วันนี้ (29 เมษายน) เวลา 09.08 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีได้เรียกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อาทิ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขึ้นไปประชุมบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรับฟังรายงานการสรุปเนื้อหา
จากนั้นในเวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 (ครั้งที่ 175) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงคมนาคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ เป็นต้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งแรกของปี ซึ่งทุกท่านคงทราบดีว่า เรามีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อ อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอน และสถานการณ์มีความผันผวนตลอดเวลา จึงทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลกด้วย ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนได้รับผลกระทบเช่นกัน
ในการนี้ รัฐบาลจึงได้มีการออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จำนวน 5 ฉบับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
ที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงาน และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้บริหารราคาให้เพียงพอและอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม
ในวันนี้จึงมีการประชุมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนในระยะยาว ซึ่งจะมีการพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
- ให้กระทรวงพลังงานเร่งรัดเสนอแผนปฏิบัติการด้านพลังงาน พ.ศ. 2567-2580 เป็นแผนพลังงานแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางในการดำเนินการด้านพลังงานของประเทศ
- ขอให้กระทรวงพลังงานศึกษามาตรการในการให้เอกชนสามารถทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง โดยเปิดให้บุคคลที่สามใช้ระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมในวันนี้จะมีการพิจารณาอีกสองเรื่อง คือ การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย รวมถึงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน
ในส่วนนี้จะต้องสร้างความชัดเจน เนื่องจากมีการพูดคุยและให้สัมภาษณ์บูลลี่จากกลุ่มมวลชนและนักวิชาการ ในลักษณะว่าคนใช้ไฟฟ้ามากอุ้มคนใช้ไฟฟ้าน้อย แต่ในความเป็นจริงต้องแยกประเด็นว่าเป็นเรื่องของการใช้ไฟในบ้าน ไม่ใช่ผู้ประกอบการ ซึ่งไม่ได้อยู่ในแพ็กเกจนี้
ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้ ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงแถลงข่าวให้ประชาชนรับทราบ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
จากนั้น เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ว่า ได้มีการประชุมและมีมติออกมา 2 เรื่อง
เรื่องแรกคือการส่งเสริมการติดโซลาร์รูฟ โดยใช้หลังคาผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะมีการลดขั้นตอนตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะลดขั้นตอนให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเป็นวันสต็อปเซอร์วิส (One Stop Service) นอกจากนี้ หากประชาชนรายใดผลิตไฟฟ้าได้เกินความต้องการใช้ รัฐจะรับซื้อคืนในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย โดยจะเริ่มเปิดให้เสนอขายไฟฟ้าได้หลังเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป
จากเดิมทั่วประเทศมีการรับซื้ออยู่ไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ ซึ่งการประชุม กพช. ครั้งล่าสุดได้ขยายเพิ่มเป็น 500 เมกะวัตต์ มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี หากเต็มก็จะพิจารณาเพิ่มขึ้นอีก โดยรัฐบาลมีความตั้งใจส่งเสริมให้ประชาชนใช้โซลาร์รูฟเพื่อใช้เองและจำหน่ายไฟฟ้าให้มากที่สุด
เรื่องที่ 2 ที่ประชุมเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป จะใช้อัตราก้าวหน้าที่สะท้อนต้นทุน และส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ จะดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 พร้อมกำกับดูแลการชดเชยและอุดหนุนรายได้ระหว่างผู้รับใบอนุญาตให้เป็นธรรม โดยคำนึงถึงสถานะทางการเงินของแต่ละราย
สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟ 500 หน่วย ค่าเฉลี่ยจะถูกลงจากเดิม โดยตามตัวเลขคาดการณ์ หากใช้ไฟ 500 หน่วย จะคำนวณโดย 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาทต่อหน่วย ส่วนหน่วยที่เหลือจะคิดตามอัตราก้าวหน้า เมื่อรวมแล้วค่าไฟจะลดลงเล็กน้อยหรือใกล้เคียงเดิม
ทั้งนี้ หากใช้ไฟ 200 หน่วย จะมีค่าไฟลดลงประมาณ 20% และหากใช้ไฟ 400 หน่วย จะลดลงประมาณ 10% ขณะที่ผู้ใช้ไฟ 500 หน่วย ก็จะมีค่าไฟลดลงเช่นกัน โดยทั้งหมดเป็นการคิดค่าไฟแบบขั้นบันได
นอกจากนี้ จะนำเงินจาก Bypass Gas ประมาณ 369 ล้านบาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft งวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ตามมติ ครม.







