ความพ่ายแพ้ของรถถัง จิตรเมืองนนท์ ต่อทาเครุ เกซาวา เมื่อคืนที่ผ่านมากลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างมาก โดยเฉพาะบนสื่อสังคมออนไลน์
ทั้งแฟนมวย ไปจนถึงเหล่าผู้มีความรู้ – และบางคนที่อาจจะไม่ได้สันทัดมากนัก – ต่างร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย มีทั้งดอกไม้และก้อนหิน
โดยส่วนตัวผมเองไม่ได้ถนัดนักกับเรื่องของหมัดมวย แต่ก็ผ่านตาและผ่านหูมาบ้างกับเรื่องราวของศึก ‘One Samurai 1’ ซึ่งเป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการเปิดตลาดใหม่แบบจริงจังในแดนอาทิตย์อุทัย โดยที่คู่เอกของศึกเปิดหัวคือการรีแมตช์กันระหว่างคู่ปรับเก่าที่ ‘คาใจ’ กันระหว่างรถถังกับทาเครุ
เพียงแต่ก็ไม่ต่างอะไรจากทุกคน เพราะสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน โดยเฉพาะจากฝั่งของนักชกขวัญใจคนไทยไม่ได้เป็นเรื่องราวของการเตรียมขึ้นเวทีรายการใหญ่อย่างที่ควรจะเป็น
กลับเป็นเรื่องดราม่า กรณีปัญหาที่นำไปสู่คดีความ ที่สุดท้ายมีความพยายามจากหลายฝ่ายในการช่วยสะสางให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี
แต่จุดนี้เองที่สำคัญ

นักมวยที่ไม่ได้มีจิตใจจดจ่อกับการขึ้นชก อย่าว่าแต่กำลังหมัดที่จะออกไปเพื่อซัดคู่ชกให้ร่วงลงไปกองกับพื้นเลย กำลังใจที่เขาจะเดินขึ้นไปอยู่บนเวทีนั้นเหลือมากน้อยแค่ไหน?
คนเดียวที่รู้คือตัวของรถถังเอง และบางทีต่อให้เขาไม่บอก เราก็เห็นได้จากสภาพการณ์ในการชก 5 ยกที่อาริอาเกะ สเตเดียมแล้วว่านี่ไม่ใช่รถถังคนที่พวกเราเคยรู้จัก
รถถัง จิตรเมืองนนท์ ที่ทุกคนรู้จักและหลงรัก คือยอดมวยที่ไม่ได้เพียงแค่ฝีมือดี หมัดหนัก แต่ยังหมัดหนัก น้ำอดน้ำทนสูง
ที่สำคัญคือมุ่งมั่นเต็มร้อยหรือเกินร้อย ห้าวหาญ ไม่เกรงไม่กลัวใครทั้งนั้น
เจอมวยแบบนี้ ต่อให้หัวใจแข็งแค่ไหนแฟนมวยก็ละลายทุกคน ไม่มีใครไม่รักมวยนักสู้หรอกจริงไหม?
เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนรถถังจอมแกร่งคนนั้นเปลี่ยนไปในสายตาและการรับรู้ของคนภายนอก เพราะได้เห็นตัวรถถังเองจริงจังกับหลายสิ่งหลายอย่างที่อาจจะไม่ใช่วิถีของนักมวยอาชีพที่ดีมากสักเท่าไร
คนพูดถึงกันเยอะเรื่องของการงานอดิเรกอย่างการเตะฟุตบอล (จนบางคนแซวว่าเป็นนักฟุตบอลที่พอจะต่อยมวยเป็นนิดหน่อย)
คนพูดถึงกันเยอะในเรื่องของไลฟ์สไตล์
คนพูดถึงกันเยอะในอีกหลายๆ อย่าง
และมันไม่ใช่แค่คนที่พูดถึงกัน รถถังตกตาชั่งถึง 2 ครั้งและป่วยไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมขึ้นชกอีก 1 ครั้ง มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญกับคำถามในเรื่องสำคัญๆ อย่างเรื่องของความเป็นมืออาชีพที่พาดพิงไปถึงภรรยาด้วยว่าอาจจะมีผลหรือเปล่า
ถ้ายังจำกันได้ครั้งหนึ่งรถถังเคยออกมาชี้แจงในประเด็นนี้ในวันที่ตกตาชั่งเสียแชมป์โลก (2024)
“ใช่.. คุณด่าได้เต็มที่เลยว่าผมไม่มืออาชีพ แต่อยากบอกอะไรให้นะ คุณมาลองอยู่กับผมสักไฟต์สิ ว่าผมทำอะไรบ้างแต่ละวัน ผมแม่งโคตรอยากทำให้ได้เลย ผมอยากไลฟ์สดให้ดูเลยว่าผมต้องอดทนขนาดไหน ผมแม่งโคตรอยากรักษาเข็มขัดเส้นนี้ไว้ให้นานเลยพวกคุณรู้มั้ย
“คุณลองมาเป็นผมดูมั้ย ก่อนที่จะด่าจะว่าอะไรออกมา เคยลองคิดกลับไปมองตัวเองมั้ยว่าด่าเขาแล้วผมจะทำได้มั้ย ผมไม่เคยด่าเลยนะ เพราะผมรู้ว่าถ้าผมอยู่จุดแต่ละคนแล้วผมคงทำไม่ได้แน่ สักวันคุณจะเข้าใจ และขอฝากไว้นะครับ ทุกวันนี้ผมทำเพื่อครอบครัวและประเทศไทยจริงๆ มวยไทยผมรักมากที่สุด ขอบคุณที่ทนอ่านนะครับ และขอร้องอย่าเมนต์เสียๆ หายๆ ว่าเมียผมเลย เขาคือคนที่ให้กำลังใจผมตลอดเวลา”
วันนั้นได้อ่านคำชี้แจงของ ‘บังถัง’ แล้ว หลายคนอาจจะเข้าใจ แต่อีกหลายคนก็อาจจะไม่เข้าใจ
ก็ไม่เป็นไร
แต่วันนี้หลายคนพอจะเข้าใจ
รถถังไม่ใช่คนเดิมแล้ว
เพียงแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกคนต่างก็เติบโตและเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น ไม่ใช่หรือ?

สิ่งที่ผมเห็นใจในความพ่ายแพ้ของรถถังคือการที่เขาต้องขึ้นเวทีโดยที่หัวใจไม่ได้พร้อมนัก และมีหลายเรื่องหลายราวรบกวนทั้งหัวและหัวใจของเขามากเกินไป
โดยที่เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธหรือเลี่ยงได้เลย เพราะเรื่องมันใหญ่และสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่
สำหรับนักกีฬาอาชีพ โดยเฉพาะกีฬานักสู้แบบนี้ เรื่องของสมาธิและกำลังใจมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในระดับที่อาจจะเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันได้เลยทีเดียว ซึ่งเราได้เห็นภาพสะท้อนในมุมตรงข้ามกับการชกที่ยอดเยี่ยมของทาเครุที่เตรียมมาอย่างดีทั้งตัวและหัวใจ
ใช่ เมื่อวานบนเวทีขนาดหัวใจมันต่างกัน
พูดให้ตรงและชัด รถถังมาในสภาพนี้ ขึ้นเวทีก็เหมือนขึ้นไปเพื่อยอมรับการเป็นผู้แพ้ ต่อให้จะไม่อยากยอมรับก็ตาม
แต่กีฬามันก็แบบนี้ครับ มีวันที่เราชนะ และมีวันที่เราแพ้
คำถามสำคัญสำหรับรถถังมันอยู่ที่หลังจากวันนี้ ว่าตัวของเขา ใจของเขา อยากจะก้าวเดินและเติบโตไปในทิศทางไหนต่อไป
ถ้าอยากจะกลับมาเป็นยอดมวย โคตรมวย เป็นขวัญใจของคนทั้งชาติอีกครั้ง
เขารู้ดีที่สุดว่าเขาต้องทำอะไร
แต่มันอาจจะดีกว่านี้ถ้ารถถังได้เจอกับใครสักคนที่ช่วยชี้แนะและดูแลเขาในฐานะของนักกีฬาอาชีพที่มีศักยภาพของการเป็นนักกีฬาระดับโลก เพราะด้วยวัย 28 ปี ยังมีเวลาที่เขาจะกลับลุกขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง และหากกลับมาได้โอกาสที่จะไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิมมีแน่ๆ
แต่ถ้าคิดว่าพอใจแล้วกับสิ่งที่ได้มาในวันนี้ ซึ่งความจริงแค่นี้ก็นับว่าเด็กชายทินกรคนนั้นมาได้ไกลเกินกว่าที่ใครจะคิดฝันแล้ว
นอกจากชื่อเสียงและเงินทอง รถถังมีครอบครัวที่เขารัก และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความรักที่โอบล้อมจากพรรคพวก ซึ่งหลังความพ่ายแพ้คนเหล่านี้ยังยืนอยู่เคียงข้างให้กำลังใจ ตบบ่า และบอกกับไอ้เด็กคนนี้ว่า “พวกเราอยู่ตรงนี้เสมอ”
สำหรับมนุษย์สักคน เราจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก?
จริงอยู่ที่นักกีฬาบางคนอาจจะต้องการความสำเร็จ ต้องการเกียรติยศ ต้องการชัยชนะ แต่สำหรับบางคนซึ่งก็มีอยู่จริงในวงการที่เมื่อถึงจุดหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัวและคนที่รัก
เรื่องแบบนี้มันอาจจะขัดใจกับแฟนกีฬาบ้าง แต่ถ้าเรามองอย่างเข้าใจ เราก็จะเข้าใจ

นี่คือ ‘Final Fight’ การชกครั้งสุดท้ายของรถถัง ที่คู่ชกไม่ใช่ใคร แต่เป็นตัวและหัวใจของเขาเอง
แต่ในยามหัวใจแตกสลายแบบนี้ ผมไม่คาดหวังว่ารถถังจะมานั่งอ่านความคิดเห็นอะไรจากคนไกลตัวให้มันหน่วงหัวใจ
เพราะดอกไม้บางครั้งก็มีพิษ ส่วนก้อนอิฐก็ไม่ได้แปลว่าจะหมายมุ่งจะทำร้ายกันเสมอไป
พร้อมแล้วค่อยเปิดใจแล้วรับฟัง
ตอนนี้อยากให้เขาได้ใช้เวลากับตัวเองเยอะๆ ก่อน ไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้น ค่อยๆ หาคำตอบ
ไม่ต้องรีบร้อน
บางครั้งล้มไม่ต้องรีบลุก
เป็นกำลังใจให้รถถังนะครับ จากใจจริง ด้วยรักและหวังดีเสมอในฐานะแฟนชาวไทยคนนึง 🙂


