ในที่สุดแฟนมวยทั่วโลกก็ได้ถอนหายใจยาวๆ ด้วยความโล่งอก เมื่อ ‘ซูเปอร์ไฟต์’ ที่รอคอยกันมานานระหว่าง รถถัง จิตรเมืองนนท์ กับ ทาเครุ เซกาวา (ภาค 2) กำลังจะอุบัติขึ้นจริงในศึก ONE Samurai หลังจากที่ต้องลุ้นกันถึง 2 ต่อ
ต่อแรกคือปัญหานอกสังเวียนที่ดูเหมือนจะบานปลาย แต่สุดท้ายทั้ง รถถัง และ ONE ก็สามารถตกลงร่วมกัน เพื่อให้ไฟต์นี้เกิดขึ้นได้จริง
และต่อที่สองที่สำคัญไม่แพ้กันคือ รถถังทำน้ำหนักผ่าน! เรื่องนี้อาจฟังดูเหมือนมุกตลกในโซเชียล แต่มันคือความจริงที่เจ็บปวด
โดยเฉพาะในช่วงที่มีปัญหาเรื่องค่าน้ำหนัก จนหลายไฟต์เต็มไปด้วยข้อครหา และชื่อของรถถังเริ่มถูกตั้งคำถามมากกว่าการถูกยกย่อง
สำหรับนักชกที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความดุดันและความจริงใจบนเวที การเสียศรัทธาแบบนั้น… มันเจ็บไม่แพ้การโดนน็อกเลย
แน่นอนว่าความน่าสนใจของไฟต์นี้ คือการสานต่อจากซูเปอร์ไฟต์คิกบ็อกซิ่งครั้งก่อนที่ ไซตามะ ซูเปอร์ อารีนา
คืนนั้น รถถังใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีครึ่งของยกแรก ปล่อยหมัดซ้ายส่งทาเครุลงไปกองแบบช็อกทั้งสนาม มันคือภาพจำที่แฟนมวยญี่ปุ่นไม่มีวันลืม และเป็นบาดแผลที่ทาเครุเองก็ไม่มีวันลืมเช่นกัน
ในฐานะชายที่ถูกเรียกว่า “Natural Born Krusher” นักชกที่สร้างชื่อจากการเดินบดและทำลายคู่ต่อสู้ด้วยอาวุธของตัวเอง
แม้วันนั้นเขาจะยืดอกยอมรับความพ่ายแพ้ต่อรถถังแบบลูกผู้ชาย แต่ลึกๆ ในใจมันเต็มไปด้วยความค้างคา เพราะเขายังไม่มีโอกาสได้ปล่อยเพลงอาวุธของตัวเองเลยแม้แต่น้อย เรียกว่ายังไม่ทันได้เป็นตัวเอง… เขาก็แพ้ไปแล้ว และที่เจ็บที่สุดคือมันเกิดขึ้นต่อหน้าครอบครัวในบ้านเกิด
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมหลังชนะ เดนิส พูริช ในศึก ONE 173 ภายใต้เหงื่อที่ปะปนกับรอยน้ำตา เขาจึงพูดถึงสิ่งเดียวที่อยากทำก่อนอำลาสังเวียน
นั่นคือการได้ล้างตากับ ‘รถถัง’ อีกครั้ง เพื่อตอบคำถามที่ติดในใจว่า “ถ้าได้ยืนระยะวัดเชิงมวย หรือสู้ในแบบของตัวเองจริงๆ ผลจะเป็นอย่างไร?”
ในอีกมุมหนึ่ง รถถังเองก็ไม่ได้มีภาระน้อยไปกว่ากัน ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมาเขาซ้อมอย่างหนัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวกินแหนงแคลงใจเรื่องสัญญากับต้นสังกัด ดึงสมาธิของเขาไปไม่น้อย
มันไม่เพียงกระทบการเตรียมตัว แต่มันยังทำให้สายตาของผู้ชมที่มองไฟต์นี้เปลี่ยนไป เหมือนโฆษณาที่มาคั่นอารมณ์ ทำให้ความเดือดของไฟต์ถูกลดทอนลงในช่วงหนึ่ง… แม้จะน่าเสียดาย แต่ก็คือความจริง
และยิ่งไปกว่านั้น หลายคนมองว่าไฟต์นี้อาจไม่ใช่แค่ไฟต์อำลาของทาเครุ แต่มันอาจเป็นไฟต์สุดท้ายของรถถังใน ONE เช่นกัน
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคงไม่ใช่เรื่องของโบนัสหรือเข็มขัดแชมป์ แต่คือคำว่า ‘ศรัทธา’ ศรัทธาจากแฟนมวยไทย ที่เขาเคยมีเต็มมือและเคยเผลอทำหล่นหายไปจากหลายเหตุการณ์
ชัยชนะครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการย้ำแค้นทาเครุ เพราะมันคือการกู้คืนความเชื่อใจและการบอกกับแฟนมวยว่าเขายังเป็น ‘รถถังคนเดิม’ คนที่ขึ้นเวทีไปสู้อย่างสุดหัวใจ เพื่อมอบความสุขให้คนดู
สุดท้ายแล้ว ไฟต์นี้จะไม่ใช่แค่ One Last Time หากมันคือการต่อสู้ของนักสู้สองคนที่ต่างมี ‘ศักดิ์ศรี’ ค้ำคอในรูปแบบที่ต่างกัน
อีกคนสู้เพื่อด้วยแนวทางของตัวเองและแก้ตัวต่อหน้าคนในชาติ เพื่อทิ้งทวนที่ต้องสง่างาม
อีกคนสู้เพื่อพิสูจน์ว่าความยอดเยี่ยมของเขายังคงอยู่และกู้ศรัทธาคืนสู่หัวใจแฟนๆ
นี่จึงเป็นการพิสูจน์เนื้อแท้ของนักสู้ที่ต่างแบกความคาดหวังและเรื่องราวของตัวเองขึ้นมาเผชิญหน้ากัน
ทั้งคู่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องใส่กันให้สุดแรง สุดหัวใจ และสุดพลังกำปั้น เพื่อให้สมกับคำว่า One Last Time
เพราะสุดท้ายแล้ว ปลายทางของไฟต์นี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของใครที่ได้รับการชูมือและเข็มขัดแชมป์บนเวที หากแต่เป็นการทวงคืนสิ่งที่เงินหรือเข็มขัดแชมป์ก็ให้ไม่ได้
นั่นคือ ‘ศักดิ์ศรี’ และ ‘ศรัทธา’ ที่พวกเขาจะไม่มีวันยอมให้มันหลุดมือไปเป็นครั้งที่สอง


