คริสเตียน เทอร์เนอร์ (Christian Turner) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสหรัฐอเมริกา เผชิญเหตุคลิปเสียงหลุดที่สะเทือนการพบปะระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 หลังระบุว่า สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์พิเศษ (Special Relationship) กับอิสราเอลเพียงชาติเดียวในโลก ไม่ใช่อังกฤษ
ทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ พูดอะไร?
Financial Times รายงานความเห็นของเทอร์เนอร์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสหรัฐฯ คนใหม่ ซึ่งดำรงตำแหน่งแทน ปีเตอร์ แมนเดลสัน (Peter Mandelson) อดีตนักการทูตที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง หลังมีส่วนเกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรค้ามนุษย์และล่วงละเมิดทางเพศ
ในบันทึกเสียงที่รั่วไหล เทอร์เนอร์กล่าวกับนักเรียนระดับมัธยมปลายอังกฤษที่เดินทางมาเยือนสหรัฐฯ ว่า คำว่า ‘ความสัมพันธ์พิเศษ’ หรือ Special Relationship เป็นวลีที่เขาพยายามไม่เอ่ยออกมา เพราะถวิลหาอดีต ดูถอยหลังเข้าคลอง และมีภาระติดตัวในความสัมพันธ์อังกฤษ-สหรัฐฯ
“ผมคิดว่า อาจจะมีอยู่ประเทศเดียวที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐฯ และนั่นอาจจะเป็นอิสราเอล”
อย่างไรก็ตาม เทอร์เนอร์ได้เน้นย้ำถึงแง่มุมบวกของความสัมพันธ์ว่า สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรมีประวัติศาสตร์และความผูกพันลึกซึ้งร่วมกัน โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมาก ซึ่งที่ผ่านมา มีบางสิ่งที่เคยทำร่วมกันในแบบที่ไม่มีประเทศอื่นใดทำตาม
เทอร์เนอร์กล่าวว่า ตนไม่เชื่อว่า สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ กำลังอยู่ในจุดแตกหัก แต่ความสัมพันธ์ทวิภาคีมาถึงจุดสิ้นสุดแห่งยุคสมัยแล้วแน่นอน เพราะยุโรปจะพึ่งพาสหรัฐฯ อย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป
“ความสัมพันธ์พิเศษจะดำเนินต่อไป หากมีความต้องการ แต่มันจะต้องแตกต่างออกไป” เขากล่าวเสริมว่า รัฐบาลต้องประเมินอย่างชัดเจนว่า สหราชอาณาจักรมีอะไรไปเสนอเป็นข้อต่อรองบ้าง
น่าสนใจว่า เทอร์เนอร์ยังพูดคดีเอปสตีนไฟล์ว่า ไม่ธรรมดาเลยที่ใครในสหรัฐฯ ไม่ได้รับผลกระทบจากคดีที่ใหญ่หลวง แต่กลับทำให้บุคคลระดับสูงของอังกฤษต้องตกต่ำลง เช่น แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรือแมนเดลสัน พร้อมย้ำว่า พรรคแรงงานอาจตัดสินใจถอดถอน เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ออกจากตำแหน่ง หลังการเลือกตั้งท้องถิ่นสิ้นสุดลง
อนึ่ง Special Relationship คือศัพท์ในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ใช้อธิบายถึงความสัมพันธ์พิเศษและแนบแน่นระหว่างสหรัฐฯ กับอังกฤษ เช่น การมีประวัติศาสตร์และค่านิยมร่วมกัน โดย วินสตัน เชอร์ชิลล์ อดีตผู้นำอังกฤษ ใช้คำนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
ปฏิกิริยาจากทางการอังกฤษและแวดวงนักการทูต
แจ็ค สตรอว์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษระบุว่า เทอร์เนอร์พูดถูกว่า อิสราเอลมีความสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ อุดหนุนงบประมาณทางทหารของอิสราเอล พร้อมยังระบุด้วยว่า เขารู้สึก ‘ไม่สบายใจ’ ที่ใช้วลีนี้ และอยากเห็นคำนี้ถูกโยนทิ้งลงถังขยะไป
ขณะที่ ลอร์ด คิม ดาร์รอค (Kim Darroch) อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษให้สัมภาษณ์กับ
BBC โดยเรียกไฟล์เสียงที่หลุดออกมานี้ว่า เป็น ‘การหักหลัง’ และ ‘ทำลายความไว้วางใจ’ ของสหรัฐฯ อย่างร้ายแรง แต่เขาเห็นด้วยกับประเด็นอิสราเอล พร้อมย้ำว่า นี่คือบทสนทนาที่พูดกันตามทางเดินทั่วรัฐสภาเวสต์มินสเตอร์อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษออกแถลงการณ์ทิ้งท้ายว่า เทอร์เนอร์แสดงความคิดเห็นส่วนตัวและไม่เป็นทางการ โดยกล่าวกับกลุ่มนักเรียนมัธยม ซึ่งไม่ได้สะท้อนถึงจุดยืนของรัฐบาลสหราชอาณาจักรแต่อย่างใด
ทั้งนี้ รายงานท่าทีของเทอร์เนอร์ออกมาในวันที่ 28 เมษายน ซึ่งคิงชาร์ลส์และสมเด็จพระราชินีคามิลลากำลังเสด็จเยือนสหรัฐฯ เป็นเวลา 4 วัน ทำให้เกิดความกังวลว่า ทุกอย่างอาจไม่ราบรื่นเท่าที่ควร
อย่างไรก็ดี คิงชาร์ลส์ทรงมีพระราชดำรัสต่อสภาคองเกรส โดยชื่นชมความสัมพันธ์สหรัฐฯ และอังกฤษว่า ‘พิเศษ’ และมีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน
ภาพ: Julia Demaree Nikhinson / Reuters
อ้างอิง:
- https://edition.cnn.com/2026/04/28/world/us-special-relationship-israel-uk-ambassador-turner-intl
- https://www.bbc.com/news/articles/c1l25qd43nro
- https://www.georgewbushlibrary.gov/research/topic-guides/us-uk-special-relationship


