KPMG หนึ่งใน Big Four บริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาระดับโลก ประกาศปลดพนักงานในธุรกิจที่ปรึกษาในสหรัฐฯ ราว 4% หรือประมาณ 400 คน เนื่องจากความต้องการบริการด้านกฎระเบียบและบริการอื่นๆ ที่ลดลง ตามรายงานจาก The Wall Street Journal และ Business Insider
ประเด็นสำคัญ
แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า บริษัทได้แจ้งพนักงานเมื่อวันพุธ (29 เมษายน) ที่ผ่านมา โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ การบริหารลูกค้า และบริการทางการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ความต้องการในตลาดชะลอตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ราวครึ่งหนึ่งของผู้ที่ถูกปลดเป็นที่ปรึกษาที่มีผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน และไม่มีหุ้นส่วน (Partner) คนใดได้รับผลกระทบจากการปลดในรอบนี้
ปัจจุบันธุรกิจที่ปรึกษาของ KPMG ในสหรัฐฯ มีพนักงานมากกว่า 10,000 คน จากจำนวนพนักงานทั่วโลกกว่า 276,000 คน โดยบริษัทกำลังเผชิญกับความต้องการบริการที่ปรึกษาบางประเภทที่ลดลง รวมถึงอัตราการลาออกโดยสมัครใจที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ หลังจากที่ได้จ้างพนักงานเกินจำนวนในช่วงการระบาดของโควิด
การที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่อนคลายกฎระเบียบในหลายภาคส่วน ส่งผลให้ความต้องการบริการที่ปรึกษาด้านการกำกับดูแลของลูกค้ากลุ่มธนาคารและบริการทางการเงินลดลง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อธุรกิจที่ปรึกษาในภาพรวม
ปลดหุ้นส่วนผู้สอบบัญชี 10% พร้อมเดินหน้าลงทุน AI
ก่อนหน้านี้ KPMG ยังได้ประกาศแผนปลดหุ้นส่วนในธุรกิจตรวจสอบบัญชีในสหรัฐฯ ราว 10% หรือประมาณ 100 คน โดยบางส่วนเป็นการลาออกโดยสมัครใจเพื่อเกษียณก่อนกำหนด ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นการปรับจำนวนหุ้นส่วนให้สอดคล้องกับขนาดของธุรกิจ ไม่ใช่เพราะปัญหาด้านผลงานรายบุคคล
โดยหุ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบจะได้รับชดเชยทางการเงินและการสนับสนุนในการหางานใหม่
อย่างไรก็ตาม KPMG ยืนยันว่าธุรกิจที่ปรึกษาในบางส่วนยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะด้านการทำธุรกรรม กลยุทธ์ และปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเดินหน้าจ้างงานในตำแหน่งสำคัญ เช่น วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่สนับสนุนการทรานส์ฟอร์มสู่ AI ความปลอดภัยไซเบอร์ และบริการ Managed Services
ต้นปีที่ผ่านมา KPMG เปิดตัวโครงการ AI Spark Innovation Awards ในธุรกิจที่ปรึกษา โดยมอบรางวัลเป็นเงินสดให้กับที่ปรึกษาที่นำ AI มาใช้สร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่น พร้อมเปิดตัวแดชบอร์ดที่ให้พนักงานเห็นว่าเพื่อนร่วมงานใช้ AI อย่างไรและกำหนดเป้าหมายการใช้งานของตนเองได้
ขณะที่บริษัทคู่แข่งอย่าง Boston Consulting Group ซึ่งมีอัตราการใช้ AI สูงถึง 90% ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้นำตัวชี้วัดการใช้ AI มาผนวกเข้ากับการประเมินผลงานพนักงานแล้ว
ทิม วอลช์ ประธานและซีอีโอของ KPMG สหรัฐฯ ระบุว่าพนักงาน “ต้องนำเครื่องมือที่จัดเตรียมไว้ให้มาใช้งาน เพราะนี่คือสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จในอนาคต”
Deloitte ลดสวัสดิการ ลาคลอด-วันลา-เงินช่วยทำเด็กหลอดแก้ว
ขณะเดียวกัน Business Insider รายงานเมื่อกลางเดือนเมษายนว่า Deloitte อีกหนึ่งบริษัทใน Big Four มีแผนลดสวัสดิการสำคัญหลายรายการสำหรับพนักงานบางกลุ่ม
โดยเอกสารภายในและบันทึกการประชุมที่ Business Insider ได้รับ ระบุว่าจะมีการลดหรือยกเลิกสวัสดิการลาคลอด วันลาประจำปี (PTO) แผนเงินบำนาญ และเงินช่วยเหลือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) สำหรับพนักงานในกลุ่ม Center ซึ่งครอบคลุมงานสนับสนุนภายในองค์กร เช่น งานธุรการ, ฝ่ายไอที และฝ่ายการเงิน
การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 แต่ยังไม่ชัดเจนว่ามีพนักงานได้รับผลกระทบกี่คน โดย Deloitte มีพนักงานในสหรัฐฯ ราว 181,000 คน
โฆษกของ Deloitte ชี้แจงว่าบริษัทกำลังปรับโครงสร้างด้านบุคลากรเพื่อให้สวัสดิการสอดคล้องกับมาตรฐานในตลาด
รายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงคือพนักงานในกลุ่ม Center จะได้รับวันลาเพื่อครอบครัวแบบรับเงินสูงสุด 8 สัปดาห์ และวันลา 18-25 วันตามอายุงานและตำแหน่ง รวมถึงจะหยุดสะสมเงินบำนาญหลังวันที่ 31 ธันวาคม
นอกจากนี้พนักงานในส่วน Enterprise Solutions ที่อยู่ในกลุ่ม Center จะถูกลดวันลาเพื่อครอบครัวลงครึ่งหนึ่งจาก 16 สัปดาห์เหลือ 8 สัปดาห์ และยกเลิกเงินช่วยเหลือสำหรับการรับบุตรบุญธรรมและการทำเด็กหลอดแก้ว 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.63 ล้านบาท)
ภาพสะท้อนตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป
ราวิน เจซูธาซาน ผู้เชี่ยวชาญด้านอนาคตของการทำงานและผู้นำระดับโลกของ Mercer Transformation Services ระบุว่ามีลูกค้าหลายรายกำลังพิจารณาลดต้นทุน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน โดยกำลังพิจารณาต้นทุนแรงงานในแต่ละด้านอย่างละเอียด และ “สวัสดิการที่พนักงานไม่ได้ใช้เต็มที่ มักเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกตัด”
ปีเตอร์ คาเปลลี ศาสตราจารย์ด้านการจัดการและผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรมนุษย์ของ Wharton Business School มองว่าบริษัทต่างๆ “เข้มงวดมากขึ้นในทุกด้าน” ทั้งการปลดพนักงานและการเพิ่มภาระงาน “การลดและบีบรัดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะธุรกิจกำลังมีปัญหา แต่ดูเหมือนว่าเมื่อตลาดแรงงานหย่อนตัว บริษัทรู้สึกว่าทำได้”
ทั้งนี้รายได้ของ Deloitte ในสหรัฐฯ ปีล่าสุด (สิ้นสุด 31 พฤษภาคม 2025) อยู่ที่ 35,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.16 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้า แต่บริษัทก็เผชิญความท้าทายในธุรกิจหลักทั้งการตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษา จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก AI ขณะที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐได้รับผลกระทบจากนโยบาย DOGE ของรัฐบาลทรัมป์ที่เข้มงวดเรื่องสัญญาจ้างที่ปรึกษา
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.64 บาท ณ วันที่ 30 เมษายน 2569
ภาพ: ภาพ : Walter Cicchetti / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.wsj.com/cfo-journal/kpmg-to-lay-off-4-of-u-s-advisory-workforce-ed166153
- https://www.businessinsider.com/kpmg-laying-off-4-of-advisory-team-slowing-demand-2026-4
- https://www.wsj.com/cfo-journal/kpmg-cutting-10-of-u-s-audit-partners-after-voluntary-retirement-push-falls-short-5fd0d005
- https://www.businessinsider.com/deloitte-cuts-down-benefits-for-some-workers-big-four-ai-2026-4

