×

ทำไมดีเซลสวิงแรง? เปิดพิรุธ 7 คลังใหญ่ 3 จังหวัดใต้ ปม ‘น้ำมันล่องหน’ เอกนัฏจ่อฟัน 100 ใบขนส่ง

27.04.2026
  • LOADING...
เรือขนส่งน้ำมันเทียบท่า สะท้อนประเด็นน้ำมันล่องหนและคลังน้ำมันในภาคใต้

ประเด็นพลังงานกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ทั้งการปรับโครงสร้างค่าไฟขั้นบันได และโครงสร้างน้ำมัน

 

 
 

ภายหลังเครือข่ายภาคประชาชนนำโดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และ รสนา โตสิตระกูล ยื่นข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันต่อ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ก่อนที่วันที่ 22 เม.ย. รัฐมนตรีพลังงานลงนามแต่งตั้ง คณะทำงานร่วมพิจารณาปรับโครงสร้างราคาพลังงาน จำนวน 23 รายชื่อ

 

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบคณะทำงานดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกต เนื่องจากมีตัวแทนจากเครือข่ายภาคประชาชนถึง 12 คน หรือมากกว่าครึ่ง ขณะที่ที่เหลือเป็นข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดคำถามถึงความสมดุลของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในประเด็นสำคัญระดับประเทศ

 

จับพิรุธ ตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศ เผยราคาสวิงแรง ‘ผิดปกติ’

 

ขณะเดียวกัน วันที่ 24 เม.ย. กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งทางบกได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีพลังงาน เสนอ 8 มาตรการสำคัญ หนึ่งในนั้นคือการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยเสนอให้ใช้สูตร Cost Plus คือ การยึดต้นทุนน้ำมันดิบเป็นฐาน บวกค่าการกลั่นและกำไรที่เหมาะสม พร้อมยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์

 

ข้อเสนอดังกล่าวจุดประเด็นร้อน เนื่องจากต้นทุนของโรงกลั่นแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน ทั้งด้านขนาด เทคโนโลยี และประสิทธิภาพ ทำให้การกำหนด ‘ต้นทุนกลาง’ เป็นไปได้ยาก ขณะที่อีกฝ่ายยังเห็นว่าการอิงราคาสิงคโปร์สามารถใช้ต่อได้ แต่ต้องปรับสูตรคำนวณให้สะท้อนความเป็นธรรมมากขึ้น

 

ล่าสุด เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีพลังงาน เปิดเผยถึง ‘ความผิดปกติ’ ของตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศ ซึ่งราคาสวิงแรง โดยระบุว่า จากเดิมที่มีการใช้อยู่ที่ประมาณ 60-70 ล้านลิตรต่อวัน กลับลดลงเหลือเพียง 30-40 ล้านลิตรต่อวัน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก่อนจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแตะระดับ 70-90 ล้านลิตรในบางช่วงหลังเทศกาล ซึ่งเป็นระดับปกติ

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ ทั้งในส่วนคลังน้ำมันและระบบขนส่ง หลังพบความผิดปกติของเอกสารการขนส่งจำนวนมาก และอยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมตั้งข้อสันนิษฐานว่า อาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมกักตุนหรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในตลาดหรือไม่

 

“วันนี้ก็ต้องไปไล่ดูข้อมูลย้อนหลัง หากมีใครมีพฤติกรรมผิดแปลกก็ต้องดำเนินตามกฎหมาย ซึ่งราคาไม่ควรสวิงแรงขนาดนี้ จากวิกฤตที่ผ่านมาก็ผิดปกติ ว่าน้ำมันหายไปไหน หลังจากนั้นแสดงว่ามีน้ำมันที่อาจเป็นของเดิมที่เก็บไว้เอาออกมาขายหรือไม่” เอกนัฏกล่าว

 

โดยน้ำมันทั้งหมด 92 คลัง วันนี้พบผิดปกติไม่ต่ำกว่า 6-7 คลัง ซึ่งที่หนักมากที่สุดคือ จ.อ่างทอง และมีการสันนิษฐานความผิดปกติของการขนส่งทางเรือ 3 จังหวัด ชุมพร สุราษฎร์ธานี สงขลา ซึ่งบ่ายนี้จะมีการแจ้งความดำเนินคดีใบขนส่งทางเรือ ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 100 กว่าใบขนส่ง โดยเป็นใบขนของคลังไปยังโรงกลั่นภาคใต้

 

เมื่อถามว่า มีความเกี่ยวพันกับโรงกลั่นบ้างหรือไม่ เอกนัฏ ระบุว่า “เกี่ยวข้องกันทั้งหมดตามข้อเท็จจริง ขบวนการนี้เกี่ยวพันกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และโรงกลั่นจำนวน 5-6 บริษัท บ่ายวันนี้ จะส่งทีมงานนำหลักฐานใบขนส่งน้ำมันที่ผิดกฎหมายกว่า 100 ใบ ไปแจ้งความดำเนินคดีกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)”

 

นอกจากนี้ แม้ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ลดลงบางช่วงอาจทำให้เกิดภาวะ ‘น้ำมันดีเซลล้นถัง (ล้นแท็งก์)’ โดยเอกนัฏ ยืนยันนโยบายชัดเจนว่า ไม่อนุญาตให้โรงกลั่นลดกำลังการผลิต และไม่อนุญาตให้ส่งออกน้ำมันดีเซล อย่างเด็ดขาด เหตุผลสำคัญคือประเทศยังอยู่ในภาวะ ที่ต้องระมัดระวังจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง จึงต้องรักษาสมดุลและสำรองน้ำมันดีเซลไว้

 

อย่างไรก็ตาม หากเป็นน้ำมันชนิดอื่น เช่น น้ำมันเครื่องบินที่ล้นความต้องการในประเทศ อาจพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกและนำรายได้ส่วนหนึ่งมาเป็นส่วนลดสนับสนุนราคาดีเซลหรือเบนซินได้

 

ทั้งนี้ จากนี้ การแก้ปัญหาระยะสั้น จะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยยังคงใช้ราคาอิงสิงคโปร์ แต่ใช้วิธี ‘ลบส่วนต่างที่สูงผิดปกติออก’ (เช่น ลบค่าการกลั่นหน้าโรงกลั่นออก 5 บาท) เพื่อให้ได้ราคาที่เป็นธรรมกับประชาชนมากที่สุดภายใต้สถานการณ์วิกฤต

 

ส่วนเป้าหมายระยะยาว เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ จะต้องมีการตั้งโต๊ะหารือร่วมกันจากทุกฝ่าย (ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานร่วมแล้ว) เพื่อปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันและกลไกของกองทุนน้ำมันให้เป็นระบบถาวรที่มีความยุติธรรมที่สุดต่อไป

 

“จะไม่อนุญาตให้ลดกำลังการผลิตหรือส่งออกน้ำมันดีเซลในช่วงนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก รัฐบาลอยู่ระหว่างปรับสมดุลนโยบายพลังงาน ระหว่างการดูแลผู้บริโภค ความเป็นธรรมของกลไกตลาด และเสถียรภาพด้านพลังงานในระยะยาว ซึ่งยังต้องติดตามทิศทางอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป”

 

จับตาปรับโครงสร้างค่าไฟขั้นบันได

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 28 เมษายน 2569 เอกนัฏ เตรียมเสนอปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้นในวันที่ 29 เมษายน 2569 จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)

 

โดยปัจจุบันโครงสร้างค่าไฟเป็นแบบขั้นบันไดคล้ายภาษี คือ ‘ใช้ไฟน้อยจ่ายถูก ใช้ไฟมากจ่ายแพง’ แต่ความแตกต่างของแต่ละขั้นยังไม่ชัด และโครงสร้างนี้แทบไม่ได้เปลี่ยนมาประมาณ 20 ปี

 

แนวทางที่กำลังจะปรับคือผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะได้ใช้อัตราประมาณ 3 บาทต่อหน่วย (ประมาณ 15.4 ล้านครัวเรือน) ส่วนผู้ที่ใช้เกิน 200 หน่วย (ประมาณ 7.8 ล้านครัวเรือน) จะเป็นกลุ่มอัตราค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้นเล็กน้อย และอื่นๆ

 

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ที่ดำเนินการมาแล้วช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยต้องการให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟได้ 2–3 เท่า

 

ด้าน ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน มองว่า การลดค่าไฟเหลือ 3 บาท สำหรับผู้ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย เป็นขั้นบันไดนั้น หากคิดแบบตัวเลขค่าไฟที่ 4 บาทต่อหน่วย

 

หมายความว่ารัฐบาลต้องช่วยอุดหนุน ประมาณ 1 บาทต่อหน่วย สำหรับ 200 หน่วยแรก

 

ส่วนผู้ที่ใช้ไฟตั้งแต่ 201-400 หน่วยจะจ่ายที่อัตราเดิมคือ 3.95 บาทต่อหน่วยตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

 

ขณะที่กลุ่มผู้ใช้ไฟมากเกิน 400 หน่วยขึ้นไป จะต้องจ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปอุดหนุนกลุ่มที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย โดยตัวเลขที่คาดการณ์ไว้อาจสูงถึง 5 บาทกว่าหรือใกล้เคียง 6 บาทต่อหน่วย

 

ทั้งนี้ หากมองในหลักการถือว่าดูดี เพราะเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยให้ผู้มีฐานะดีที่ใช้ไฟเยอะช่วยแบกรับภาระ

 

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังคือภาระที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย หากตัวเลขสูงเกินไปจนรับไม่ได้ เช่น ค่าไฟเคยอยู่ที่ 3,500 บาท พุ่งขึ้นเป็น 5,000 บาท จะส่งผลกระทบหนักเพราะปัจจุบันประชาชนมีภาระค่าครองชีพด้านอื่น โดยเฉพาะราคาน้ำมัน เดิมอยู่แล้ว

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories