เวลานี้ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงภาระค่าครองชีพที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายจ่ายของประชาชนทุกคน นั่นทำให้เรื่องราคาน้ำมันกำลังเป็นหัวข้อหลักในทุกบทสนทนาของทุกวันนี้ และหนึ่งในประเด็นที่ถกเถียงกันคือเรื่องค่าการกลั่น (Gross Refining Margin – GRM) ที่ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในช่วงเวลาวิกฤตด้านพลังงานนี้
THE STANDARD ชวนผู้อ่านมาร่วมเจาะลึกโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงต่อลิตรที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบใดบ้าง เพื่อทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อราคาน้ำมันที่เราเติมอยู่ในปัจจุบัน และสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงราคา
น้ำมัน 1 ลิตร มีค่าอะไรบ้าง?
ราคาน้ำมัน 1 ลิตรที่เราจ่ายหน้าปั๊มไม่ได้มีแค่ค่าตัวน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ส่วนหลักที่นำมารวมกัน คือ
- ต้นทุนเนื้อน้ำมัน (ราคา ณ โรงกลั่น) ซึ่งราคาตรงนี้จะอิงตามตลาดสิงคโปร์
- ภาษีและกองทุนต่างๆ (ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ช่วยพยุงราคา และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน) ซึ่งรัฐเป็นผู้จัดเก็บเพื่อบริหารประเทศและรักษาเสถียรภาพพลังงาน
- ค่าการตลาด เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ใช้ในการขายน้ำมันที่สถานีบริการ อาทิ ค่าพนักงาน ค่าน้ำไฟ ค่าส่วนลดโปรโมชัน ของเจ้าของสถานีบริการและผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งไม่ใช่กำไรสุทธิ
ด้วยโครงสร้างดังกล่าว แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกหรือราคาหน้าโรงกลั่นจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ราคาขายปลีกในประเทศไม่ได้สะท้อนการปรับลดในอัตราเดียวกัน เนื่องจากยังมีองค์ประกอบอย่างภาษี กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาดที่ไม่ได้เคลื่อนไหวตามกลไกตลาดโลกโดยตรง
ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin – GRM) คืออะไร?
สิ่งที่กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคมเวลานี้คือ “ค่าการกลั่น” ของโรงกลั่น เราจะมาทำความเข้าใจตรงนี้กันเพิ่ม
ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin – GRM) คือ ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป (เช่น เบนซิน ดีเซล) กับราคาน้ำมันดิบ หากให้เปรียบเทียบ ก็เปรียบได้กับการทำน้ำส้มคั้นที่ส่วนต่างคือราคาน้ำส้มที่ขายได้หักลบกับราคาผลส้มที่ซื้อมานั่นเอง

ทั้งนี้ หลายคนมีความเข้าใจว่าค่าการกลั่นนั้นคือกำไรสุทธิของโรงกลั่น แต่ค่าการกลั่นเป็นเพียง “กำไรขั้นต้น” ที่ยังต้องนำไปหักลบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ จึงจะออกมาเป็นกำไรที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่น
นอกจากนี้ ค่าการกลั่นยังผันผวนขึ้นลงตามกลไกความต้องการและกำลังการผลิตของตลาดโลก (โดยเฉพาะตลาดสิงคโปร์) เป็นหลัก ด้วยโครงสร้างดังกล่าว ทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (ROIC) ก็จะผันผวนตาม
โรงกลั่นน้ำมันฟันกำไรจากค่าการกลั่น?
ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของ Yuanta ระบุตัวเลขที่น่าสนใจว่า ปี 2025 และไตรมาสแรกของปี 2026 กำไรของธุรกิจโรงกลั่นต่อลิตร (เมื่อไม่รวมกำไรจากสต็อกน้ำมันและการทำ Hedging) อยู่ที่ระดับ 0.3 – 0.7 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเมื่อเทียบกับกำไรต่อลิตรของธุรกิจอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน
ตัวเลขค่าการกลั่นที่ดูเหมือนจะปรับตัวสูงขึ้นในบางช่วงเวลา มักจะถูกชดเชยด้วย “ต้นทุนแฝง” หรือต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ซึ่งบางรายการไม่อยู่ในการคำนวณของภาครัฐ ต้นทุนเหล่านี้ประกอบไปด้วย
- ค่าขนส่งที่แพงขึ้นจากภาวะอุปทานเรือในตลาดขาดแคลนและการต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ
- ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) จากข้อจำกัดด้านอุปทานในตะวันออกกลาง
- ค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
- ค่าพลังงานที่ใช้ในกระบวนการกลั่นซึ่งปรับตัวสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวราคาน้ำมันดิบ
เมื่อพิจารณาจากตัวเลขกำไรสุทธิของธุรกิจโรงกลั่นที่ต่ำกว่า 1 บาทต่อลิตร ควบคู่ไปกับแนวทางที่เคยมีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นถึง 2 บาทต่อลิตรในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงปัจจุบันมีการกำหนดอัตราปรับลดราคา ณ โรงกลั่นใหม่สำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 เป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงวันที่ 24 เม.ย.- 9 พ.ค. 69 ปรับลด 5.00 บาท/ลิตร ช่วงวันที่ 10 – 19 พ.ค. 69 ปรับลด 3.00 บาท/ลิตร
ทำให้เกิดหนึ่งในคำถามสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ว่า การดึงส่วนต่างราคาจากธุรกิจต้นน้ำในระดับดังกล่าวนี้ มีพื้นฐานอยู่บนสมมติฐานของความสามารถในการรองรับต้นทุนที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทางธุรกิจหรือไม่
ใครแบกต้นทุนอะไรบ้างในห่วงโซ่น้ำมัน?
- โรงกลั่นน้ำมัน
จุดเริ่มต้นของน้ำมันสำเร็จรูปที่ต้องรับน้ำมันดิบมาผ่านกระบวนการซับซ้อนในหอกลั่น เพื่อแยกเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นอกเหนือจากเงินลงทุน (CAPEX) ในระดับแสนล้านบาทที่เป็นต้นทุนจมแล้ว โรงกลั่นยังมีภาระการเดินเครื่องจักรตลอด 24 ชั่วโมง ผนวกกับ “ความเสี่ยงด้านเวลา” ที่ซับซ้อนมากในห่วงโซ่การผลิต เนื่องจากการจัดหาต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถปรับตัวตามราคาตลาดได้ทันทีเหมือนธุรกิจปลายน้ำ
- ผู้ค้าส่งน้ำมันหรือ Jobber
ตัวแทนจำหน่ายที่ซื้อน้ำมันล่วงหน้าจำนวนมากจากบริษัทน้ำมันรายใหญ่ แล้วขายต่อให้ลูกค้าที่รถขนส่งบริษัทแม่เข้าไม่ถึง เช่น ปั๊มอิสระ โรงงาน ไซต์ก่อสร้าง และเกษตรกร โดยต้นทุนที่ผู้ค้าส่งจะแบกรับคือความเสี่ยงเครดิตผู้ค้า ต้นทุนการขนส่ง และส่วนต่างกำไรที่ผันผวนตามราคาน้ำมันในลักษณะซื้อมาขายไป
- สถานีบริการน้ำมัน
ปลายทางสุดท้ายที่ผู้บริโภคอย่างเราไปใช้บริการ น้ำมันจะถูกเก็บไว้ในถังใต้ดินและสูบขึ้นมาผ่านตู้จ่าย ซึ่งรายได้หลักของสถานีมาจาก “ค่าการตลาด” ซึ่งต้องนำไปหักลบกับค่าเช่าที่ ค่าน้ำไฟ และค่าจ้างพนักงาน และปัจจุบัน ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันก็มีรายได้ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันเพื่อเสริมกำไรของธุรกิจน้ำมันที่บางลงและถูกควบคุมโดยรัฐ เช่น ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร พื้นที่ให้เช่า นั่นทำให้ต้นทุนแบกไว้ของสถานีฯคือ ค่าดำเนินการรายวันในการจัดการภายในสถานีบริการน้ำมันนั่นเอง
ข้อสังเกตมิติความเสี่ยงในด้านราคาของห่วงโซ่น้ำมัน
เมื่อพิจารณาการบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมน้ำมัน จะพบว่าแต่ละธุรกิจมีโครงสร้างการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ลักษณะและจังหวะของการรับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกไม่เหมือนกัน
ในส่วนของธุรกิจค้าปลีก สถานีบริการน้ำมัน และผู้ค้าส่ง (Jobber) การดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการซื้อและจำหน่ายในรอบระยะเวลาค่อนข้างสั้น ทำให้สามารถปรับตัวตามราคาตลาดได้ค่อนข้างรวดเร็วในเชิงการบริหารสต็อก และสถานีบริการอาจหารายได้ทดแทนจากกลุ่มธุรกิจ Non-oil อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกลุ่มนี้ยังคงเผชิญความเสี่ยงในด้านอื่น ๆ
ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นมีลักษณะการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้า ซึ่งมีระยะเวลาการขนส่งและผลิต (Lag-time) ส่งผลให้มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น ความเสี่ยงจากมูลค่าสต็อก (Stock Loss) ในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับลดลง นอกจากนี้ ต้นทุนบางส่วน เช่น ค่าขนส่ง ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ และต้นทุนทางการเงิน อาจปรับเปลี่ยนไปตามภาวะตลาดโลกและปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมต้นทุนทั้งหมดแล้วถือเป็นต้นทุนที่สูงเช่นกัน

ในเชิงโครงสร้าง ธุรกิจแต่ละส่วนในห่วงโซ่น้ำมันมีรูปแบบต้นทุนและแหล่งรายได้ที่แตกต่างกัน ธุรกิจโรงกลั่นมีลักษณะใช้เงินลงทุนสูง และรายได้ขึ้นอยู่กับส่วนต่างราคาน้ำมัน ขณะที่ธุรกิจปลายน้ำ เช่น สถานีบริการน้ำมัน มีรายได้จากทั้งการจำหน่ายน้ำมันและธุรกิจเสริม (Non-oil) ซึ่งช่วยกระจายแหล่งรายได้ในอีกมิติหนึ่ง
ความท้าทายระยะยาวเชิงนโยบายพลังงาน
ภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจในแต่ละส่วนของห่วงโซ่น้ำมันมีความแตกต่างกันทั้งในด้านโมเดลธุรกิจและโครงสร้างความเสี่ยง ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันมีลักษณะการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นจากรอบการซื้อขายที่สั้น และมีการขยายรายได้ไปยังธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-oil) ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง และผลประกอบการขึ้นอยู่กับส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นสำคัญ ซึ่งโดยลักษณะธุรกิจอาจส่งผลให้ตัวชี้วัดอย่าง ROA และกำไรสุทธิต่อลิตรอยู่ในระดับที่แตกต่างจากธุรกิจปลายน้ำ
อีกประเด็นหนึ่งที่มีบทบาทต่อราคาน้ำมันในประเทศ คือโครงสร้างราคาขายปลีกซึ่งไม่ได้อิงเฉพาะราคาตลาดโลกหรือราคาหน้าโรงกลั่น แต่รวมถึงนโยบายภาครัฐผ่านภาษีและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารเสถียรภาพราคาและดูแลค่าครองชีพของประชาชน ในขณะเดียวกัน กลไกดังกล่าวก็อาจส่งผลต่อภาระต้นทุนและสภาพคล่องของผู้ประกอบการในบางช่วงเวลา
นอกจากนี้ ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของ Yuanta ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลกว่าความผันผวนราคาน้ำมันคือ “ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย” การแทรกแซงราคาที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลไกตลาด เกิดเป็น Policy Risk ที่ทำให้นักลงทุนในระยะยาวตั้งคำถามกับนโยบาย เมื่ออุตสาหกรรมขาดความแน่นอน การพัฒนาโรงกลั่นหรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดอาจชะงัก และขีดความสามารถประเทศอาจเจอความท้าทายในเชิงการแข่งขันและความมั่นคงทางพลังงาน
ส่วนของราคาขายปลีกที่ลดช้ากว่าตลาดโลก ส่วนหนึ่งมาจากบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้เป็นกลไกดูดซับความผันผวน โดยช่วงราคาสูง กองทุนจะช่วยชะลอผลกระทบ และเมื่อราคาลดลง ก็จะมีการจัดเก็บเงินคืนเพื่อลดหนี้สะสม ทำให้การปรับราคาเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ ต้นทุนของผู้ประกอบการก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา
สุดท้าย ความท้าทายของอุตสาหกรรมน้ำมันจึงไม่ได้อยู่ที่ความผันผวนของราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการปรับตัวต่อทิศทางนโยบายพลังงานและการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานรูปแบบใหม่ การทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุน กลไกราคา และบทบาทของแต่ละภาคส่วน อาจช่วยให้การออกแบบนโยบายสามารถสร้างสมดุลระหว่างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและผลกระทบต่อผู้บริโภคได้มากขึ้น


