นับเป็นกระแสร้อนแรง หลังจากที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาเปิดเผยแนวทางปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศ โดยยอมรับว่า ปัจจุบันมีต้นทุนบางส่วนที่ถูกนำมารวมอยู่ในค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย ทั้งที่ไม่ควรเป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ค่าไฟฟ้าสาธารณะ ซึ่งดำเนินมากว่า 10 ปีแล้ว
ประเด็นสำคัญ
นักวิชาการด้านพลังงาน ชี้ว่า ‘ค่าไฟสาธารณะ’ มีสัดส่วนเพียงราว 10 สตางค์ต่อหน่วย ถือว่าน้อยกว่า ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ (AP) สูงกว่าถึง 30-49 สตางค์ต่อหน่วย ทั้งที่ประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์โดยตรง
ยิ่งสะท้อนว่าโจทย์สำคัญของการปฏิรูปค่าไฟไทย อาจไม่ใช่การรื้อค่าไฟสาธารณะ อย่างเดียว แต่คือการจัดการแก้ ‘ต้นทุนแฝง’ กระดุมเม็ดแรก ก้อนใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในระบบมานาน
คนไทยแบกค่าไฟเกินจริง 13-17 สตางค์/หน่วย จากสัญญา ‘Adder’
เอกนัฏระบุว่า หากต้องการลดภาระค่าไฟให้ประชาชน จะต้องเร่งดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ
- การทบทวนสัญญาทาส ‘แอดเดอร์’ (Adder)
- การแยกบัญชีค่าไฟสาธารณะออกจากระบบค่าไฟของประชาชน
- ทบทวนอัตรารับซื้อและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์
โดยเฉพาะสัญญา Adder เป็นสัญญารับซื้อไฟฟ้ารุ่นแรกในช่วงปี 2550 ที่ภาครัฐเคยให้เงินอุดหนุนในอัตราสูง เพื่อจูงใจภาคเอกชนลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
แต่ปัจจุบันบางโครงการคืนทุนไปแล้ว ทว่ายังคงได้รับสิทธิขายไฟในราคาสูง ส่งผลให้ต้นทุนดังกล่าวถูกผลักภาระมายังค่าไฟฟ้าของประชาชน
ฉะนั้น นอกจาก Adder รัฐบาลเตรียมสังคายนาระบบการคิดค่าไฟสาธารณะ โดยจะเร่งแยกบัญชีค่าไฟของทางหลวงและทางหลวงชนบทออกจากรายการความสูญเสียในระบบไฟฟ้า
พร้อมติดตั้งมิเตอร์แยกให้ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถของบประมาณมาชำระค่าใช้จ่ายได้เอง เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการทั่วไป
เอกนัฏ ย้ำว่า การนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มารวมในค่าไฟของประชาชนมีมูลค่าสูงถึง กว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี หากสามารถแยกต้นทุนส่วนนี้ออกจากระบบได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนลงได้ในระยะยาว

ขณะที่ พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ก่อนหน้านี้ว่า หนึ่งในแนวทางรื้อโครงสร้างค่าไฟระยะยาว กกพ. อยู่ระหว่างทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าเอกชน
โดยชี้ว่าสัญญา Adder และ FiT บางส่วนอาจไม่สอดคล้องต้นทุนผลิตไฟฟ้า หลังต้นทุนลดลงมาก แต่ยังรับซื้อราคาเดิม
“ประชาชนอาจแบกรับค่าไฟเกินจริง 13-17 สตางค์ต่อหน่วย มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี พร้อมสนับสนุนข้อมูลและข้อกฎหมายเต็มที่ ย้ำอัตราค่าไฟต้องสะท้อนต้นทุนจริงและเป็นธรรมทุกฝ่าย”
ไขคำตอบ ‘ปมค่าไฟสาธารณะ’
ด้านอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ประเด็นค่าไฟสาธารณะที่กำลังถูกพูดถึงในขณะนี้ แท้จริงแล้วเป็นค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมไฟส่องสว่างตามถนนสายรอง ถนนเชื่อมหมู่บ้าน รวมถึงไฟฟ้าบริเวณอุโมงค์ สะพานข้ามคลอง และพื้นที่สาธารณะต่างๆ ในชุมชน
“ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถูกนับรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้ามาโดยตลอด ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้รับสิทธิ์ยกเว้นค่าไฟฟ้าสาธารณะในสัดส่วน 10% ของหน่วยจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ รวมถึงกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมถูกนำไปรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าฐานที่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศต้องร่วมรับภาระ”
หมายความว่า หากประชาชนในพื้นที่ใช้ไฟฟ้ารวมกัน 100 หน่วย อปท. จะได้รับสิทธิ์ใช้ไฟฟ้าฟรี 10 หน่วย ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้สำหรับไฟสาธารณะอยู่แล้ว
“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกลไกที่มีมานานกว่า 20 ปี”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในขณะนี้ คือการทบทวนโครงสร้างค่าไฟฟ้าว่ามีส่วนใดที่สามารถปรับลด หรือปรับให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนได้มากขึ้น
‘ค่าความพร้อมจ่าย’ อีกต้นทุนแฝงในบิลค่าไฟ
เพราะในความเป็นจริง โครงสร้างค่าไฟที่ประชาชนจ่ายอยู่ในปัจจุบันมีความซับซ้อน และยังมีต้นทุนแฝงอีกหลายส่วนที่ไม่จำเป็นต้องผลักภาระมายังประชาชน
แม้รัฐมนตรีพลังงานจะพูดถึงหลายองค์ประกอบของค่าไฟ ไม่ว่าจะเป็นค่าแอดเดอร์ (Adder) หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า
คือ ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ (Availability Payment: AP) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 30-49 สตางค์ต่อหน่วย ทั้งที่ประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์โดยตรง

แตกต่างจากค่าไฟสาธารณะที่อย่างน้อยประชาชนยังได้รับประโยชน์จากการใช้งานจริง และมีมูลค่าเพียงราว 10 สตางค์ต่อหน่วยเท่านั้น
“ค่าไฟสาธารณะอาจไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริง เพราะอย่างน้อยประชาชนยังได้ใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่ควรถูกทบทวนจริงๆ คือ ‘ต้นทุนแฝง’ ที่ประชาชนต้องจ่ายทั้งที่ไม่ได้ใช้” อารีพร กล่าว
ทั้งนี้ สำหรับ แนวทางแก้ไข สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการก่อนคือการจัดการกับ ‘ต้นทุนก้อนใหญ่’
โดยเฉพาะค่าความพร้อมจ่าย สัญญาแอดเดอร์ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแก้โครงสร้างค่าไฟฟ้า
“แต่หากการแก้ไขต้นทุนขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา ก็อยากให้ภาครัฐชี้แจงให้ชัดเจนว่า เหตุใดค่าไฟสาธารณะจึงไม่ได้ถูกรวมอยู่ในภาษีที่ประชาชนจ่ายอยู่แล้ว ทั้งที่ถือเป็นหนึ่งในบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ไม่ต่างจากการดูแลความปลอดภัย หรือบริการภาครัฐอื่นๆ”
จึงเกิดคำถามว่า ประชาชนกำลังแบกรับภาระซ้ำซ้อนหรือไม่ ในเมื่อเสียภาษีอยู่แล้ว แต่ยังต้องร่วมจ่ายค่าไฟสาธารณะอีกทางหนึ่ง
แนะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รับผิดชอบค่าไฟโดยตรง
อีกข้อเสนอหนึ่ง คือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้โดยตรง ผ่านการจัดสรรงบประมาณเฉพาะ เพื่อไม่ให้เข้าไปปะปนอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประชาชน
หรือหากยังคงอยู่ในระบบเดิม ก็ควรแยกรายการค่าใช้จ่ายออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า ในแต่ละเดือนต้องจ่ายค่าบริการสาธารณะเป็นจำนวนเท่าใด
สำหรับการที่กระทรวงพลังงานเดินหน้าปรับโครงสร้างค่าไฟขณะนี้ ถือว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายเสนอมาแล้วต่อเนื่องหลายรัฐบาล
“แต่สิ่งที่อยากเห็นมากกว่านี้คือแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ว่าจะปรับแก้ต้นทุนส่วนใดก่อน มีกรอบเวลาดำเนินการอย่างไร และมีความคืบหน้าไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว”

แผน PDP ล่าช้ามีผลต่อโครงสร้างค่าไฟในระยะยาว
ส่วนความล่าช้าของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ก็ส่งผลต่อโครงสร้างค่าไฟในระยะยาว เพราะเกี่ยวข้องกับการกำหนดสัดส่วนเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีที่จะใช้ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนกลับมายังต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวแตกต่างจากการจัดการต้นทุนแฝงที่ภาครัฐกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สามารถปรับ แก้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระให้ประชาชน
สำหรับการใช้กลไกให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระเพื่อช่วยตรึงค่าไฟ ถือเป็นมาตรการที่ใช้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่ทางออกระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องกลับมาแก้ไขโครงสร้างต้นทุนอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน การออกแบบมาตรการช่วยเหลือค่าไฟแบบขั้นบันได ประชาชนก็ควรมีความแม่นยำมากขึ้น ไม่ควรใช้เพียงปริมาณการใช้ไฟฟ้าเป็นเกณฑ์ตัดสิน เพราะบางครัวเรือนใช้ไฟฟ้าน้อย แต่อาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มเปราะบาง
ขณะที่บางครอบครัวมีสมาชิกจำนวนมาก มีรายได้จากผู้หารายได้เพียงคนเดียว
ทำให้มีการใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือนโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุดมากขึ้น
เตือนรัฐรอบคอบดึงทุน Data Center ชี้ใช้ไฟทรัพยากรสูง
ส่วนกรณีการจัดเก็บค่าไฟจากธุรกิจ Data Center ในอัตราที่สูงกว่าภาคประชาชน ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในระยะเริ่มต้น เนื่องจากเป็นกิจการที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรในปริมาณสูง
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจำเป็นต้องประเมินศักยภาพของประเทศอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้การขยายตัวของ Data Center ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเดิมที่เป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งล้วนต้องการไฟฟ้า พลังงานสะอาด และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ต่างกัน
ดังนั้น การกำหนดนโยบายจึงต้องคำนึงถึงความสมดุล เพื่อไม่ให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของภาคเศรษฐกิจอื่นในอนาคต
ภาพ: kusalodom, Raggetstone / Shutterstock

