×

ถอดรหัสบิลค่าไฟไทย ‘ค่าพร้อมจ่าย’ ต้นทุนแฝงที่แพงกว่าค่าไฟสาธารณะ คนไทยกำลังแบกค่าใช้จ่ายโดยไม่รู้ตัว?

25.06.2026
  • LOADING...
ภาพบิลค่าไฟฟ้าแสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆ

นับเป็นกระแสร้อนแรง หลังจากที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาเปิดเผยแนวทางปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศ โดยยอมรับว่า ปัจจุบันมีต้นทุนบางส่วนที่ถูกนำมารวมอยู่ในค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย ทั้งที่ไม่ควรเป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ค่าไฟฟ้าสาธารณะ ซึ่งดำเนินมากว่า 10 ปีแล้ว

 

 

นักวิชาการด้านพลังงาน ชี้ว่า ‘ค่าไฟสาธารณะ’ มีสัดส่วนเพียงราว 10 สตางค์ต่อหน่วย ถือว่าน้อยกว่า ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ (AP) สูงกว่าถึง 30-49 สตางค์ต่อหน่วย ทั้งที่ประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์โดยตรง

 

ยิ่งสะท้อนว่าโจทย์สำคัญของการปฏิรูปค่าไฟไทย อาจไม่ใช่การรื้อค่าไฟสาธารณะ อย่างเดียว แต่คือการจัดการแก้ ‘ต้นทุนแฝง’ กระดุมเม็ดแรก ก้อนใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในระบบมานาน

 

คนไทยแบกค่าไฟเกินจริง 13-17 สตางค์/หน่วย จากสัญญา ‘Adder’

 

เอกนัฏระบุว่า หากต้องการลดภาระค่าไฟให้ประชาชน จะต้องเร่งดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ

 

  • การทบทวนสัญญาทาส ‘แอดเดอร์’ (Adder)
  • การแยกบัญชีค่าไฟสาธารณะออกจากระบบค่าไฟของประชาชน
  • ทบทวนอัตรารับซื้อและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์

 

โดยเฉพาะสัญญา Adder เป็นสัญญารับซื้อไฟฟ้ารุ่นแรกในช่วงปี 2550 ที่ภาครัฐเคยให้เงินอุดหนุนในอัตราสูง เพื่อจูงใจภาคเอกชนลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

 

แต่ปัจจุบันบางโครงการคืนทุนไปแล้ว ทว่ายังคงได้รับสิทธิขายไฟในราคาสูง ส่งผลให้ต้นทุนดังกล่าวถูกผลักภาระมายังค่าไฟฟ้าของประชาชน

 

ฉะนั้น นอกจาก Adder รัฐบาลเตรียมสังคายนาระบบการคิดค่าไฟสาธารณะ โดยจะเร่งแยกบัญชีค่าไฟของทางหลวงและทางหลวงชนบทออกจากรายการความสูญเสียในระบบไฟฟ้า

 

พร้อมติดตั้งมิเตอร์แยกให้ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถของบประมาณมาชำระค่าใช้จ่ายได้เอง เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการทั่วไป

 

เอกนัฏ ย้ำว่า การนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มารวมในค่าไฟของประชาชนมีมูลค่าสูงถึง กว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี หากสามารถแยกต้นทุนส่วนนี้ออกจากระบบได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนลงได้ในระยะยาว

 

ภาพบิลค่าไฟฟ้าแสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆ 1

 

ขณะที่ พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ก่อนหน้านี้ว่า หนึ่งในแนวทางรื้อโครงสร้างค่าไฟระยะยาว กกพ. อยู่ระหว่างทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าเอกชน

 

โดยชี้ว่าสัญญา Adder และ FiT บางส่วนอาจไม่สอดคล้องต้นทุนผลิตไฟฟ้า หลังต้นทุนลดลงมาก แต่ยังรับซื้อราคาเดิม

 

“ประชาชนอาจแบกรับค่าไฟเกินจริง 13-17 สตางค์ต่อหน่วย มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี พร้อมสนับสนุนข้อมูลและข้อกฎหมายเต็มที่ ย้ำอัตราค่าไฟต้องสะท้อนต้นทุนจริงและเป็นธรรมทุกฝ่าย”

 

ไขคำตอบ ‘ปมค่าไฟสาธารณะ’

 

ด้านอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ประเด็นค่าไฟสาธารณะที่กำลังถูกพูดถึงในขณะนี้ แท้จริงแล้วเป็นค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมไฟส่องสว่างตามถนนสายรอง ถนนเชื่อมหมู่บ้าน รวมถึงไฟฟ้าบริเวณอุโมงค์ สะพานข้ามคลอง และพื้นที่สาธารณะต่างๆ ในชุมชน

 

“ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถูกนับรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้ามาโดยตลอด ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้รับสิทธิ์ยกเว้นค่าไฟฟ้าสาธารณะในสัดส่วน 10% ของหน่วยจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ รวมถึงกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมถูกนำไปรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าฐานที่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศต้องร่วมรับภาระ”

 

หมายความว่า หากประชาชนในพื้นที่ใช้ไฟฟ้ารวมกัน 100 หน่วย อปท. จะได้รับสิทธิ์ใช้ไฟฟ้าฟรี 10 หน่วย ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้สำหรับไฟสาธารณะอยู่แล้ว

 

“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกลไกที่มีมานานกว่า 20 ปี”

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในขณะนี้ คือการทบทวนโครงสร้างค่าไฟฟ้าว่ามีส่วนใดที่สามารถปรับลด หรือปรับให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนได้มากขึ้น

 

‘ค่าความพร้อมจ่าย’ อีกต้นทุนแฝงในบิลค่าไฟ

 

เพราะในความเป็นจริง โครงสร้างค่าไฟที่ประชาชนจ่ายอยู่ในปัจจุบันมีความซับซ้อน และยังมีต้นทุนแฝงอีกหลายส่วนที่ไม่จำเป็นต้องผลักภาระมายังประชาชน

 

แม้รัฐมนตรีพลังงานจะพูดถึงหลายองค์ประกอบของค่าไฟ ไม่ว่าจะเป็นค่าแอดเดอร์ (Adder) หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า

 

คือ ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ (Availability Payment: AP) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 30-49 สตางค์ต่อหน่วย ทั้งที่ประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์โดยตรง

 

ภาพบิลค่าไฟฟ้าแสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆ 2

 

แตกต่างจากค่าไฟสาธารณะที่อย่างน้อยประชาชนยังได้รับประโยชน์จากการใช้งานจริง และมีมูลค่าเพียงราว 10 สตางค์ต่อหน่วยเท่านั้น

 

“ค่าไฟสาธารณะอาจไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริง เพราะอย่างน้อยประชาชนยังได้ใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่ควรถูกทบทวนจริงๆ คือ ‘ต้นทุนแฝง’ ที่ประชาชนต้องจ่ายทั้งที่ไม่ได้ใช้” อารีพร กล่าว

 

ทั้งนี้ สำหรับ แนวทางแก้ไข สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการก่อนคือการจัดการกับ ‘ต้นทุนก้อนใหญ่’

 

โดยเฉพาะค่าความพร้อมจ่าย สัญญาแอดเดอร์ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแก้โครงสร้างค่าไฟฟ้า

 

“แต่หากการแก้ไขต้นทุนขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา ก็อยากให้ภาครัฐชี้แจงให้ชัดเจนว่า เหตุใดค่าไฟสาธารณะจึงไม่ได้ถูกรวมอยู่ในภาษีที่ประชาชนจ่ายอยู่แล้ว ทั้งที่ถือเป็นหนึ่งในบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ไม่ต่างจากการดูแลความปลอดภัย หรือบริการภาครัฐอื่นๆ”

 

จึงเกิดคำถามว่า ประชาชนกำลังแบกรับภาระซ้ำซ้อนหรือไม่ ในเมื่อเสียภาษีอยู่แล้ว แต่ยังต้องร่วมจ่ายค่าไฟสาธารณะอีกทางหนึ่ง

 

แนะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รับผิดชอบค่าไฟโดยตรง

 

อีกข้อเสนอหนึ่ง คือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้โดยตรง ผ่านการจัดสรรงบประมาณเฉพาะ เพื่อไม่ให้เข้าไปปะปนอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประชาชน

 

หรือหากยังคงอยู่ในระบบเดิม ก็ควรแยกรายการค่าใช้จ่ายออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า ในแต่ละเดือนต้องจ่ายค่าบริการสาธารณะเป็นจำนวนเท่าใด

 

สำหรับการที่กระทรวงพลังงานเดินหน้าปรับโครงสร้างค่าไฟขณะนี้ ถือว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายเสนอมาแล้วต่อเนื่องหลายรัฐบาล

 

“แต่สิ่งที่อยากเห็นมากกว่านี้คือแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ว่าจะปรับแก้ต้นทุนส่วนใดก่อน มีกรอบเวลาดำเนินการอย่างไร และมีความคืบหน้าไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว”

 

ภาพบิลค่าไฟฟ้าแสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆ 3

 

แผน PDP ล่าช้ามีผลต่อโครงสร้างค่าไฟในระยะยาว

 

ส่วนความล่าช้าของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ก็ส่งผลต่อโครงสร้างค่าไฟในระยะยาว เพราะเกี่ยวข้องกับการกำหนดสัดส่วนเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีที่จะใช้ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนกลับมายังต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวแตกต่างจากการจัดการต้นทุนแฝงที่ภาครัฐกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สามารถปรับ แก้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระให้ประชาชน

 

สำหรับการใช้กลไกให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระเพื่อช่วยตรึงค่าไฟ ถือเป็นมาตรการที่ใช้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่ทางออกระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องกลับมาแก้ไขโครงสร้างต้นทุนอย่างจริงจัง

 

ขณะเดียวกัน การออกแบบมาตรการช่วยเหลือค่าไฟแบบขั้นบันได ประชาชนก็ควรมีความแม่นยำมากขึ้น ไม่ควรใช้เพียงปริมาณการใช้ไฟฟ้าเป็นเกณฑ์ตัดสิน เพราะบางครัวเรือนใช้ไฟฟ้าน้อย แต่อาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มเปราะบาง

 

ขณะที่บางครอบครัวมีสมาชิกจำนวนมาก มีรายได้จากผู้หารายได้เพียงคนเดียว

 

ทำให้มีการใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือนโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุดมากขึ้น

 

เตือนรัฐรอบคอบดึงทุน Data Center ชี้ใช้ไฟทรัพยากรสูง

 

ส่วนกรณีการจัดเก็บค่าไฟจากธุรกิจ Data Center ในอัตราที่สูงกว่าภาคประชาชน ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในระยะเริ่มต้น เนื่องจากเป็นกิจการที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรในปริมาณสูง

 

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจำเป็นต้องประเมินศักยภาพของประเทศอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้การขยายตัวของ Data Center ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเดิมที่เป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งล้วนต้องการไฟฟ้า พลังงานสะอาด และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ต่างกัน

 

ดังนั้น การกำหนดนโยบายจึงต้องคำนึงถึงความสมดุล เพื่อไม่ให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของภาคเศรษฐกิจอื่นในอนาคต

 

ภาพ: kusalodom, Raggetstone / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories