×

เปิดเบื้องลึกแรงงานไทย เศรษฐกิจทรุด ต่างด้าวขาดรุนแรง ธุรกิจหั่นโอที ของแพง ‘ค่าแรงเท่าเดิม’ หนักสุดในรอบ 5 ปี

29.04.2026
  • LOADING...
ภาพหญิงสาวท่าทางเครียดเศร้ากำลังนั่งอยู่คนเดียวในกล่อง สื่อถึงความกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดตัวและค่าครองชีพสูง

เศรษฐกิจไทยทรุด กำลังซื้อเปราะบาง! เผยมูลค่าใช้จ่ายวันแรงงานปีนี้ 2569 ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังรายได้ไม่เพิ่ม ธุรกิจทยอยลดโอที ลดงานเสริม คนไทย “ลดรายจ่าย ใช้เท่าที่มี”

 

 
 

พร้อมเผยผลสำรวจแรงงานไทยปีนี้ พบว่า มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงเกือบ 5 แสนบาท ส่วนใหญ่กู้มาเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและชำระหนี้เก่า นักวิชาการเตือน GDP ปีนี้โตต่ำ 1.1-1.5% เซ่นวิกฤตน้ำมัน ความปั่นป่วนภูมิรัฐศาสตร์

 

เม็ดเงินใช้จ่ายวันแรงงานปี 2569 ติดลบในรอบ 5 ปี

 

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมการใช้จ่ายในช่วงวันแรงงานปีนี้สะท้อนชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ใน ‘ภาวะชะลอตัว’ โดยเฉพาะพฤติกรรมการจับจ่ายของประชาชน ที่ลดลงต่อเนื่องจากช่วงสงกรานต์

 

ทั้งนี้ หากนับเฉพาะการใช้จ่ายในช่วงวันแรงงาน ไม่รวมวันหยุดยาวต่อเนื่อง พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีแนวโน้มท่องเที่ยวน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ส่งผลให้มูลค่าการใช้จ่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 2,100 ล้านบาท ลดลง 3% ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี และเป็นระดับการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ระดับการใช้จ่ายดังกล่าวยังไม่ได้ปรับลดลงอย่างรุนแรงมากนัก แต่สะท้อนให้เห็นว่าประชาชน ‘รัดเข็มขัด’ การใช้เงินมากขึ้น จากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ ราคาพลังงาน และสถานการณ์ต่างประเทศ

 

แม้ปัจจัยบวกสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจยังไม่ทรุดแรง คือสถานการณ์สงครามยังไม่ได้รุนแรงเกินกว่ากรอบที่ประเมินไว้ โดยหากราคาน้ำมันไม่พุ่งทะลุระดับ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายภายใน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบที่ประเมินไว้

 

ห่วงเศรษฐกิจไทยปีนี้หดตัว GDP โตในกรอบ 1.1-1.5%

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้การเจรจารอบ 2 ที่ปากีสถานยังไม่สามารถตกลงเงื่อนไขกันได้ แต่ยังไม่เห็นท่าทีของการยกระดับการปะทะรุนแรง และยังมีช่องทางการเจรจาอยู่ จึงทำให้ความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกยังไม่หลุดจากกรอบประเมินเดิม โดยยังคงประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวในกรอบ 1.1-1.5% ชะลอลงจากเดิมที่เคยคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2%

 

โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของรัฐบาลที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 1.4% และ ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณรุนแรงถึงขั้นธุรกิจ ขาดสภาพคล่องจำนวนมาก ปิดกิจการ หรือปลดคนงานเป็นวงกว้าง

 

“แต่ยอมรับว่าภาคแรงงานเริ่มได้รับผลกระทบในลักษณะรายได้ไม่เพิ่ม งานพิเศษน้อยลง ชั่วโมงทำงานและโอทีอาจถูกปรับลด เพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายของธุรกิจที่ชะลอตัวลง แม้ยังไม่มีสัญญาณการปลดคนงานจำนวนมาก หรือการลดเงินเดือนจำนวนมาก แต่สิ่งที่เริ่มเห็นคือ โอกาสทำงานพิเศษลดลง ชั่วโมงทำงานและโอทีอาจน้อยลง”

 

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังสะท้อนว่าแรงงานมีความกังวลต่อรายได้ในอนาคต โดยเฉพาะโอกาสที่รายได้จะลดลง และความกังวลเรื่องการจ้างงาน

 

“แม้ยังไม่พบสัญญาณว่างงานหรือเลิกจ้างชัดเจน แต่หนึ่งในสัญญาณสำคัญจากผลสำรวจ คือพฤติกรรมการใช้จ่ายของแรงงานที่เริ่มเปลี่ยนไป”

 

โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า ‘ใช้จ่ายเท่ากับรายได้ที่หาได้’ หรือใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ ซึ่งสะท้อนถึงความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย

 

ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงและความไม่แน่นอนจากสงครามสามารถตีความได้ 2 ด้าน

 

  • ด้านแรก รายได้ใหม่ของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะยอดขายของธุรกิจลดลง ทำให้โอกาสทำโอทีหรืองานเสริมลดลง

 

  • ด้านที่สอง ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มขยับต้นทุนค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง และราคาสินค้าบางรายการ ซึ่งกระทบต่อความมั่นใจในการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังไม่ได้สะท้อนว่าค่าครองชีพสูงกว่ารายได้อย่างรุนแรง แต่สะท้อนว่าประชาชนและแรงงานเลือกประหยัดมากขึ้น เพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

 

ดังนั้น ในภาวะที่ประชาชนระวังการใช้จ่าย มาตรการของรัฐ เช่น ‘ไทยช่วยไทย’ หรือ ‘คนละครึ่งพลัส’ จะกระตุ้นกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจฐานราก ทั้ง 2 โครงการจะหมุนเวียนในระบบ 2 แสนล้านบาท

 

รายได้เฉลี่ย

 

ห่วงแรงงานไทยมีหนี้สินเพิ่มเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงเกือบ 5 แสนบาท

 

ด้านอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยปี 2569 กรณีศึกษาผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 1,250 คน ระหว่างวันที่ 16-23 เมษายน 2569 พบว่า แรงงานส่วนใหญ่กว่า 90.8% ยังคงมีรายได้อยู่ในช่วง 10,001-15,000 บาทต่อเดือน

 

ขณะที่รายได้ต่อครัวเรือน 36% มีรายได้เฉลี่ย 15,001-30,000 บาทต่อ ส่วนรายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังพบว่าคนส่วนใหญ่ 79.1% ไม่มีการเก็บออม มีเพียง 20.9% เท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีอาชีพเสริมด้วย สัดส่วนค่าใช้จ่ายที่ใช้ส่วนใหญ่ไปอยู่ในเรื่องของอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมา ชำระหนี้ ค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัย

 

ขณะเดียวกัน สถานภาพหนี้ของแรงงานไทยและการจัดการหนี้ พบว่าภาระหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง

 

โดยพบว่ากว่า 98% ของครัวเรือน และส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ส่วนบุคคลจากอุปโภค บริโภค ยานพาหนะ ที่อยู่อาศัย ซึ่งเพิ่มขึ้น เมื่อดูจำนวนหนี้รวมทั้งเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 5 แสนบาทต่อครัวเรือน หรือประมาณ 494,505 บาทต่อครัวเรือน

 

พร้อมภาระผ่อนชำระเฉลี่ยกว่า 10,867 บาทต่อเดือน และการชำระในแต่ละเดือนพยายามที่จะชำระเต็มจำนวน ซึ่งปัญหานี้ส่งผลต่อการใช้จ่าย คาดว่าใน 3 เดือนข้างหน้าจะลดลง 50.6% และคนก็ยังเป็นกังวลเรื่องนี้มาก แต่ก็ยังชำระหนี้ได้อยู่

 

ส่วนทัศนะต่อรายได้และความคิดเห็นประเด็นแรงงาน ราคาสินค้ามีผลต่อการใช้ชีวิต งานที่ทำยังมีความมั่นคง ยกเว้นงานรับจ้าง คนยังไม่ได้วางแผนเกษียณ และยังกังวลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ

 

นอกจากนี้ แรงงานยังมองว่า “ค่าแรงที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับประมาณ 495 บาทต่อวัน แต่หากค่าแรงปรับขึ้นไม่ได้ ก็ต้องการให้เพิ่มค่าเดินทางเข้ามาช่วยเหลือ เพราะแรงงานกังวลราคาสินค้าที่สูงขึ้น และหากค่าแรงขึ้นมีผลต่อราคาสินค้าสูงขึ้นแรงงานกว่า 97% ยอมรับไม่ได้”

 

อีกทั้ง แรงงานยังกังวลเรื่องปัญหาสงครามจะกระทบต่อการเลิกจ้างกว่า 43.3%

 

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าในปีนี้หนี้ครัวเรือนจะสูงขึ้น 14.4% เป็นหนี้ในระบบ 87% นอกระบบ 13%

 

ส่วนแผนการทำกิจกรรมวันหยุดแรงงานส่วนใหญ่ยังคงพักผ่อน และปีนี้บรรยากาศยังคงคึกคัก ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายในวันแรงงานปี 2569 คาดว่าอยู่ที่ 2,120 ล้านบาท ลดลง 3% จากปีที่ผ่านมา ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี ดังเหตุปัจจัยข้างต้น

 

‘สภาหอการค้า’ ชงรัฐ ต่ออายุแรงงานต่างด้าวด่วน ! รับมือวิกฤตขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้าง

 

ด้านภาคเอกชน โดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ส่งสัญญาณเตือนวิกฤตแรงงานรุนแรง หลังประเทศไทยเผชิญปัญหาโครงสร้างกำลังแรงงานต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในทุกภาคธุรกิจ

 

ขณะเดียวกันอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญยิ่งซ้ำเติมให้กำลังแรงงานในประเทศหดตัว ประกอบกับข้อจำกัดในการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ทำให้สถานการณ์ตึงตัวในทุกระดับทักษะ ทั้งแรงงานไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และแรงงานฝีมือ

 

รวมถึง สถานการณ์เศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สงครามระหว่างประเทศ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ มาตรการภาษีตอบโต้ รวมถึง ทั้งการท่องเที่ยวหดตัว ส่งผลกระทบประเทศไทยอย่างชัดเจน

 

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาชิกผู้ประกอบการทั่วประเทศสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน

 

โดยระบุว่าปัญหาแรงงานในประเทศไทยที่ขาดแคลน เป็น ‘ปัญหาเชิงระบบ’ ที่กระทบแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายทุกกลุ่ม

 

ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของภาคการผลิต การเกษตร การก่อสร้าง และภาคบริการ

 

ภาคธุรกิจเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง

 

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ระยอง สระแก้ว ปราจีนบุรี และตราด กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิต การให้บริการ และศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

 

ดร.พจน์ ระบุเพิ่มเติมว่า แรงงานต่างด้าวภายใต้ระบบ MOU จำนวนมากครบและกำลังจะครบกำหนดใบอนุญาตทำงาน และบางส่วนได้ทยอยเดินทางกลับประเทศแล้ว

 

“หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสมทันที อาจส่งผลกระทบฉับพลันต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มดังกล่าวในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคเกษตร (รวมถึงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล) และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ”

 

ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะเร่งด่วน กกร. เสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการ “ต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเร่งด่วน” ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ได้ทำหนังสือด่วนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

“หวังว่าจะมีการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานหายไปจากระบบในทันที พร้อมทั้งเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบในระยะยาว”

 

โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม

 

“หอการค้าฯ ขอย้ำว่า หากไม่มีการดำเนินมาตรการอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะกลางและระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ” ดร.พจน์ กล่าว

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories