วันนี้ (29 เมษายน) เวลา 10.55 น. ที่ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 4) ซึ่งมี วิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้มีการพิจารณากระทู้ถามสดโดย ประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตห้วยขวาง เกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างเขื่อนและระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่เขตห้วยขวางที่เกิดความล่าช้า
ประพฤทธ์ ได้ตั้งข้อซักถามถึง โครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กและประตูระบายน้ำคลองลาดพร้าว คลองบางบัว คลองถนน คลองสอง และคลองบางซื่อ (จากบริเวณเขื่อนเดิมอุโมงค์ยักษ์พระราม 9-รามคำแหง ไปยังประตูระบายน้ำคลองสายใต้) ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มมาตั้งแต่ก่อนสมัยการดำรงตำแหน่งของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่าประชาชนในพื้นที่ริมคลองที่ได้รับผลกระทบมีความวิตกกังวลว่าโครงการดังกล่าวจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ เนื่องจากพื้นที่หลังแนวตลิ่งมีการก่อสร้างโครงการ ‘บ้านมั่นคง’ และมีการไล่รื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนเดิม ทำให้ชาวบ้านต้องการความชัดเจนเพื่อวางแผนการใช้ชีวิต
ต่อประเด็นดังกล่าว ชัชชาติ ได้ชี้แจงว่า พื้นที่เขตห้วยขวางมีความหนาแน่นของประชากรและมีคลองหลายสาย กทม. จึงมีโครงการด้านการระบายน้ำหลายโครงการ สำหรับโครงการก่อสร้างเขื่อนที่ถูกตั้งคำถามนั้น เป็นโครงการที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 100% โดยมีการประกวดราคาครั้งที่สองไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ทว่าผู้รับเหมาที่ชนะการประกวดราคากลับมีประวัติการทำงานล่าช้าและทิ้งงานใน 2 โครงการอื่น ทำให้ กทม. ขาดความมั่นใจและประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการทิ้งงานซ้ำ ปัจจุบัน กทม. กำลังทำเรื่องประสานไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อขอยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมารายดังกล่าว และอยู่ระหว่างรอการตอบกลับ
นอกจากนี้ ประพฤทธ์ ยังได้สอบถามถึง โครงการก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียเขตห้วยขวาง วงเงินงบประมาณ 1,484 ล้านบาท (ระยะเวลาสัญญา 10 ตุลาคม 2567-24 กันยายน 2570) ซึ่งพบว่าไม่มีความคืบหน้าใดๆ นอกจากการลงพื้นที่สำรวจ ทั้งที่มีการเบิกจ่ายเงินล่วงหน้า (Advance Payment) ไปแล้วถึงร้อยละ 10
โดยชัชชาติ ยอมรับว่าผู้รับจ้างโครงการนี้เป็นรายเดียวกับโครงการก่อสร้างเขื่อน ซึ่งปัจจุบันระยะเวลาสัญญาผ่านไปแล้วกว่าร้อยละ 50 และตามแผนงานควรมีความคืบหน้าร้อยละ 19 แต่ในความเป็นจริงผลงานยังคงเป็นศูนย์ (0%) ที่ผ่านมา กทม. ได้ส่งหนังสือเร่งรัดไปแล้วถึง 7 ฉบับ และทวงถามความก้าวหน้า 11 ครั้ง ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างกระบวนการยกเลิกสัญญา เพื่อจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ และเตรียมฟ้องร้องเรียกคืนค่าเสียหายจากผู้รับจ้างเดิม
ในช่วงท้าย ประพฤทธ์ ได้ติดตามความคืบหน้าของ โครงการปรับปรุงเขื่อนเดิมคลองน้ำแก้ว ซึ่งเคยสอบถามไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว และได้รับการยืนยันว่าจะเร่งรัดให้ผู้รับจ้างกลับมาทำงานโดยเร็วที่สุด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครชี้แจงว่า โครงการนี้มีการขยายระยะเวลาสัญญาออกไปจำนวนมากในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้รับจ้างละทิ้งงาน ปัจจุบันโครงการมีความก้าวหน้าเพียงร้อยละ 66.03 ซึ่งถือว่าล่าช้าอย่างมาก และแม้ กทม. จะเร่งรัดแล้วแต่ผู้รับจ้างก็ยังไม่กลับเข้ามาทำงาน จึงอยู่ในขั้นตอนการยกเลิกสัญญาเช่นเดียวกัน
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ระบุว่า จะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาทั้งหมดเพื่อเตรียมรับมือกับฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง พร้อมเน้นย้ำถึงบทเรียนสำคัญว่า “กระบวนการคัดเลือกผู้รับเหมาต้องคำนึงถึงคุณภาพ หากเปิดกว้างมากเกินไปแล้วผู้ที่เข้ามาแข่งขันไม่มีคุณภาพเพียงพอ ท้ายที่สุดก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม”


