×

รัฐบาลจ่อฟื้นเก็บ ‘ภาษีเดินทางต่างประเทศ’ ในรอบกว่า 30 ปี หัวละ 1,000 บาท เหมาะสมหรือไม่

28.04.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกข้อความ ‘ภาษีเดินทางต่างประเทศ’ หัวละ 1,000 บาท และโลโก้ WEALTH IN DEPTH ประกอบบทความข่าวเศรษฐกิจ

รัฐบาลกำลังพิจารณารื้อกฎหมาย ‘พ.ร.ก.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526’ ซึ่งถูกยกเว้นมาตั้งแต่ปี 2535 กลับมาใช้อีกครั้ง ท่ามกลางภาวะที่ฐานะการคลังและการจัดเก็บรายได้ของไทยแย่ลง อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ภาครัฐอาจจะต้องพิจารณาจังหวะเวลา (Timing) ในการบังคับใช้อีกครั้ง ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงาน และต้นทุนของภาคเอกชนและประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

รมว.ท่องเที่ยวฯ ย้ำ ‘ภาษีเดินทางต่างประเทศ’ เป็นไอเดีย ‘คลัง’ หวังดึงรายได้อุดหนุนเที่ยวไทย

 

วันนี้ (28 เมษายน) สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า แนวคิดการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศนั้น เป็นแนวคิดการศึกษาของกระทรวงการคลัง ไม่ใช่การริเริ่มของตนเองหรือของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแต่อย่างใด โดยอาศัยอำนาจตาม พระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิมที่เคยบังคับใช้มาแล้ว แต่ได้มีการงดเว้นการจัดเก็บมานานกว่า 20 ปี

 

สำหรับที่มาของกระแสข่าวนั้น เกิดจากทางสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ATTA) ได้รับทราบแนวคิดนี้จากการหารือกับกระทรวงการคลัง จึงได้เดินทางมายื่นเรื่องผ่าน รมว.ท่องเที่ยวฯ เพื่อขอให้รัฐบาลทบทวน เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวขาออก (Outbound) ซึ่งสื่อมวลชนอาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า รมว.ท่องเที่ยวฯ เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดดังกล่าวนี้

 

คลังวางแผนเก็บ Sayonara Tax ไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางเริ่มปีงบ 70

 

โดยตามแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ปีงบประมาณ 2570 – 2573 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2568 (ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ก่อนสงครามในตะวันออกกลางจะปะทุ) ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลเตรียมจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยคาดว่าจะจัดเก็บได้ 12,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 (ซึ่งเริ่มปีงบประมาณในตุลาคม 2569)

 

โดยวันนี้ (28 เมษายน) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ยืนยันอีกเสียงว่า แนวคิดการเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ใน MTFF มาจากพระราชกําหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 โดยกฎหมายดังกล่าวเคยมีการบังคับใช้และถูกยกเว้นไปตั้งแต่ปี 2535

 

ทั้งนี้ ตามกฎหมายดังกล่าวระบุว่า “ผู้เดินทาง” หมายความว่า “ผู้มีสัญชาติไทยและคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ซึ่งเดินทางออกจากราชอาณาจักร”

 

โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวยังกำหนดข้อยกเว้นให้ผู้เดินทาง ดังต่อไปนี้

 

(1) ผู้มีหน้าที่ทำการเกี่ยวกับการประกอบการขนส่ง ซึ่งโดยลักษณะหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องเสียค่าโดยสาร และเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยหน้าที่การงานของผู้ประกอบกิจการขนส่งซึ่งตนมีหน้าที่

 

(2) ผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยใช้ใบอนุญาตผ่านแดน

 

(3) ผู้เดินทางตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง

 

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวยังระบุว่า รัฐบาลสามารถกำหนดอัตราการเก็บภาษีดังกล่าวได้ ผ่านการออกกฎกระทรวง แต่ไม่ให้เกินครั้งละ 5 พันบาท

 

โดยตามข้อมูลของการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางออกนอกประเทศย้อนหลัง ดังนี้

 

  • ปี 2562: 10,446,496 ล้านคน
  • ปี 2563: 1,706,164 ล้านคน (ช่วงโควิด)
  • ปี 2564: 17,445 ล้านคน (ช่วงโควิด)
  • ปี 2565: 4,043,591 ล้านคน
  • ปี 2566: 8,484,718 ล้านคน
  • ปี 2567: 11,720,634 ล้านคน

 

ดึงรายได้อุดหนุน ‘ไทยเที่ยวไทย’ ลดภาระการกู้เงินของรัฐ

 

สุรศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับหลักการและวัตถุประสงค์ที่กระทรวงการคลังต้องการนำกฎหมายนี้กลับมาพิจารณาใหม่ คือการหารายได้เข้าประเทศเพื่อนำมา สนับสนุนและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น โครงการไทยเที่ยวไทย โดยอาจจัดเก็บจากคนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ในอัตราที่กำลังศึกษา เช่น 1,000 บาท

 

ทั้งนี้ อาจมีการพิจารณาเงื่อนไขยกเว้นให้กับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่เดินทางไปทำงาน

 

สำหรับเงินที่จัดเก็บภาษีดังกล่าวนี้ได้จะถูกนำมาใช้ในรูปแบบ Co-payment เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรอง คล้ายกับโครงการ ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ในอดีต รมว.ท่องเที่ยวฯ ระบุว่าในเชิงหลักการถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้รัฐบาลมีเม็ดเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่ต้องกู้ยืมเงิน ซึ่งท้ายที่สุดภาระหนี้สินจากการกู้เงินจะตกอยู่กับประชาชนทุกคน

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องของอัตราการจัดเก็บและความเหมาะสมของเวลา ยังต้องรอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อไป

 

เดินหน้า ‘กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย’ จัดเก็บต่างชาติ 300 บาท

 

ในส่วนของนโยบายที่อยู่ในอำนาจของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยตรง คือ การจัดเก็บเงินเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ ซึ่ง รมว.ท่องเที่ยวฯ ย้ำว่า ไม่อยากให้ใช้คำว่าภาษีเหยียบแผ่นดิน เพราะรายได้ส่วนนี้จะถูกนำเข้ากองทุนฯ อย่างชัดเจน

 

สำหรับอัตราจัดเก็บที่ 300 บาทต่อคนนั้น เป็นตัวเลขจากการศึกษาเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ซึ่งขณะนี้กระทรวงฯ กำลังตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษารูปแบบ วิธีการจัดเก็บที่สะดวกสบายไม่กระทบความรู้สึกนักท่องเที่ยว และอัตราที่เหมาะสมที่สุด โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาส 2 นี้

 

ลุยทำประกันสุขภาพ-ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว

 

สำหรับรายได้จากกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  • จัดทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคน เพื่อดูแลรักษากรณีเกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่เข้ามาใช้สิทธิรักษาพยาบาลฟรีจนเป็นภาระของโรงพยาบาลรัฐ
  • พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและบุคลากร เงินอีกส่วนจะถูกนำไปปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างห้องน้ำที่สะอาดและได้มาตรฐานรองรับผู้พิการ, การบริหารจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมในเมืองท่องเที่ยวหลัก (เช่น ภูเก็ต) เพื่อลดภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ตลอดจนสนับสนุนการทำงานของตำรวจท่องเที่ยวและอาสาสมัครเพื่อดูแลความปลอดภัย

 

ประเด็นนี้ ทางฝั่ง ATTA เองก็มีความเข้าใจและไม่ได้คัดค้าน เนื่องจากมองเห็นถึงประโยชน์ในการสร้างสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวขาเข้า (Inbound) และขาออก (Outbound) รวมถึงเม็ดเงินที่จะถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยอย่างแท้จริง

 

KResearch แนะรัฐพิจารณาจังหวะเวลาอีกครั้ง เสนอเก็บเป็นขั้นบันได

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า แม้ว่าตามแผนระยะปานกลาง รัฐบาลจะวางแผนจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ในปีงบประมาณ 2570 (เริ่มประมาณเดือนตุลาคมปี 2569) อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน กลับมีสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าโดยสารเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงสายการบินมีการลดจำนวนเที่ยวบินลง

 

ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐอาจจะต้องพิจารณาจังหวะเวลา (Timing) ในการบังคับใช้อีกครั้ง และอาจยังไม่รีบบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ เพื่อรอดูสถานการณ์ต่างๆ ให้ชัดเจนก่อน และสำหรับ ‘อัตราการจัดเก็บภาษี’ รัฐควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ผู้เดินทางรู้สึกว่าเป็นภาระที่หนักหนาจนเกินไป

 

เกวลินยังแนะว่า รัฐบาลอาจใช้วิธีทยอยปรับอัตราภาษีแบบขั้นบันได หรือแบ่งอัตราการจัดเก็บตามวัตถุประสงค์ พร้อมต้องตรวจสอบรายละเอียดความครอบคลุมให้ชัดเจนว่า กลุ่มใดบ้างที่จะถูกจัดเก็บ และจัดเก็บในอัตราเท่าใด เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของภาครัฐ

 

KResearch ห่วง Sayonara Tax ‘เพิ่มต้นทุนภาคธุรกิจ’

 

เกวลินกล่าวต่อว่า สำหรับอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบทางตรงมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง สายการบิน และการท่องเที่ยว โดยภาษีนี้ไม่ได้กระทบแค่นักท่องเที่ยว แต่ยัง ‘เพิ่มต้นทุน’ ให้กับภาคธุรกิจที่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วย เช่น การไปร่วมงานจัดแสดงสินค้าต่างๆ หรือการประชุมระดับโลก ซึ่งตรงนี้ยังต้องรอดูความชัดเจนว่าข้อบังคับจะครอบคลุมถึงการเดินทางเชิงธุรกิจด้วยหรือไม่

 

สำหรับผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ เกวลินมองว่า จะขึ้นอยู่กับ ‘วัตถุประสงค์’ (Objective) และ ‘อัตราภาษีที่จัดเก็บ’ โดยหากอัตราภาษีไม่สูงมากนัก นักเดินทางก็อาจจะยอมรับและยินดีจ่ายได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในฐานะการพักผ่อนและการสร้างประสบการณ์

 

โดยในกรณีที่อัตราภาษีค่อนข้างสูงหรือส่งผลกระทบต่องบประมาณ นักท่องเที่ยวก็อาจจะยังเดินทางอยู่เช่นเดิม แต่จะใช้วิธีจัดสรรงบประมาณการเดินทางใหม่ เช่น ลดการช้อปปิ้ง ลดค่าเดินทางในประเทศปลายทาง หรือแม้กระทั่งยอมประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าภาษีส่วนนี้แทนการงดไปเที่ยว

 

นอกจากนี้ เกวลินยังตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับคนจำนวนมากมองว่า การท่องเที่ยวถือเป็นการพักผ่อนรูปแบบหนึ่ง แต่เมื่อต้องเผชิญกับ การใช้ชีวิตประจำวันที่ยากลำบากอยู่แล้ว การมีภาระค่าใช้จ่ายหรือภาษีส่วนนี้เพิ่มเข้ามา จึงทำให้เกิด ‘ผลกระทบต่อความรู้สึกหรือจิตใจของนักเดินทาง’ ได้

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories