถคุยกับนายทหารญี่ปุ่นได้ และเป็นล่ามเชื่อมการสื่อสารกันระหว่างทหารญี่ปุ่นกับฝ่ายรัฐไทย พ่อติดตามข่าวการเมืองทั้งในและต่างประเทศ พ่ออ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ และมีแผนที่ไว้ดูด้วย

 

พ่อเล่าว่าเล่นฟุตบอลในทีมโรงเรียนสวนกุหลาบ เคยเล่นต่อหน้าพระพักตร์ของในหลวงรัชกาลที่ 6 ส่วนคึกฤทธิ์ ปราโมช เข้าโรงเรียนสวนกุหลาบ หลังพ่อ 2-3 ปี

 

พ่อรักโรงเรียนสวนกุหลาบเหมือนรักบ้านโป่ง เมื่อสร้างตึกใหม่หลังไฟไหม้ใหญ่ปี 2497 พ่อให้ทาสีตึกเป็นชมพู-ฟ้า ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของโรงเรียนสวนกุหลาบ

 

เมื่อมีลูกชาย 3 คนแรก เวลาเข้ากรุงเทพฯ ก็จะพาลูกๆ เดินผ่านตึกยาว จากประตูด้านสะพานพุทธฯ ไปออกประตูด้านโรงเรียนเพาะช่าง

 

พ่อมักจะพูดเรื่องการเรียน บอกว่า เรียนให้เก่ง โตขึ้นจะได้เข้าโรงเรียนสวนกุหลาบ

 

ตอนผม 8-9 ขวบ พ่อส่งเข้าโรงเรียนนารีวุฒิ เป็นโรงเรียนมิชชันนารีชั้นดีที่บ้านโป่ง อาจารย์ใหญ่เป็นแม่ชี มาจากอิตาลี เราเรียกว่าสุพีเรีย ผมเรียนนารีวุฒิ 1 ปี

 

แล้วเข้าโรงเรียนสารสิทธิ์ฯ 5 ปี 2493-2497 เป็นช่วงโรงเรียนกำลังเปลี่ยนแปลง รื้อโรงเรียนไม้เก่าๆ สร้างตึกสูงใหม่ หากขึ้นไปบนยอดก็มองเห็นพระปฐมเจดีย์

 

บ้านโป่ง เป็นที่ตั้งตัวของคนที่ต้องการทำมาหากินในดินแดนใหม่ ในตัวตลาดจึงมีคนอพยพมาอยู่มาก เป็นคนชั้นกลาง มักจะเป็นคนเชื้อสายจีนไม่ใช่คนดั้งเดิม ความคึกคักอาจจะมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6-7 เมื่อรถไฟสายใต้สร้างมาถึงเมืองนี้ ร.ศ.114 (2438/1895) จึงเกิดคหบดี

 

บ้านโป่ง ได้รับการจัดตั้งการปกครองท้องถิ่น เป็นสุขาภิบาลเมื่อปี 2459(1916) ต่อมาหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 (1932) มีนโยบายกระจายอำนาจการปกครองในรูปเทศบาล สุขาภิบาลบ้านโป่งจึงได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลตั้งแต่ปี 2479 (1936)

 

พ่อมาบ้านโป่งตั้งแต่ปี 2480 (1937) หลังพ่อเรียนที่สวนกุหลาบ 10 ปี ในปี 2471 พ่อยังอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำการค้าขาย เคยไปอุตรดิตถ์ พิษณุโลก แต่สุดท้ายพ่อตัดสินใจเลือกบ้านโป่ง ซึ่งเป็นจุดที่มีผู้คนจำนวนมาก พ่อมีการศึกษาสูง ฐานะการค้าขายดี ในเวลา 4 ปี ก็ได้เป็นเทศมนตรี เป็นนาน 18 ปี ทั้งสมัยเลือกตั้งและไม่เลือกตั้ง

 

สมัยมีการเลือกตั้งยุคจอมพล ป. พ่ออยู่ในตำแหน่งได้ดีมากกว่าสมัยการยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 2501 ซึ่งฝ่าย “อำนาจนิยม” มองว่า การเลือกตั้ง เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์

 

หลังสงครามจบไปแล้ว ครั้งหนึ่งมีงานใหญ่ เปิดสุขศาลาบ้านโป่ง ปี 2492 เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลไปแล้ว กองทัพอากาศไทยส่งเครื่องบินเล็กที่มีใบพัดข้างหน้า แล้วมีปีก 2 ชั้น มาบินโชว์ ปีนั้นผมอายุ 8 ขวบนุ่งกางเกงขาสั้นไปโรงเรียน ได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิตกับพ่อและนักบิน เนื่องจากพ่อมีตำแหน่ง ก็เลยได้รับเชิญให้ขึ้นเครื่องบิน ผมก็ไปด้วย เป็นความทรงจำที่ดี เมื่อมองกลับไปชีวิตในวัยเด็กของเราก่อนที่จะเข้ากรุงเทพฯ ไปเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ ต่อด้วยธรรมศาสตร์ และไปเรียนปริญญาโทและเอกที่สหรัฐอเมริกา

 

ภาพสุดท้ายที่เห็นพ่อคือ กรกฎาคม 2508 ผมเดินทางไปเรียนแคลิฟอร์เนีย ก่อนพ่อจากไปเมื่อ 6 มกราคม 2510 (1967) ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในวัย 55 ปี โดยลูกคนที่ 1 และ 2 อยู่ลอสแองเจลีส ไม่ได้รับการแจ้งข่าวให้ทราบการจากไปของพ่อ จึงไม่ได้กลับมางานศพพ่อที่วัดธาตุทอง ขณะนั้นแม่อายุ 49 ปี หลังจัดงานศพพ่อแล้ว แม่เก็บข้าวของทั้งหมดกลับปากน้ำ บ้านเกิด

 

พ่อเคยพูดกับแม่ว่า หากพ่อเป็นอะไรไป แม่จะรับไหวไหม มีเรือพ่วงตั้ง 7 ลำ แม่บอกว่า ไหวซิ

 

แม่ทำอย่างที่พูดไว้กับพ่อ คือ ให้การศึกษาลูก

 

แม่จากไป 17 กันยายนปี 2551 (2008) เมื่ออายุ 90 ปี เท่ากับอายุปีที่เสียชีวิตของฟอร์เรนซ์ ไนติงเกล พยาบาลที่แม่ชื่นชอบ

 

อาจารย์ชาญวิทย์ วัยเด็กที่บ้านโป่ง สมัยสงครามเย็น

 

ชาญวิทย์: ในสมัยนั้นนอกจากผมจะจำเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ลางๆ ผมกลับจำเรื่องสงครามเย็นได้พอสมควร ตอนนั้นจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกฯ สมัยที่สอง

 

จอมพล ป. ตอนเป็นนายกฯ สมัยแรก เคยประกาศสงครามเป็นศัตรูกับอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากตอนนั้นจอมพล ป. เลือกอยู่ฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่น

 

พอมาถึงสมัยสงครามเย็นจอมพล ป. ก็กลับกลายเป็นพันธมิตรกับอเมริกา

 

ผมจำได้เพราะพ่อผมเป็นคนที่สนใจข่าวต่างประเทศมาก พ่อรับหนังสือพิมพ์เป็นประจำ ชอบอ่านสยามรัฐ แล้วพ่อชอบแผนที่ พ่อติดแผนที่เอาไว้ที่บ้านพักเรา เป็นห้องแถวติดถนนทรงพล อยู่ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอบ้านโป่ง

 

พ่อผมจะติดตามข่าวอยู่ตลอดเวลาและดูว่าสงครามรบกันที่เมืองไหนบ้าง ตอนนี้อเมริการุกไปถึงเมืองไหนแล้ว

 

ตอนนั้นเกาหลีใต้เกือบแพ้ แต่เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเข้าไปช่วย แล้วไทยก็เข้าไปช่วย แล้วกลุ่มประเทศซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา เราเรียกว่า องค์การ SEATO (Southeast Asia Treaty Organization) ซึ่งเลียนแบบมาจาก NATO (North Atlantic Treaty Organisation องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ) เข้าไปช่วยเกาหลีใต้ ก็ไปยึดคืนเมืองต่างๆ ได้ ต่อมาจึงมีการแบ่งเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ อย่างที่เราทราบกันในปัจจุบัน

 

อันนี้เป็นความทรงจำที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ช่วยให้เราซึ่งเป็นคนบ้านโป่ง รู้เรื่องเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ อย่างน้อยก็ในปีกของค่ายสัมพันธมิตร ฝ่ายโลกเสรี ฝ่ายโลกตะวันตก

 

เพราะฉะนั้นในช่วงสงครามเย็นมีสงครามเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ แล้วอเมริกาเข้าไปสนับสนุนเกาหลีใต้ รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม (สมัยที่สอง 8 เมษายน 2491-16 กันยายน 2500) ก็เข้าไปเป็นพันธมิตรกับอเมริกาแล้วก็ส่งทหารไปร่วมรบในเกาหลีด้วย

 

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ตรงกับสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยุคหลัง(8เมษายน 2491-16 กันยายน 2500 ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลจอมพล ป. ยุคแรก (16 ธันวาคม 2481-1 สิงหาคม 2487) ที่จอมพล ป. อยู่ฝ่ายญี่ปุ่น

 

ที่บ้านผมมีวิทยุ วิทยุสมัยนั้นฟังได้เฉพาะตอนกลางคืน พ่อเขาถือว่าเขาทันสมัยมาก ไปซื้อที่ชาร์จแบตเตอรี่มาจากกรุงเทพฯ

 

คำขวัญวิทยุสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามยุคหลัง มีการพูดถึงเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ เขาเน้นเรื่องการมีรัฐธรรมนูญ

 

ที่น่าสนใจ มีการอ่านปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนด้วย ผมว่าของแบบนี้มันแปลกนะ แล้วตอนหลังมันหายไป ยิ่งสมัยหลังๆ สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพลถนอม กิตติขจร สมัยหลังๆ อะไรที่มันดูเป็นสากลมันกลับถูกจำกัดให้เป็นไทยๆ ไปมากกว่าเป็นสากล

 

ตอนนั้นฝ่ายรัฐบาลรณรงค์ต่อต้านคอมมิวนิสต์โดยการพยายามพัฒนาเศรษฐกิจ ในความเชื่อที่ว่า ถ้าคนกินดีอยู่ดีก็ไม่ไปเป็นคอมมิวนิสต์หรอก ถ้ายากจนสิถึงจะไป อย่างกรณีของจีน กรณีของรัสเซีย คนยากจนจึงลุกขึ้นมาปฏิวัติแล้วกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไป

 

เพราะฉะนั้น ในตอนนั้นเราจะเห็นว่ารัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามยุคสงครามเย็น ผลักดันเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ โปรเจ็คใหญ่ของรัฐบาล คือการสร้างเขื่อนยันฮี ที่ จ.ตาก ซึ่งตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นเขื่อนภูมิพล เดิมเรียกว่าเขื่อนยันฮี เป็นโปรเจ็ครัฐบาลจอมพล ป. ซึ่งได้รับความสนับสนุนจากธนาคารโลก อเมริกาสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เป็นนโยบายโลกเสรี

 

ในขณะเดียวกัน ก็จะผลักดันเกี่ยวกับเรื่องการเกษตร จึงมีการตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นในยุคนี้ เพื่อให้คนสนใจเรื่องการเกษตร สมัยนั้นอาจจะมีเพลงอย่างเช่น ‘กสิกรแข็งขันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม’

 

อันนี้จะเป็นเพลงที่เราจะได้ยินตลอดเวลา เหมือนปลุกระดมอยู่ในวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

 

มีอะไรหลายอย่างที่คนอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ เพราะว่าประวัติของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกปิดบัง ถูกทำให้ลบเลือนไป แล้วเอาชื่อคนอื่นๆ เข้ามาแทน เพราะฉะนั้น นโยบายอะไรต่อมิอะไรที่ผลักดันโดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็จะถูกทำให้หายไป

 

เรากินไข่ไก่ เป็นการโปรโมตของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม การที่จะต้องเลี้ยงไก่ในกรง แล้วไข่กลิ้งออกมา ไก่ก็ไม่สามารถกกไข่ได้ แม่ผมก็เลี้ยงไก่ เพาะถั่วงอก ตามคำแนะนำของรัฐบาล กินก๋วยเตี๋ยวใส่ถั่วงอก กินผัดไทยใส่ถั่วงอกและเลี้ยงไก่

 

ผมว่าในทศวรรษนั้น ผมคิดว่าผมยังไม่เห็นความยากจนอย่างมากๆ ที่เราจะมาเห็นในระยะหลังๆ

 

ช่วงอยู่บ้านโป่ง ถ้ามีวันหยุดยาวหรือปิดเทอม ผมมักจะไปอยู่กับยายและน้า ผมมีน้าสาวเยอะ แล้วที่เราจำได้และซึมในตัวเราโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากโรงเรียนของยาย ชื่อ เฉลิมวิทยา อยู่ในที่ดินวัดกลาง ปากน้ำ สมุทรปราการ

 

เวลามีงานฌาปนกิจศพคนที่เป็นเศรษฐีมีสตางค์ ญาติเขาจะจ้างคณะโขนมาแสดงโขนหน้าไฟ ก่อนจะเผา

 

เขาก็เล่นโขน ดังนั้น ผมจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับโขนมากๆ ในตอนเป็นเด็ก เพราะเราได้ไปดูโขน เรารู้สึกอินกับโขนโดยไม่รู้ตัว เราจะจำตัวละครได้ มีพระราม พระลักษมณ์ พระพรต พระสัตรุด

 

แต่แปลกอันหนึ่ง ในสมัยผม เราก็เห็นโรงงิ้วนะ แต่ผมไม่รู้สึกว่าอินกับงิ้ว อาจจะเพราะเราฟังไม่รู้เรื่องหรือเปล่า

 

เราเป็นคนเชื้อสายจีน แต่การรณรงค์ให้มีความเป็นไทยในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามประสบความสำเร็จมาก เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ได้สนใจเรื่องจีน

 

เรื่องโขน ซึมในตัวผมโดยไม่รู้ตัว ผมจะไปซื้อหนังสือเรื่องรามเกียรติ์ซึ่งออกมาเล่มละ 1-2 บาท ซื้อเป็นชุด หลายสิบเล่ม เคยเก็บไว้ แต่ตอนหลังบริจาคให้ห้องสมุดไปหมดแล้ว

 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบแล้วหลายปี ที่บ้านโป่งเกิดไฟไหม้ใหญ่

 

ชาญวิทย์: ปี 2497 (1954) เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย บ้านของเราถูกไฟไหม้หมด แม่ขนย้ายสิ่งของสัมภาระและดูแลลูกๆ ให้ได้รับความปลอดภัย

 

ขณะที่พ่อเป็นเทศมนตรีไปทำหน้าที่ช่วยชาวบ้านดับไฟ พ่อไม่ได้กลับบ้าน 2 วัน กระทั่งเพลิงสงบ มีการประเมินความเสียหายสิ่งปลูกสร้าง คิดเป็นเงินนับร้อยล้านบาท ส่วนเจ้าของร้านขายของชำต้นเพลิงถูกตำรวจจับและเขาสารภาพว่าวางเพลิงเพื่อหวังเอาเงินประกัน 30,000 บาท

 

หลังเหตุการณ์นั้นที่บ้านโป่ง ครอบครัวเราทั้ง 9 คนไม่ได้อยู่ครบหน้ากันอีกเลย ลูกๆ ทยอยถูกส่งไปเรียนหนังสือ หากไม่ไปเรียนกับคุณยายที่ปากน้ำ ก็ไปอยู่กับคุณป้าที่ซอยสารสิน เริ่มจากผมเองเข้าเรียนกรุงเทพฯ 2498 (1955) เรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ

 

เรียนโรงเรียนสวนกุหลาบรุ่นเดียวกับ ‘พนัส-สุรยุทธ์’

 

ชาญวิทย์: ผมในวัย 14 ปี เมื่อปี 2498 ผมเข้ากรุงเทพฯ มาอยู่บ้านคุณป้า สงวน ยืนยง ซอยสารสิน ที่นั่นมีการปลูกบ้านเรือนทศวรรษ 2490 (1950s) เป็นชานเมืองที่จะออกไปด้านถนนวิทยุ ย่านสถานทูตและถนนสุขุมวิท ที่ปากซอยสารสินติดกับสวนลุมพินี มีโรงแรมเล็กๆ มีนักข่าวและชาวต่างชาติมาที่นี่ช่วงยุคต้นๆ ของสงครามอินโดจีน

 

ผมเรียนมัธยมศึกษา ม.4-ม.8 วิทยาศาสตร์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปี 2498-2502 ก่อนหน้านั้นเรียนต่างจังหวัดมาตลอด(2491-2497) ตั้งแต่ ป.1 (ประถม)-ม.3 (มัธยมศึกษา) โรงเรียนเฉลิมวิทยา สมุทรปราการ, โรงเรียนนารีวุฒิวิทยาลัย บ้านโป่ง ราชบุรี, โรงเรียนสารสิทธิพิทยาลัย บ้านโป่ง ราชบุรี

 

สวนกุหลาบ เป็นโรงเรียนแปลกประหลาด ไม่ธรรมดา แต่ผมก็คุ้นเคย เพราะพ่อเคยพามาเดินในโรงเรียนสวนกุหลาบ แล้วผมรู้สึกว่าโรงเรียนนี้ประหลาดนะ ทำไมมีตึกยาว เราก็รู้สึกแปลกใจ ตั้งแต่ผมยังเรียนที่บ้านโป่ง พ่อบอกว่า อีกหน่อยก็ต้องมาเรียนที่นี่ ผมก็คิดว่าพ่อบอกให้มาเรียนก็ต้องมาเรียน แล้วในที่สุดผมก็เข้าเรียนสวนกุหลาบได้

 

ตอนแรกที่มาอยู่ ผมยังไม่โตเท่าไหร่ ก็นั่งรถเก๋งที่เขาขับไปส่งพี่สาวซึ่งเป็นลูกสาวคุณป้าไปโรงเรียนราชินี ส่วนผมติดรถไปลงโรงเรียนสวนกุหลาบ

 

ในที่สุดเมื่อเราคุ้นเคยเส้นทาง เราก็จะเริ่มขึ้นรถเมล์ สมัยผมยังมีรถรางอยู่ เราสามารถขึ้นรถรางหน้าซอยสารสินมาตามถนนราชดำริ แล้วมาถนนเจริญกรุง แล้วเราก็ขึ้นรถเมล์ต่อ มาโรงเรียนสวนกุหลาบ

 

ตอนเรียนสวนกุหลาบ คนที่เป็นเพื่อน คบมาถึงปัจจุบัน คือ พนัส ทัศนียานนท์ คนนี้เป็นนักเลง หนีเรียน ไม่เรียนต่อ ม. 7-8 เขาไปต่อช่างกล สายอาชีวะ แต่สมัยนั้นมีสอบเทียบ เขาไปสอบเทียบได้ มัธยม 8 แล้วไปเข้าธรรมศาสตร์ ตั้งแต่สมัยเป็นตลาดวิชา จึงได้นิติศาสตร์บัณฑิต ตอนนี้เราก็ยังติดต่อกันอยู่

 

อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนโรงเรียนสวนกุหลาบรุ่นเดียวกันคือ สุรยุทธ์ จุลานนท์ เขาเรียน ม.5 ด้วยกันกับผม จำกันได้ดีว่า เขาเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด

 

ผมเริ่มคุ้นกับการเดินทางด้วยรถเมล์ในกรุงเทพฯ แล้วผมก็ใช้รถเมล์เป็นประจำ ในช่วงที่อยู่สวนกุหลาบ และในช่วงที่อยู่ธรรมศาสตร์

 

แล้วยังจำได้ว่า ถ้าเราขึ้นรถเบอร์ 15 รถเมล์บุญผ่อง มันก็สามารถพาเรากลับไปถึงสวนลุมพินีได้ ถ้าเราขึ้นรถดีๆ เราสามารถจะขึ้นรถโดยเสียเงินเพียง 90 สตางค์ สามารถเก็บเศษ 10 สตางค์เอาไว้ได้ คือ ไม่ถึง 1 บาท ถ้าเรารู้วิธีขึ้นจากตรงไหนไปตรงไหน ปัจจุบันเหรียญเล็กสุด คือ 25 สตางค์ ไม่ใช่ 10 สตางค์แล้ว

 

ครูที่ผมจำแม่นชื่อครูเพี้ยน สอนวาดเขียน พาเราไปเที่ยวสวนสัตว์ดุสิต แล้วให้เราวาดรูป ผมจำได้ว่า ผมวาดรูปนกตัวใหญ่ วาดได้ดีพอสมควรแล้วครูเอารูปเราไปติดบอร์ดที่ห้องวาดเขียน เรารู้สึกประทับใจมากๆ

 

เรียนปริญญาตรีรัฐศาสตร์ (การทูต) เกียรตินิยมดี (รางวัลภูมิพล 2506) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (2503-2506)

 

ชาญวิทย์: แม่ของผมเป็นพยาบาล ความจริงแม่ต้องการให้ผมเรียนแพทย์ จุฬาฯ แต่ผมสอบติดรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผมมาเรียนการทูต ตอนอยู่กรุงเทพฯ ก็ยังเป็นช่วงสงครามเย็น ในแง่การเมืองระหว่างประเทศ ไทยก็อยู่ค่ายอเมริกา ต่อต้านคอมมิวนิสต์ คือ ต่อต้านจีนแดงกับสหภาพโซเวียต

 

เพราะฉะนั้น บรรยากาศในประเทศ เป็นบรรยากาศการปลุกระดมให้กลัวและเกลียดลัทธิคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยเริ่มก่อตั้งองค์การ สปอ.หรือ SEATO องค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asia Treaty Organization เลียนแบบองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ North Atlantic Treaty Organisation หรือ NATO ในยุโรป

 

ทราบกันดีว่าสำนักงานของ SEATO ก็คือ บริเวณซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งกระทรวงการต่างประเทศ ตรงข้ามท้ายวังสวนจิตรลดา เพราะฉะนั้น ยุคสมัยนี้ที่ผมเรียนปริญญาตรีธรรมศาสตร์ ก็เป็นยุคสมัยที่เราถูกปลุกระดมให้เกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ มีการปลุกผีคอมมิวนิสต์กันเป็นประจำ

 

แล้วก็จะมีคำขวัญเยอะแยะที่ออกมาประชาสัมพันธ์ ในวารสารที่ฝ่ายอเมริกา CIA จัดทำ มีการประชาสัมพันธ์ ‘ถ้าคอมมิวนิสต์มา ศาสนาหมด’

 

แล้วก็ประเภทที่ว่า ‘ประเทศไทยอยู่ในแหลมทอง ที่มั่นสุดท้ายของเรา เราจะถอยไปไม่ได้อีกแล้ว’

 

แต่จริงๆ ผมเคยคิด ถ้าคอมมิวนิสต์มา ผมจะทำอย่างไร เราก็วาดภาพอันน่ากลัวอันนั้น คอมมิวนิสต์ก็ต้องลงมาจากทางเหนือ มาจากเมืองจีน จากมณฑลยูนนานลงมา ข้ามแม่น้ำโขงมาทางลาวเข้ามาในประเทศไทย

 

ตอนนั้นเขาปลุกระดมกันว่า เราต้องสู้ เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว แต่ในใจผมคิดว่า ถ้าคอมมิวนิสต์มา ผมจะหนีไปปีนังจะพาพ่อแม่พี่น้องผมไปด้วย เพราะผมเคยไปเที่ยวปีนัง ผมชอบปีนังมากๆ หรือถ้าไปไกลกว่านั้น เลยมลายู อินโดนีเซียไป เราไปออสเตรเลียดีกว่า เรื่องอะไรเราจะอยู่ให้ตกเป็นทาสคอมมิวนิสต์

 

แล้วต่อมาเรามาเห็นการโฆษณาชวนเชื่อในตอนยุคหลังของสงครามเย็น ในช่วงทศวรรษ 1960s – 1970s ทำนองนี้ สงครามในอินโดจีน สงครามในเวียดนาม เราก็คิดว่า มาอีกแล้ว เราก็เห็นอีกแล้ว

 

ตอนผมเรียนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ เป็นช่วงสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อด้วย จอมพลถนอม กิตติขจร แล้วผมคิดว่า การเมืองในระดับสูงเข้ามาอยู่เต็มธรรมศาสตร์ เข้ามาโดยผ่านอธิการบดี ครั้งหนึ่งจอมพลถนอม ก็เป็นอธิการบดีของธรรมศาสตร์ แล้วจะต่อด้วยระยะเวลาอันยาวนานของ ‘เสด็จในกรมฯ’ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) หรือ พระองค์วรรณฯ

 

ธรรมศาสตร์ตอนนั้น เป็นช่วงต่อของ ‘ตลาดวิชา’ กับการเป็น ‘มหาวิทยาลัยปิด’ จึงมีจำนวนนักศึกษามาก เมื่อนักศึกษามาก ถ้ารวมตัวกันได้ ก็มีพลัง เพราะฉะนั้นพลังของนิสิตนักศึกษา ก็ทำให้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม สิ้นสุดในปี 2500

 

ในยุคที่นายกรัฐมนตรีคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (นายกฯ 2502-2506) ยึดอำนาจได้ในช่วงนี้ คือช่วงที่ความทรงจำของคณะราษฎร ถูกปิดบัง ผมเข้าธรรมศาสตร์ปี 2503 ช่วงที่ผมเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ เป็นช่วงที่คณะราษฎรถูกลืม

 

เราจะไม่รู้จักปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เราจะเริ่มลืมชื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

 

เราไม่ทราบด้วยซ้ำว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วางศิลาฤกษ์หอประชุมใหญ่ เมื่อธรรมศาสตร์ครบรอบ 20 ปี คือปี 2497

 

คนจำนวนมาก เขียนผิดว่า อธิการบดีธรรมศาสตร์ คือ ปรีดี พนมยงค์ ทั้งๆ ที่ปรีดี พนมยงค์ มีตำแหน่งเป็นผู้ประศาสน์การ ส่วนคนที่เป็นอธิการบดีคนแรก คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เรื่องนี้เป็นปัญหาการถูกลืมในประวัติศาสตร์

 

ปีที่ผมเข้าธรรมศาสตร์ปี 2503 รัฐศาสตร์มี 2 แผนก คือ ปกครอง กับ การทูต ผมเป็นรุ่นแรกที่สอบเข้า แต่เข้ารัฐศาสตร์ เป็นสิงห์แดง 12 แล้วพวกสิงห์แดงมีความเป็นรัฐศาสตร์มากกว่าความเป็นธรรมศาสตร์ เพราะรับจำนวนจำกัด และเครื่องแบบการแต่งตัวก็แตกต่างจากคณะอื่น

 

ผมเข้าการทูต ตอนนั้น แผนกปกครองมี 60 คน แผนกการทูต 60 คน เรามีอยู่ 120 คน บางวิชาเราเรียนรวมกัน บางวิชาเราเรียนแยก แล้วพอขึ้นปี 2-4 จำนวนนักศึกษาหายไปเรื่อยๆ บางคนเรียนไม่จบ

 

รัฐศาสตร์มีสิทธิพิเศษเยอะแยะเลย ไม่ต้องไปจองที่นั่งเรียนด้วย เพราะมีห้องเรียนเป็นของคณะรัฐศาสตร์ ถ้าเรียนคณะนิติศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จะต้องไปจองที่นั่ง เป็นการเรียนที่ยากเย็นสมัยโน้น

 

อาจารย์ชาญวิทย์ได้ทุนมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ศึกษาต่อโทและเอก 2508-2513 ที่สหรัฐอเมริกา

 

  • ปริญญาโท M.A. Diplomacy and World Affairs, Occidental College, Los Angeles (2510)
  • ปริญญาเอก Ph.D. Southeast Asian History, Cornell University, Ithaca, New York (2515)

 

ชาญวิทย์: ก่อนผมไปเรียนสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นมูลนิธิ Rockefeller Foundation ซึ่งเข้ามาช่วยเรื่องเกี่ยวกับโรงพยาบาลการแพทย์ของสยามตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว มูลนิธิ Rockefeller ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับบุคคลสำคัญของธรรมศาสตร์ 2 ท่าน คือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับ ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ทั้ง 2 ท่าน ต้องการสร้างบุคลากรให้เป็นอาจารย์ประจำของธรรมศาสตร์ จึงมีทุนไปเมืองนอกเยอะ

 

พอผมจบรัฐศาสตร์บัณฑิต ผมได้ที่ 1 ได้รับรางวัลภูมิพล 2506 ทางมูลนิธิ Rockefeller จึงมาหาถึงบ้านเลย เป็นทุนผ่านภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์

 

เจ้าหน้าที่ของ Rockefeller ชื่อ Bradley เป็นเหลนของหมอบรัดเลย์ เขาไปหาผมที่บ้านคุณป้า ซอยสารสิน เขาบอกว่า คุณได้ทุนแล้ว เตรียมตัวไปเรียนต่อเมืองนอก

 

ส่วนรางวัลทุนภูมิพล เป็นประกาศนียบัตรว่าเราได้รับทุน ผมยังมีประกาศนียบัตรเก็บไว้อยู่ เป็นเหรียญ 1 เหรียญรางวัลภูมิพล และเป็นเงินสด 2 พันบาท แปลว่า เราได้รางวัลเป็นเงินด้วย ทองคำประมาณ 2 บาทกว่า คิดเป็นเงินปัจจุบันก็เยอะ

 

เปิดเทอมในฤดูใบไม้ร่วง ของปี 2508 (1965) ผมไปเรียนปริญญาโททางการทูต ที่ Occidental College มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา (2508-2510) ซึ่งเป็นวิทยาลัยเล็กๆ ของลูกผู้ดีมีสตางค์ แถวลอสแองเจลีส เมือง Pasadena

 

ผมก็ไปอยู่ลอสแองเจลีส 2 ปี ผมเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนที่จำนวนไม่น้อยได้ทุนแบบเดียวกับผม ส่วนใหญ่มาจากฟิลิปปินส์กับไต้หวันเพราะเป็นพันธมิตรของอเมริกา ไม่มีพม่า ลาว กัมพูชา

 

ส่วนชาวอเมริกันที่เป็นเพื่อนผม จำนวนไม่น้อยเป็นเป็นอาสาสมัครสันติภาพ ซึ่งกลับไปจากเมืองไทย หรือกลับไปจาก Southeast Asia

 

ผมจำได้ว่า ขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนาม เริ่มมีขึ้น เราดูโทรทัศน์ทุกวันในอเมริกา สงครามอเมริกาในเอเชีย ไปรบกันให้เราเห็นทุกวันในโทรทัศน์ เพราะฉะนั้น ผมก็ซึมซาบไปกับเรื่องสงคราม และซึมซาบกับเพื่อนซึ่งเริ่มต่อต้านสงคราม

 

บรรยากาศของสงครามอเมริกันในเวียดนาม เป็นสงครามซึ่งไม่มีการประกาศสงคราม แต่ยิงกัน ฆ่ากันตายเป็นจำนวนแสนจำนวนล้านในเวียดนาม แล้วขยายเข้ามาในลาวในกัมพูชา

 

ตรงกับยุค 1960s ของคนรุ่นใหม่ในอเมริกา (ทศวรรษ 2500) ผมเข้าไปตอนนั้น ผมเข้าไปในตอนเกิดขบวนการสิทธิมนุษยชน Human Rights มีคำขวัญ Black is beautiful คนอเมริกันผิวดำมีฐานะเท่าเทียมกันกับคนผิวขาว

 

ผมไปถึง ผมจำได้ว่า สิ่งแรกซึ่งเป็นเหตุการณ์ใหญ่เลย คือ การจราจล Watts riots อยู่ในเขตเมืองลอสแองเจลีส นั่นเป็นสิ่งที่ผมช็อก

 

ผมเริ่มตาสว่าง แล้วเริ่มไปกับเพื่อนๆ ที่เป็น “ซ้ายใหม่” New Left ที่ต้องร้องเพลง If you’re going to San Francisco, be sure to wear some flowers in your hair เอาดอกไม้มาปักผม แล้วก็ไว้ผมยาว

 

ผมก็ไว้ผมยาวเป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งเข้ากับบริบทของสังคมในตอนนั้น คือใครๆ ก็ไว้ผมยาว แล้วค่าตัดผมมันแพงมากเลยในอเมริกา ไม่ได้ราคาถูกแบบเมืองไทย ในอเมริกาเหมาะมากที่จะไว้ผมยาว

 

เริ่มไว้ผมยาว แต่ก็ไม่ได้ไว้ยาวมาก ตอนอยู่แคลิฟอร์เนีย 2 ปี เพราะว่า อาจารย์ที่ปรึกษาของผมเป็นนักการทูต เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศอเมริกัน เพราะฉะนั้น ในปัจจุบันก็คือฝ่ายขวา อนุรักษ์นิยม แล้วเป็นคนที่ใจดีมากๆ รักนักศึกษามาก และทำให้เรารักอเมริกา

 

ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของผม อาจารย์ที่ปรึกษาถามคำสุดท้ายว่า ถ้าอเมริกาต้องประนีประนอม ถอนทหารออกจากเวียดนาม ไทยจะทำอย่างไร

 

โดยไม่รู้ตัว ผมก็เขียน 1 หน้า ตอบคำถามนี้ แล้วใส่ไว้ในภาคผนวก ผมเชื่อว่าไทยจะถอยออกจากอเมริกา อาจจะพยายามทำตัวเป็นกลาง หรือไม่ก็ไปคืนดีกับจีน ตรงนี้ที่ผมว่าเราโชคดีมาก ที่ใส่ไว้ 1 หน้า ไม่งั้นคนไปอ่านวิทยานิพนธ์ของเรา ซึ่งบางคนก็ไม่ค่อยอ่านหรอก แต่ถ้าเด็กรุ่นหลังไปอ่านจริงๆ อาจจะบอกว่า เป็นพวกกระหายสงครามมาก่อนนี่หว่า

 

พอดีมี second thought คิดตลบอีกที เมืองไทยมันก็เล่นเกมอย่างนี้นี่หว่า ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 รัชกาลที่ 6 ก็รอดูอยู่ กระทั่งส่งทหารไปเข้าร่วมตอนท้ายกับฝ่ายชนะ

 

พอมาสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยก็ประกาศเป็นกลางนะ พอญี่ปุ่นบุกเท่านั้นล่ะ จอมพล ป. พิบูลสงครามก็ตัดสินใจ ยอมก็ยอมวะ ไปกับญี่ปุ่น ประกาศสงครามกับอังกฤษ อเมริกา เพราะฉะนั้น แปลว่า จอมพล ป. ก็รักษาเอกราชของประเทศไทยไว้ได้ เป็นพันธมิตร ก็ไม่ถูกยึดครอง

 

บทบาทจอมพล ป. ก็เป็นบทบาทที่แสนจะ ‘ไทย’ ส่วนปรีดี พนมยงค์ เป็นแขนข้างหนึ่งของจอมพล ป. เพราะปรีดีเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง พอจอมพล ป. จะไปเข้ากับญี่ปุ่นมากๆ ปรีดีบอก ไม่เอา เพราะเราจะเสียเปรียบเยอะเลย อย่างเช่น เรื่องเงินเยนพิเศษ ญี่ปุ่นจะมาพิมพ์ธนบัตรเอง ปรีดีก็บอกว่า แบบนี้ไม่ได้ จะต้องทำเรื่องให้ญี่ปุ่นแม้พิมพ์ธนบัตรเอง ก็ต้องยืมเงินจากรัฐบาลไทย ไม่งั้นธนบัตรญี่ปุ่นก็ไม่มีค่า กลายเป็นแบงก์กงเต๊ก

 

ญี่ปุ่นต้องยืมเงินจากรัฐบาลไทยไปพิมพ์ธนบัตร ดังนั้น ญี่ปุ่นต้องให้เงินเรา ซึ่งต่อมาเราก็ได้เงิน อันนี้คือความฉลาดของท่านปรีดี

 

ทั้ง 2 คนก็กู้สถานการณ์ของประเทศไทยเอาไว้ได้ ปรีดียังกลายเป็นหัวหน้าขบวนการใต้ดิน ที่เรารู้จักในนามเสรีไทย ทำงานอยู่ที่ตึกโดมธรรมศาสตร์ กับทำเนียบท่าช้าง เชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ นี่คือบทบาทปรีดี เมื่อเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีคลังไป จอมพล ป. ก็จัดการให้ปรีดีขึ้นไปเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วตอนนั้น มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 3 ท่านเป็นคณะ แต่ต่อมาอีก 2 ท่านเสียชีวิตไป จึงเหลือท่านปรีดีคนเดียว ในตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการประกาศสันติภาพ เมื่อจบสงคราม

 

นี่เป็นรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องดูทั้งไทม์ไลน์และใครเป็นใครด้วยในสมัยนั้น บางทีเรามองจากปัจจุบันโดยไม่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เราก็มองไม่เห็น

 

ผมเรียนที่ Occidental College จบใน 2 ปี ทำวิทยานิพนธ์ชื่อ Thailand and United States partner in the Southeast Asia ทำจบในปี 2510 (1967) เป็นวิทยานิพนธ์ที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของอมริกาตั้งแต่ต้น เมื่อเริ่มมีการทำสัญญาระหว่างประเทศ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 มาถึงรัชกาลที่ 4

 

รัชกาลที่ 4 เคยมีจดหมายไปยังประธานาธิบดีอเมริกาว่า ในการเกิดสงครามกลางเมืองนั้น เราจะส่งช้างไปช่วยอเมริการบในสงครามกลางเมือง ผมก็ไปขุดประวัติแบบนี้มา เป็นบทนำในวิทยานิพนธ์ รวมถึงเรื่องไทย-อเมริกามีความสัมพันธ์พิเศษกันอย่างไร เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6

 

รัชกาลที่ 6 ท่านเป็นนักเรียนอังกฤษ ดังนั้นใจท่านก็อยู่ข้างอังกฤษ แต่ท่านก็วางตัวเป็นกลางก่อน สยามยังไม่เข้าสงคราม ก็ดูเขารบกันไป เพราะท่านไม่แน่ใจว่า ถ้าท่านเข้าสงคราม เข้าข้างอังกฤษ นายทหารส่วนใหญ่รวมทั้งเชื้อพระวงศ์ที่สำคัญ ก็เป็นนักเรียนเยอรมัน เชียร์เยอรมัน ดังนั้น จะเกิดความแตกแยก ท่านก็รออยู่

 

พออเมริกาเข้าสงคราม ตอนปลายสงคราม รัชกาลที่ 6 ก็ประกาศสงคราม 22 กรกฎา 2460 วงเวียน 22 กรกฎาคม เป็นอนุสรณ์การประกาศสงครามครั้งแรกของสยาม สงครามโลกครั้งที่ 1 บางคนเรียกว่า มหาสงคราม The Great War ซึ่งสยามก็เข้าร่วม แล้วอยู่ฝ่ายชนะด้วย เราส่งทหารไปตอนสงครามใกล้จะจบแล้ว

 

เพราะฉะนั้น กองทัพของสยาม ก็ได้สวนสนาม ประกาศชัยชนะในปารีส ที่มีอนุสาวรีย์ Arc de Triomphe ในกรุงปารีส ที่เป็นวงเวียนใหญ่มากๆ

 

ผมว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม น่าจะชอบใจวงเวียนแบบนั้น จึงเอามาสร้างวงเวียนตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นความคิดที่ดี รถวิ่งหมุนวนได้แต่วงเวียนจะต้องใหญ่ ที่ยะลา ลพบุรี ก็มีวงเวียน เป็นอิทธิพลฝรั่งเศส

 

รวมความแล้ว อิทธิพลของอเมริกา จากการอยู่กับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเป็นนักการทูต ฝ่ายขวา แต่ดูแลเราเหมือนลูกหลาน เราก็ได้ความรู้พื้นฐานเยอะแยะเลย จนกระทั่งผมเขียนวิทยานิพนธ์สัมพันธภาพระหว่างไทยกับอเมริกา ซึ่งผมมองว่าเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษมากๆ แล้วไทยก็อยู่ข้างอเมริกามาตลอด

 

เหมือนเราถูกอเมริกาล้างสมองไหม ผมว่า ปฏิเสธไม่ได้นะ เราก็อินกับความเป็นนักเรียนนอกสำนักอเมริกัน แม้ไทยจะเป็นพันธมิตรกับอเมริกาแล้ว ในสงครามในอินโดจีน สงครามเย็น เชื่อไหมคนอเมริกันจำนวนเยอะ ไม่รู้จัก Thailand ถ้าเอ่ยว่า Siam ยังพอจะมีรู้จักบ้างนะ เพราะเขารู้จักหนังเรื่อง The King and I ผมก็จะหงุดหงิดมากๆ เวลาคนอเมริกันถามว่ามาจากไหน ผมบอก Thailand แล้วคนถามจะบอก โอ้ Taiwan ผมบอก No, it’s Thailand.

 

การมีอาจารย์ที่ปรึกษา มีวันเวลาที่ต้องไปพบกับที่ปรึกษา แล้วคนที่เป็นที่ปรึกษาหลักคือ Edward W. Mill กับภรรยาของท่าน นอกจากจะหาทุนมาให้เรา สนับสนุนเราแล้ว ก็มักจะมีปาร์ตี้ที่บ้านเป็นประจำ แล้วในปาร์ตี้ที่บ้าน ก็จะต้องมีการกล่าวทักทายพูด แล้วก็ร้องเพลงโฟล์คซองของอเมริกัน

 

เพราะฉะนั้น ผมซึ่งชอบเพลงตั้งแต่อยู่เมืองไทย ผมก็ร้องเพลงโฟล์คซองได้เยอะเลย ในตอนนั้นเป็นยุคสมัยของการที่เพลงโฟล์คซองของคนแบบ Bob Dylan & Joan Baez และเป็นยุค The Beatles ในอังกฤษด้วย เป็นยุคของ The Rolling Stones อะไรทำนองนี้ มีเพลงเยอะมากที่เราร้องได้

 

ผมคิดว่า มันทำให้นอกจากจะร้องเพลงได้ เราจะได้ศัพท์ภาษาอังกฤษเยอะมาก คนไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้ จะมีข้อจำกัด คือ บางทีศัพท์มีไม่พอ ศัพท์แสงไม่เยอะ ต้องเลือกใช้คำให้ถูกกับโอกาสและบรรยากาศ

 

ทุน London-Cornell Program เพื่อทำวิจัยและทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก 2513-2515 ในบรรยากาศต่อต้านสงครามเวียดนาม

 

ชาญวิทย์: SOAS กับ Cornell เคยร่วมมือกัน มีทุนเรียกว่า London Cornell grants เป็นทุนที่จะช่วยนักศึกษาทำวิจัย ตอนทำปริญญาเอก ผมก็เคยได้ทุนจาก London Cornell grants

 

แล้วคนที่เดินทางไปมาระหว่าง 2 มหาวิทยาลัย ทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกา สมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ ก็คือ D.G.E. Hall คนที่เขียนเรื่อง A History of South – East Asia ผมก็เป็นลูกศิษย์ของท่าน ท่านมีชื่อเสียงโด่งดัง การที่ท่านเป็นคนที่สามารถเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่าง 2 สถาบันนี้ก็เป็นที่ฮือฮา แต่เดี๋ยวนี้ความสัมพันธ์ 2 มหาวิทยาลัยก็จางไปแล้ว แม้ว่าความสัมพันธ์ยังมีการติดต่อกันอยู่ แต่ความสัมพันธ์ไม่แนบแน่นเหมือนสมัยสงครามเย็น

 

ตอนเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก The Rise of Ayudhya : A History of Siam in the Fourteenth and Fifteenth Centuries ผมกลับมาชั่วคราว 2-3 เดือน ในปี 2514 เพื่อมาค้น มาภาคสนามทำวิทยานิพนธ์ ผมเจอนักศึกษาไทยไม่น้อย ซึ่งพูดกับผมรู้เรื่อง คือมีความคิดซ้ายใหม่ New Left เหมือนกันแม้เขาอยู่ในไทย

 

ขณะที่ในอเมริกา สงครามเวียดนาม รบให้เราเห็นในโทรทัศน์ที่อเมริกาทุกวัน ซึ่งโทรทัศน์ของอเมริกามีเสรีภาพสูง ผู้สื่อข่าวนักหนังสือพิมพ์มีเสรีภาพ เพราะฉะนั้น ก็รายงานไปตามที่รับทราบข่าวสารมา เพราะฉะนั้น ความทารุณโหดร้ายของทหารอเมริกันในเวียดนาม จึงถูกเอามาเปิดโปง

 

ผมว่า กรณีใหญ่เลย คือกรณีที่เรียกว่า The MY Lai Massacre ที่มีการสังหารชาวบ้านจำนวนมาก เพราะฉะนั้น สงครามร้อนๆ ที่อเมริกาเอาไปรบในช่วงสงครามเย็นในเวียดนามและขยายมายังลาว และกัมพูชาในที่สุด

 

ก่อให้เกิดขบวนการต่อต้านสงครามขึ้น เป็น Anti War Mounument ในอเมริกา ในหมู่ของเยาวชนคนหนุ่มสาว รุ่นใหม่ในยุค 60s ในยุคทศวรรษ 1960s แล้วเป็นขบวนการที่เราอาจจะเรียกว่าเป็นพวก ซ้ายใหม่ในอเมริกา ก็ได้ ในยุโรป ในอังกฤษ ในยุโรปตะวันตก ในญี่ปุ่น แผ่ขยายไปกว้างมากๆ เป็นขบวนการของคนหนุ่มคนสาว 60s และ 70s

 

เป็นขบวนการซึ่งไม่ได้ต่อต้านสงครามอย่างเดียว แต่ต่อต้านวัฒนธรรมของคนรุ่นเก่าด้วย เพราะฉะนั้น มันจะระบาดไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตัว เสื้อผ้า ทรงผม รองเท้า วัฒนธรรม เพลง หนังสือ นิยาย อะไรต่ออะไร มันกว้างมากๆ มันเกิดคนรุ่นใหม่ มันอาจจะตรงกับรุ่น baby boomer ของไทย ตรงกับคนซึ่งมีส่วนใน 14 ตุลา 2516 กับ 6 ตุลา 2519 ถ้าพูดแบบรวมๆ

 

ในขณะขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนาม ในชายทะเลฝั่งทิศตะวันตกของอเมริกา จะอยู่ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ อยู่ที่ UCLA อยู่ที่ USC อยู่ที่ Seattle มหาวิทยาลัยวอชิงตัน

 

ทางฝั่งตะวันออก ก็กินบริเวณมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา จำนวนมากเลย มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ มหาวิทยาลัยที่ในด้านหนึ่งคือ กลุ่ม Ivy League ในอีกด้านหนึ่งคือ กลุ่มมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่มีอิทธิพล อย่างโคลัมเบีย ไล่ลงไปเรื่อยๆ ฝั่งชายทะเลตะวันออก มีจำนวนเยอะเลย

 

เมื่อสงครามขยายเข้าไปในกัมพูชา อเมริกาบุกเข้าไปในกัมพูชา ในสมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน มหาวิทยาลัยชั้นนำในโลกลุกขึ้นมาประท้วง ในอเมริกา ในยุโรป ในญี่ปุ่น

 

ส่วนในอเมริกา การประท้วงเกิดการยิงนักศึกษาตาย มีรูปผู้หญิงชูมือร้องที่เพื่อนเขาผู้ชายถูกยิงตาย รูปนั้นแพร่ไปทั่วโลกเลย แล้วรูปนั้น เป็นรูปที่มันปลุกอเมริกาทั้งประเทศ มหาวิทยาลัยในอเมริกา มีอยู่ประมาณ 1 พันแห่งในตอนนั้น มี 500 มหาวิทยาลัยประกาศเลิกเรียน

 

ขณะที่คอร์แนล อาจารย์ก็แบ่งเป็น 2 กลุ่ม อาจารย์กลุ่มหนึ่งต่อต้านสงคราม อาจารย์อีกกลุ่มหนึ่งไม่ต่อต้าน

 

ที่ผมมักจะเล่าบ่อยๆ ก็คือว่า วันนั้นมีเรียน วิชา A History of South – East Asia คนสอนชื่อว่า D.G.E. Hall หนังสือเล่มใหญ่ของท่าน ผมเอามาให้คนแปลแล้ว พิมพ์แล้วหลายหน

 

professor Hall, Daniel George Edward เดินเข้ามาในห้อง สมัยนั้นยังใช้กระดานอยู่ กระดานสีเขียวไม่ใช่กระดานดำ และยังใช้ชอล์กเขียนอยู่ อาจารย์หยิบชอล์กขึ้นมาเขียนบนกระดานสีเขียว บอก “No class today” แล้วอาจารย์ก็เดินออกไปจากห้อง เงียบๆ แบบผู้ดีอังกฤษ เพราะอาจารย์เป็นผู้ดีอังกฤษ ไม่ใช่คนอเมริกัน พวกเราก็ดีใจ ปรบมือกันใหญ่ ออกไปประท้วงสงคราม

 

ส่วนอาจารย์อีกคนหนึ่ง อาจารย์ซึ่งเป็นคนตรวจวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผม อาจารย์ David K. Wyatt หนังสือประวัติศาสตร์ไทยของท่าน พิมพ์หลายเล่มหลายครั้งแล้ว 9-10 ครั้ง ท่านไม่ต่อต้านสงคราม ท่านก็เปิดสอนตามปกติ เราก็หงุดหงิดกับอาจารย์ชิบเป๋งเลย มีอาจารย์ทั้ง 2 แบบในความทรงจำ

 

แต่ในที่สุดแล้ว การต่อต้านสงครามแรงมาก ผมกับเพื่อนกลุ่มหนึ่ง กลุ่มเล็กๆ ประมาณ 10 คน เราลงไปวอชิงตัน ไปเดินขบวนที่หน้าทำเนียบขาว เราถือป้าย บอกว่า “asian against war” เดินไปที่หน้า White House ได้ถ่ายรูปด้วย มีเพื่อนคนหนึ่งชื่ออาจารย์ Reynaldo Ileto เรย์นัลโด อิเลโต้ คนนี้เป็นนักเรียนฟิลิปปินส์ ตอนหลังเขาเป็นอาจารย์อยู่สิงคโปร์ แต่พ่อเขาเป็นคนใหญ่คนโตมาก พ่อเป็นรัฐมนตรีกลาโหมของรัฐบาลคอราซอน อากีโน ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของฟิลิปปินส์

 

ส่วนในไทย ช่วงปี 2512-2515 เยาวชนคนหนุ่มสาว รุ่นใหม่ ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทเพื่อสังคมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เข้าร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งปี 2512 ออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท วิพากษ์วิจารณ์สังคม มีบทบาทเป็นพลังผลักดันให้เกิดนโยบายต่างประเทศ ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ต่อต้านการครอบงำทางเศรษฐกิจโดยต่างประเทศ ต่อต้านความหรูหราฟุ่มเฟือย กังวลและห่วงใยการขาดดุลการชำระเงิน รวมไปจนกระทั่งการเสนอแนวทางการรักษาทรัพยากร สภาพแวดล้อม ศิลปะและวรรณกรรมเพื่อชีวิต เยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่รวมกันต่อต้านภัยขาว ภัยเหลือง และภัยเขียว

 

ทีแรกผมคิดว่าคนเดือนตุลา 2516 กับ 2519 เป็นคนเจนเนอเรชั่นเดียวกัน แต่ลึกๆ ลงไปแล้ว คนที่ active ในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 กับคนที่ active ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 อายุห่างกันหลายปี อย่างน้อย 3 ปี ดูเผินๆ โดยรวมๆ ดูเหมือนจะเป็นคนรุ่นเดียวกันแต่ถ้าดูลึกๆ ไปอีกก็จะมีความแตกต่างหลากหลายมาก

 

รับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มกราคม 2516

 

ชาญวิทย์: ผมก็เดินทางกลับมารายงานตัวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อต้นปี 2516 (1973) ตอนปลายเดือนมกราคม เริ่มสอนประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ เพราะฉะนั้นในช่วงวันมหาปิติ กับ วันมหาวิปโยค ก็เป็นช่วงระยะเวลาการทำงานของผมในธรรมศาสตร์ ต้องเรียกว่า เป็นการทำงานที่พบเจอ ‘คนเดือนตุลา ตุลา’ หรือที่เราเรียกว่า baby boomer ในปัจจุบัน เป็นคนรุ่นพิเศษมากๆ เวลาเราสอนหนังสือเราบรรยาย เราจะสนุก ตื่นเต้น เรียนรู้ไปกับเขาในเวลาเดียวกัน เพราะเขาสนใจมากและอ่านหนังสือมาก

 

การชมนุมของคนรุ่น 14 ตุลา 2516 เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องรัฐธรรมนูญ จะเรียกว่า ซ้ายก็ได้ แต่ก็มีส่วนผสมของคนที่เป็นกลางๆ และอาจจะมีส่วนผสมของความเป็นอนุรักษ์นิยม ก็ได้

 

เพราะฉะนั้น การเดินขบวนออกจากธรรมศาสตร์ เขาชูธงชาติ เขาชูรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะฉะนั้น มาพร้อมกับ คำขวัญ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องการรัฐธรรมนูญ

 

อันนี้ผมว่าเห็นชัดจากการชุมนุมและการเดินขบวนของคน 14 ตุลา 2516 ผมว่าเป้าของเขาคือ เขาเห็นภัยขาว ก็คือ ฝรั่ง อเมริกาเข้ามายุ่มย่าม เป็นหัวหอกของผู้นำในโลกเสรีประชาธิปไตย ในช่วงของสงครามเย็นอันยาวนานมากๆ ที่อเมริกากลายเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 นักศึกษาจึงต่อต้านภัยขาว

 

นักศึกษาต่อต้านภัยเหลือง คือ ญี่ปุ่น เพราะถือว่าญี่ปุ่นมาพร้อมๆ กับอเมริกา มาครอบงำทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น จึงมีขบวนการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น

 

ขณะเดียวกัน นักศึกษาก็ต่อต้านภัยเขียว ซึ่งหมายถึงกองทัพ หรือขุนศึก เมื่อสฤษดิ์ตายไปแล้ว เป้าของเขาก็คือ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร 3 คนเป็นเป้าใหญ่ จึงมีการต่อต้านภัยเขียว เมื่อมารวมกันกลายเป็นพลังซึ่งสามารถจะทำให้รัฐบาลล้มได้

 

แต่ถ้าเราข้ามมา อีกช่วงหนึ่ง พอมาถึง 6 ตุลา 2519 ต้องไม่ลืมว่า อเมริกาแพ้แล้ว แต่ยังมีฐานทัพอยู่ในเมืองไทย

 

อเมริกาไม่สามารถจะช่วยนายพลลอน นอล ซึ่งยึดอำนาจในพนมเปญ เปลี่ยนพนมเปญจากราชอาณาจักร เป็นสาธารณรัฐ เราอาจจะลืมไปแล้วเคยเกิดเหตุการณ์นี้ ตอนนั้นก็ทำให้ทั้งฝ่ายกษัตริย์ ก็คือ สีหนุ ก็ไปร่วมมือกับเขมรแดง เข้ามายึดพนมเปญ วันที่ 17 เมษายน 2518(1975) คนคาดไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลพนมเปญ จะชนะเป็นแห่งแรก

 

ส่วนเวียดนาม ฝ่ายที่เรียกว่า เวียดกงกับเวียดมินห์ ยึดเวียดนามใต้ ไซ่ง่อน ในวันที่ 30 เมษายน 2518(1975) แล้วจะตามมาด้วยเหตุการณ์เดือนธันวา ขบวนการฝ่ายซ้ายในลาว ยึดเวียงจันได้ สถานการณ์ในอินโดจีนมีส่วนกำหนดการเมืองไทย

 

3 เหตุการณ์นี้ ผมว่าส่งผลทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายอำนาจเดิม ฝ่ายขวาในเมืองไทย เกิดความวิตกกังวลมากๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เขาต้องการทำ ก็คือต้องการที่จะทำรัฐประหาร นำไปสู่วันมหาวิปโยค 6 ตุลา 2519

 

สถานการณ์ในอินโดจีน สลับซับซ้อนกับสถานการณ์ในจีนด้วย ความซับซ้อนการเมืองระดับประเทศอีกระดับหนึ่ง ในช่วงสั้นๆ ที่ อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ในอินโดจีนมีความร้ายแรงมาก เพราะฉะนั้น ในเมื่ออเมริกาเปลี่ยนไปแล้ว ประธานาธิบดีนิกสัน ก็ไปเยือนเมืองจีน ไปจับมือกับเหมา เจ๋อตงแล้ว

 

ผมว่าก็ทำให้ไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรอันยาวนานในสมัยสงครามเย็น เป็นพันธมิตรมาตั้งแต่สมัย รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐบาลถนอม กิตติขจร มาจนถึงกระทั่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ต้องปรับนโยบาย เพราะฉะนั้น อาจารย์คึกฤทธิ์ ก็โชคดีมากในช่วงนั้น ที่ไปจับมือกับเหมา เจ๋อตงทันเวลา สร้างความสัมพันธ์อันดีกับโจว เอินไหลแล้วก็สร้างความสัมพันธ์อันดีกับเติ้ง เสี่ยวผิง

 

ผมว่าอันนี้ ทำให้ประเทศไทยนั้น ปรับตัวได้ทัน ในช่วงการสิ้นสุดของสงครามเย็น

 

ส่วนการเมืองภายในประเทศ ผมคิดว่า หลัง 14 ตุลา 2516 บรรยากาศมันเปิดมาก มีเสรีภาพจากชัยชนะของนักศึกษา ในขณะที่ทหารตำรวจ ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะมันจบลงด้วยจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ซึ่งเป็นเป้าการโจมตี เป็นตัวแทนเผด็จการ ต้องออกไปอยู่ต่างประเทศ เพราะฉะนั้น หมายความว่า มีเสรีภาพมากขึ้น

 

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จึงมีการประท้วงของชาวนา กรรมกร แรงงานจำนวนมาก จนกระทั่งทำให้อำนาจบารมีเดิมสถาบันเดิมๆ ของการเมืองภายในประเทศก็ตกใจมาก

 

มีการนำจอมพลถนอมกลับมาครั้งแรก ถูกขบวนการนักศึกษาต่อต้าน ก็ต้องออกไป ไม่นานเท่าไหร่ก็นำประภาส จารุเสถียร กลับมา ถูกต่อต้านก็ต้องออกไป แล้วก็เอาถนอม กิตติขจร บวชเป็นเณรที่สิงคโปร์ กลับมาบวชเป็นพระที่วัดบวร

 

พร้อมๆ กับในระดับต่างประเทศ สงครามในอินโดจีน สงครามในเวียดนามซึ่งขยายกลายเป็นทั้งสงครามในลาว และสงครามในกัมพูชา ทั้ง 3 ประเทศเข้าถึงวาระสุดท้ายแล้ว

 

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาพื้นฐาน สมัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นอธิการบดี 2518-2519

 

ชาญวิทย์: ในแง่ของผม ผมมองว่า 14 ตุลาคม 2516 เป็นวันมหาปิติของประชาชน ในขณะเดียวกัน วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็เป็นวันมหาวิปโยค ผมมองมันกลับหัวกลับหางแบบนี้

 

เราตื่นเต้นดีใจกับขบวนการประชาธิปไตยของคนหนุ่มคนสาวรุ่นนั้น ในปี 2516 แต่เราก็เจ็บปวดกับเหตุการณ์ปี 2519 มันเปลี่ยนแปลงชีวิตผมอย่างมากมายมหาศาล มันมีอะไรหลายอย่างที่เราคาดไม่ถึง ทั้งสมหวังและผิดหวัง มันย้อนแย้งกันอยู่ เป็น 2 ขั้วของเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกี่ยวข้องกับตัวเราอย่างจังๆ จากปี 2516-2519 ในระยะเวลาสั้นๆ 4 ปี พบกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กับ 6 ตุลาคม 2519 หลังจากนั้น ผมก็อยู่เมืองไทยไม่ได้

 

วันที่ 17 เมษายน 2518 (1975) ‘เขมรแดง’ ยึดพนมเปญได้ ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ เป็นประเทศแรกในอินโดจีนแล้วจะตามมาด้วยเวียดมินห์กับเวียดกง ยึดไซ่ง่อนได้วันที่ 30 เมษายน ปีเดียวกัน ส่วนลาวกว่าจะยึดได้คือเดือนธันวาคม 2518 มาช้ากว่า

 

ทั้ง 3 เหตุการณ์ในเขมร เวียดนาม ลาว ทำให้อเมริกาแพ้ อเมริกาต้องปรับตัวใหม่ในขณะเดียวกัน ฐานทัพของอเมริกาในเมืองไทยก็ถูกขบวนการนิสิตนักศึกษาประชาชนเดินขบวนขับไล่ คือมีเรื่องซ้อนกันอยู่หลายระดับในเวลาเดียวกัน

 

เพราะฉะนั้น ขบวนการฝ่ายขวา ไม่ว่าจะพูดถึงลูกเสือชาวบ้าน พูดถึงหน่วยงานของราชการแบบ กอ.รมน. ไม่ว่าจะพูดถึง ตำรวจตระเวนชายแดน ทั้งหลายจึงพุ่งเป้าไปสู่การต้องมีรัฐประหาร ปลุกระดมมุ่งไปสู่จุดนั้น

 

เพียงแต่ว่า เราคาดไม่ถึงว่ารัฐประหารในเมืองไทยมันจะโหดเหี้ยมได้ขนาดมีการสังหารหมู่ มีการเริ่มยิงเข้าไปในธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ช่วงกลางคืนจากวันที่ 5 ตุลา มาถล่มวันที่ 6 ตุลา 2519 จับคนแขวนคอที่ต้นมะขามสนามหลวง นักศึกษาถูกฆ่า ถูกจับ ต้องลี้ภัยเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ส่วนเจ้านายของผม คือ อาจารย์ป๋วย ต้องหนีเอาชีวิตแทบไม่รอด

 

ก่อน 6 ตุลา 2519 เป็นช่วงที่ผม ได้ขออนุญาตลาราชการไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่น ผมจึงมีหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการอยู่แล้วในมือ ซึ่งทำให้ผมสามารถลาราชการออกไปได้ ไปอยู่ญี่ปุ่น 1 ปี

 

เช้าวันที่ 6 ตุลา 2519 สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมี ดร.ประกอบ หุตะสิงห์ เป็นนายกสภา ประชุมที่สำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ กอ.รมน. แล้ววันนั้น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้านายของผม ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี เพื่อแสดงความรับผิดชอบว่า เมื่อรักษาสถานการณ์ไม่ได้ ก็ต้องลาออก และลี้ภัยการเมืองไปอยู่อังกฤษ

 

หลังจากสภามหาวิทยาลัยประชุมครึ่งเช้าของวันที่ 6 ตุลาคม ปิดประชุมก่อนเที่ยง ต่างคนต่างแยกกันไป อาจารย์ป๋วยบอกว่า ให้ผมเอากระเป๋าทำงานกับรถเบนซ์ประจำตำแหน่งไปกับคนขับ นำไปให้น้องสาวอาจารย์ซึ่งอยู่ที่บ้านซอยอารีย์ ผมได้ทำตามนั้น

 

แล้วหลังจากนั้นผมก็แยกไปหลบซ่อนตัว คนที่พาผมไปหลบซ่อนตัว คืออาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร คืนนั้น แล้วพอเย็นๆ ค่ำๆ เราก็ได้ยินประกาศยึดอำนาจ อาจารย์นรนิติก็บอกผมว่าต้องไปหาที่หลบภัยแล้วจากคืนนี้

 

ผมก็เลยกลับไปหลบภัยอยู่ที่บ้านคุณยายบุญรอด เอี่ยมโอภาสที่วัดกลางสมุทรปราการ

 

พวกเราที่เป็นทีมงานของอาจารย์ป๋วย ก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ผมเองก็ไปหลบอยู่ที่บ้านคุณยาย ที่ปากน้ำ สมุทรปราการ ยายเป็นเจ้าของโรงเรียนเฉลิมวิทยา อยู่ที่วัดกลาง สมุทรปราการ แล้วที่บ้าน ทั้งยายและน้าๆ ของผม ก็รู้จักบ้านของคุณสงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปที่ยึดอำนาจ ตัวผมเองก็ไปหลบภัยอยู่ระยะหนึ่ง ผมทำใจไม่ได้ ประมาณปลายปี 2519 จึงไปบวชอยู่ 1 เดือน บวชอยู่ที่วัดกลาง

 

ก็คล้ายๆ กับคนจำนวนไม่น้อย เวลามีปัญหาทางการเมือง ถ้าจะหนีสิ่งที่เรียกว่า ราชภัย ก็มักจะไปบวชกัน ทำกันมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณก็ว่าได้ ขุนหลวงหาวัด ปลายอยุธยา ก็บวชหนีราชภัย คนรุ่นปัจจุบันนี้ก็จำนวนเยอะเลย บวชหนีราชภัยกัน

 

ตอนผมเป็นรองอธิการบดีของอาจารย์ป๋วย ได้ทำงานกับอาจารย์ป๋วยช่วงสั้นๆ เพียง 2 ปี ผมรู้สึกท่านเป็นคนมหัศจรรย์มากในแง่ของความคิดความอ่าน การมองเห็นความสำคัญของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย แต่อาจารย์ป๋วยโชคร้ายท่านเข้ามาอยู่ในธรรมศาสตร์ ช่วงที่สถานการณ์ไม่ปกติ หลัง 14 ตุลา 2516 กระทั่ง 6 ตุลา 2519 เป็นช่วงไม่ปกติ ทำให้ความคิดความอ่านเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ไม่สามารถทำต่อได้

 

หลังจากนั้น ผมก็ออกไปอยู่ญี่ปุ่น 1 ปี อยู่เกียวโต สถาบัน Center for Southeast Asian Studies (CSEAS) มหาวิทยาลัยเกียวโต เป็นสิ่งที่ผมเขียนใน An Imperial Sake Cup and I is a lecture-performance.

 

ลี้ภัยไปทำงานวิชาการที่ญี่ปุ่นและอเมริกา

 

  • นักวิจัยประจำ Center For Southeast Studies, Kyoto University 2520-2521
  • ผู้บรรยายวิชา Southeast Asian History, University of California, Berkley, Santa Cruz 2521-2522 ในฐานะ Visiting Fellow ของมูลนิธิฟูลไบรท์
  • ผู้ควบคุมวิชาThailand Seminar, Southeast Asia Program, Cornell University 2528 หนึ่งภาคการศึกษา ฤดูใบไม้ร่วง ในฐานะ Visiting Fellow ของมูลนิธิฟูลไบรท์

 

ชาญวิทย์: สรุปแล้ว 14 ตุลา และ 6 ตุลา ทำให้ผมต้องไปอยู่ญี่ปุ่นถึง 1 ปี ก่อนออกเดินทาง ผมตรวจข้อสอบวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทยเสร็จ แล้วก็บินไปอยู่ญี่ปุ่นในเดือนมกราคม แปลว่า เดือนมกราคม 1977 ถึงมกราคม 1978 เป็น 1 ปีที่ เปลี่ยนชีวิตของผมเยอะมาก

 

ไปเรียนรู้อะไรหลายอย่างที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับวงวิชาการของญี่ปุ่น และเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น

 

ทำให้ผม แทนที่จะต่อต้านญี่ปุ่นเหมือนสมัยนิสิตนักศึกษาไทยเขาต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น เขาบอกว่าญี่ปุ่นเป็นภัยเหลือง แต่ผมกลับไปเห็นดีเห็นงามกับความเป็นญี่ปุ่น กลายเป็นมาชอบกินอาหารญี่ปุ่น ปลาดิบซึ่งเดิมกินไม่ได้ก็กลับมาชอบ เหล้าญี่ปุ่นอย่างสาเก ซึ่งเราไม่คุ้นเลย เรากินแต่เบียร์ฝรั่ง ก็มากินสาเก

 

ต่อมามาในสมัยต้นรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ปี 2523 (1980) ก็เป็นความฉลาดของฝ่ายปกครองไทย ที่ทำให้นักศึกษาที่ไปร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ เข้าป่าแล้วผิดหวัง สามารถกลับบ้านได้ หลายคนกลับมาก็ไปเรียนต่อ ได้ปริญญาเอก

 

ผมได้รับการปรึกษาหารือว่า คนที่ออกจากป่า บางคนอยากไปเรียน Cornell จะไปอย่างไร ผมก็แนะนำให้ติดต่อ อาจารย์เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน ตอนนั้นเบเนดิกท์ แอนเดอร์สันก็มีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Cornell ส่วน recommendation ผมเขียนให้คนเยอะมากจำไม่ได้ และไม่ได้เก็บหลักฐาน

 

ประสบการณ์ 1 ปี ในญี่ปุ่นเป็นประสบการณ์ที่สุดจะบรรยาย เพราะว่า อย่างที่เราคุยกันไว้ว่า ในช่วงของคนรุ่นใหม่ คน 14 ตุลา 2516 เขาต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า ภัยขาว ซึ่งหมายถึง สหรัฐอเมริกา

 

ต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า ภัยเหลือง ก็คือ ญี่ปุ่น ซึ่งเหมือนผูกขาดการค้าในไทย เป็นภาพน่าเกลียดน่ากลัว

 

แล้วก็มีการต่อต้านภัยเขียวด้วย ซึ่งร่วมมือกับภัยขาว ภัยเหลือง

 

แต่การไปอยู่ญี่ปุ่น 1 ปี ผมเปลี่ยนใจหมดเลย ผมกลายเป็นคนที่เรียกเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษว่า japanism แล้วก็ปรากฏว่า ก็โชคดี ที่ที่ผมอยู่ คือ Center for Southeast Asian Studies เป็นศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเอาวิชาหลักๆ ทั้งหลายมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ไปจนกระทั่งไกลๆ ถึงเกษตรศาสตร์ก็ได้ โบราณคดีก็ได้ เป็นการศึกษาในรูปแบบของสหวิทยาการ

 

ศูนย์ศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ในเมืองหลวงเก่า เต็มไปด้วยนักวิชาการที่ทำเรื่องต่างๆ อาจจะไม่เกี่ยวพันกันเลย แต่สามารถจะนั่งลงคุยกันได้ อย่างอาจารย์โยเนโอะ อิชิอิ เป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกียวโตในสมัยนั้น แต่ว่าท่านเป็นคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับเมืองไทยมากๆ เคยมาบวชเป็นพระ อยู่ที่วัดบวร ศึกษาเรื่องพุทธศาสนา เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องพุทธศาสนาไทย เคยไปเป็นนิสิตพิเศษที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

 

และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเพื่อนนักวิชาการคนหนึ่งที่ถามผมว่าจะเขียน ‘บันทึกความทรงจำ’ ไหม คำถามนี้ติดอยู่ในใจมาตลอด คนถามก็เป็นนักวิชาการชาวญี่ปุ่น ‘Takashi Shiraishi’

 

อาจารย์โยเนโอะ อิชิอิ เป็นคนที่กว้างขวางมากในวงการการศึกษาญี่ปุ่นกับไทย แต่ท่านไม่ได้จำกัดเฉพาะที่เมืองไทย ท่านทำเรื่องพม่า เรื่องเอเชียโดยรวมๆ ท่านก็ทำ

 

ความโชคดีของผมก็คือ ได้รู้จักกับคนเหล่านี้ แล้วนำเราไปสู่ การมี connection หลากหลายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง connection ที่เกิดขึ้นกับ Toyota Foundation Japan ขณะที่ เรามักจะรู้จัก Toyota Foundation ประเทศไทย ซึ่งในญี่ปุ่นก็มีมูลนิธิของเขา

 

ผมก็ได้ศึกษาต่อโดยได้รับความสนับสนุนให้เรียนรู้เพิ่มเติมมากขึ้นเกี่ยวกับอาเซียน เนื่องจากการศึกษาแบบนี้ต้องลงทุนสูง มีค่าใช้จ่าย ค่าเครื่องบิน ค่าที่พักโรงแรม การจะไปพม่าก็ยากเย็นมากในสมัยนั้น การจะไปถึงอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นเรื่องใหญ่มากๆ

 

การหลุดออกจากประเทศไทยไปอยู่ญี่ปุ่น แล้วญี่ปุ่นสนับสนุนให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมได้บุญหล่นทับ ที่ทำให้มีความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคนี้มากๆ คนหนึ่ง

 

เราจะมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่งที่หลุดออกไปจากราชาชาตินิยมของไทย อันนี้เป็นคุณูปการที่ผมคิดว่าตัวเองได้มา

 

แล้วก็กลายมาเป็นสิ่งซึ่งผมพยายามมาผลักดันในธรรมศาสตร์ ด้วยการร่วมมือกับพรรคพวกเพื่อนฝูงจำนวนหนึ่งก่อตั้งโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ที่คณะศิลปศาสตร์ เป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่ให้ปริญญาทางด้านศิลปศาสตร์บัณฑิต เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา เป็นวิชาเอก เป็น major

 

ตอนหลังผมก็ดีใจที่แพร่หลายในวงการศึกษาไทย เกิดขึ้นในหลายๆ แห่งในประเทศไทย บางคนเรียกว่าเป็น ASEAN Studies ไปเน้นตรงเป็นองค์กรระหว่างประเทศ แต่ถ้าเราเน้นภูมิภาค ก็แปลว่า เป็น Interdisciplinary ไม่ใช่เน้นเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น เป็นวิชาการที่มันกว้าง แล้วเป็นการเตรียมคนที่จะออกไปทำงานได้อย่างหลากหลาย

 

การศึกษานี้มา ‘บูม’ ในยุคปลายทศวรรษ 1950 –1960 สมัยสงครามเย็น เกิดขึ้นในอเมริกา และขยายวงมาเรื่อยๆ มาญี่ปุ่น มาสิงคโปร์

 

ในยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษ ฝรั่งเศส ก็จะมีแบบนี้ ในเยอรมัน สเปน ขยายไปยุโรปตะวันออก ก็กลายเป็นวิชาที่ในยุคสงครามเย็น เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจ

 

คือเราไม่ใช่มหาอำนาจ แต่อะไรที่เกิดในประเทศมหาอำนาจ ก็ส่งอิทธิพลมา

 

ฝรั่งมี ญี่ปุ่นมี จีนมี ไต้หวันมี เราก็มีบ้าง อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา ในกรณีนี้ที่ธรรมศาสตร์ประสบความสำเร็จมาก โครงการสามารถอยู่ได้จนปัจจุบันนี้ มีนักศึกษามาเรียนไม่ขาด

 

ผู้ก่อตั้งโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (Southeast Asian Studies-SEAS) ปี 2543 (2000) ที่ธรรมศาสตร์ เป็นที่แรกในประเทศไทย

 

ชาญวิทย์: ช่วงท้ายๆ ก่อนผมจะเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2544 (2001) ก่อนหน้านั้นนักศึกษาปี 1 ได้ไปเรียนที่รังสิตแล้ว แล้วก็มีคณะใหม่ๆ เกิดขึ้นที่รังสิต อย่างคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทย์ และคณะอื่นๆ ที่ตามกันมา เป็นช่วงระยะเวลาที่ธรรมศาสตร์กำลังขยายตัว

 

ผมก็เกิดไอเดียว่า ถ้างั้นผมก็ทำโครงการ อาณาบริเวณศึกษาเป็น area studies เป็นโครงการพิเศษ และด้วยความอาลัยอาวรณ์ในความเป็นท่าพระจันทร์ ผมก็เดินเรื่องจนกระทั่งโครงการนี้อยู่ที่ท่าพระจันทร์ได้

 

เปิดโครงการเป็นปีแรก ปี 2000/2543 ซึ่งปีต่อมาผมก็เกษียณอายุราชการ แต่ยังสอนหนังสือจนกระทั่งปี 2567

 

ผมมักจะตั้งชื่อ SEAS แต่ละรุ่นเพื่อสร้างความรู้สึกเกี่ยวกับภูมิภาค อย่างรุ่นแรกเรียกว่า ระมาด ซึ่งเป็นพาหนะของเทพประจำทิศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ พระอัคนี

 

รุ่นที่ 13 ผมตั้งชื่อ ‘รุ่นอาเซียน’ เพราะเป็นรุ่นที่มีการโปรโมท ‘อาเซียน’ เป็นกระแส นอกจากนั้น ‘รุ่นเขาพระวิหาร’ ก็มี ตั้งเมื่อปี 2551 เป็นปีที่ไทย-กัมพูชา มีปัญหาทะเลาะกันเรื่องเขาพระวิหาร กรณีขึ้นทะเบียน “มรดกโลก” ทำให้นักศึกษาตั้งแต่รุ่นนั้น ไม่ได้ขึ้นปราสาทเขาพระวิหาร จากปกติที่เราพาไปกันทุกปี เป็นโครงการที่ต้องไปภาคสนาม ไปทัศนศึกษา เพื่อ ‘ลบอคติ’ หรือ ‘มายาคติ’ กับประเทศเพื่อนบ้าน

 

เนื่องจากแบบเรียนทางประวัติศาสตร์ ระบบการศึกษาไทยยังมีอคติที่ฝังอยู่ อคติ มายาคติ เหล่านี้จำเป็นสำหรับชนชั้นปกครอง ที่จะรักษาอำนาจตัวเอง เพื่อส่งเสริมการสรรเสริญเยิรยอบทบาทชนชั้นปกครอง

 

กรณีเขาพระวิหาร โยงมาถึงสมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย เรื่องยูเนสโก ไม่ใช่ศาลโลก ในทัศนะผมคิดว่าตอนนั้นไทยพลาดโอกาสที่กัมพูชายินดีจะขึ้นเป็นมรดกโลกร่วมกัน รัฐบาลชั่วคราวของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เห็นดีด้วย ต่อมาเป็นรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ซึ่งมีนพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็เห็นด้วยขึ้นร่วม ซึ่งแปลว่า ถ้าขึ้นร่วม ก็ข้ามไปมาได้สบายเลย แต่เกิดขบวนการ กปปส. ไล่ยิ่งลักษณ์ ทำให้ทุกอย่างป่วนไปหมดเลย สรุปคือ กัมพูชา ขึ้นฝ่ายเดียวแล้วทำรั้วกั้น แล้วมีปะทะกันแถวๆ นั้น น่าเศร้าใจมา

 

ถึงแม้ผมจะเรียนวิชาเอกเป็นประวัติศาสตร์ แต่จริงๆ แล้วในใจผม ผมคิดว่า วิชาเอกในใจของผมคือ อาณาบริเวณศึกษา คือ area studies

 

ผมรู้สึกว่าเป็นคนไทยก็จริง แต่ผมมีความรู้สึกว่า ผมเป็นพลเมืองโลกด้วย แล้วโลกของผมคือโลกของอุษาคเนย์ ซึ่งไม่ได้แปลว่าอยู่ในอุษาคเนย์(เอเชียตะวันออกเฉียงใต้)เท่านั้น เพราะถ้าเราดูกันจริงๆ สิ่งที่เรียกว่า Southeast Asian Studies ก็เป็นสิ่งซึ่งมหาอำนาจอเมริกาสร้างขึ้นมา ในช่วงสงครามเย็น ช่วงทศวรรษ 1950s

 

อเมริกาสร้างวิชาที่เกี่ยวกับ Southeast Asian Studies แล้วแตกลูกออกเป็น Thai studies ไทยศึกษา, อินโดนีเซียศึกษา เป็นอะไรต่ออะไรเยอะแยะเลย มันกลายเป็นสิ่งซึ่งคนตื่นเต้น

 

แล้วประเทศต่างๆ ถ้ามีอยู่แล้ว อย่างอดีตมหาอำนาจจักรวรรดินิยม อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส เขามีอยู่แล้ว เขาก็หันมาให้ความสนใจในการผลิตคนขึ้นมา

 

ตรงนี้เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ มันประหลาดตรงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อเมื่อผมใกล้จะเกษียณอายุราชการแล้ว เมื่อจะอายุ 60 ปี แล้ว แต่ก็ทำให้ผมมีชีวิตชีวาจนกระทั่งอายุ 80 ปียังได้สอนนักศึกษาปี 1

 

สงครามสหรัฐอเมริการ่วมมืออิสราเอลโจมตีอิหร่าน มาให้เห็นในปีที่อาจารย์ชาญวิทย์อยู่ในวัย 85 ปี

 

ชาญวิทย์: แม้ผมค่อนข้างคุ้นเคยกับอเมริกา แต่สงครามที่อเมริการ่วมมืออิสราเอลโจมตีอิหร่าน เป็นเรื่องซึ่งโดยส่วนตัวแล้วประเด็นเกี่ยวกับอิสราเอลกับอิหร่านผมไม่คุ้นเคยเลย

 

ในทัศนะของผม ผมมีความรู้สึกว่า ถ้าทรัมป์ ไม่สามารถยุติสงคราม การสู้รบยืดออกไป ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยในอเมริกา คือคนอเมริกัน รวมทั้งคนในโลกนี้จำนวนมากจะต่อต้านอเมริกา

 

ผมดูจากสงครามเวียดนาม จบลงด้วยอเมริกาแพ้ สิ่งที่ทำให้อเมริกาแพ้คือสงครามในบ้านนั่นแหละ มีคนประท้วง เอาดอกไม้มาปักผมเดินขบวนกัน ผมว่าคนรุ่นนั้นเป็นกำลังสำคัญมาก คนแบบนี้หาไม่ยากในอเมริกา ส่วนในเมืองไทยก็มีคนแบบนี้ แต่หายาก แล้วถูกปราบปรามได้ง่าย

 

มหาอำนาจของโลกมีวันเริ่มและมีวันสิ้นสุด เมื่อจบสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษทรุดลงไป ส่วนอเมริกาขึ้นมาแทน เป็นมหาอำนาจอันดับ 1 พอเอาปรมณูไปหย่อน 2 ลูกที่ญี่ปุ่น ก็ชนะสงคราม ความได้เปรียบของอเมริกาที่ขึ้นมาแทนอังกฤษ คือมีปรมณู เขาจึงไม่ต้องการให้ใครมี เราไม่รู้เกมนี้จะยาวเท่าไหร่

 

สมัยนั้นภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน จึงกลายเป็นภาษาของโลก แล้วอยู่จนถึงบัดนี้ แต่ช่วงสงครามเย็น มีสหภาพโซเวียต ดังนั้น USA จึงแข่ง USSR ซึ่งล่มไปเมื่อปลายคริตศตวรรษที่แล้ว สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต เมื่อแตกสลายก็กลายเป็นรัสเซียในปัจจุบัน และรัฐต่างๆ ที่ลงท้ายด้วย ‘สถาน’

 

เมื่อ USSR แพ้สมัยสงครามเย็น จีนก็ขึ้นมาแทน ตอนนี้อเมริกาจึงแข่งกับรัสเซีย จีน

 

แต่ถ้าเอาประวัติศาสตร์สงครามเย็นเข้ามาเทียบ อเมริกาอาจจะต้องทำสงครามกับคนทั้งข้างนอกและข้างในประเทศตัวเอง สิ่งที่ต่างจากเมืองไทยคือผมว่า ผู้นำอเมริกามีเทอมมีระยะเวลามีวาระ ไม่ได้อยู่ต่อตลอดไป

 

อเมริการ่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ทุกอย่างเหมือนกับระเบียบแบบแผนของโลกที่มีมา ถูกทำลายหมดเลยในกรณีการเมืองโลก

 

ย้อนไปในทศวรรษ 1960s-1970s ตอนสมัยที่มีขบวนการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ผมคุ้นมากๆ กับชื่อของอยาตอลเลาะห์ โคไมนี เพราะจะมีการเสนอข่าวในอเมริกาช่วงนั้น ผมกลับไปสอนหนังสือวิชา Southeast Asian History, University of California, Berkley, Santa Cruz 2521-2522 ในฐานะ Visiting Fellow ของมูลนิธิฟูลไบรท์

 

แล้วก็นั่งดูโทรทัศน์ พอค่ำๆ เราก็จะเห็นข่าว อยาตอลเลาะห์ โคไมนีเป็นข่าวน่าตื่นเต้น เพราะลี้ภัยอยู่ในปารีส แล้วใช้การอัดเทปคาสเซ็ตเล็กๆ มีแต่เสียง เทปคาสเซ็ตเป็นกระบวนการก่อนที่จะเกิดวิดีโอ ซึ่งเดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่คงไม่รู้จักคาสเซ็ตกันแล้ว เรารู้จักแต่โทรศัพท์มือถือที่สามารถถ่ายภาพและคลิปได้ (สมาร์ทโฟน)

 

ตอนนั้นผมไม่ได้ฟังคาสเซ็ต เราไม่ได้ลงไปลึกขนาดนั้นเพราะอาณาบริเวณศึกษา area studies ของผมจะอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผมไม่ใช่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงอย่างเช่นประชาชนชาวอิหร่าน ผมดูข่าวจากโทรทัศน์

 

ถ้าเทียบสมัยนั้นการอัดเสียงด้วยเทปคาสเซ็ต ก็คล้ายๆ โซเชียลมีเดียในปัจจุบันแต่จะมีแค่เสียง อยาตอลเลาะห์ โคไมนีอัดเสียงส่งไปอิหร่าน แล้วคนอิหร่านก็เอาไปฟังกันตอนนั้นมีวิทยุมาก่อนแล้ว ตอนหลังก็สมาร์ทโฟน อย่างที่เราเห็น สามารถทำทุกอย่างในสมาร์ทโฟนแล้ว เพราะฉะนั้น เทคโนโลยีเปลี่ยน ทำให้การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองก็พัฒนาไปด้วย

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising