Moody’s ปรับขึ้นแนวโน้มความน่าเชื่อถือไทย (Outlook) จากเชิงลบ (Negative) กลับมาเป็นมีเสถียรภาพ (Stable) คงอันดับความน่าเชื่อถือไทย (Sovereign Credit Rating) ไว้ที่ระดับ Baa1 เนื่องจากไทยได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์น้อยกว่าคาด ส่วนผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อราคาน้ำมันและหนี้สาธารณะคาดว่า จะยังคงอยู่ในระดับที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศในระดับเครดิตเรตติงเดียวกันได้ นอกจากนี้ Moody’s ยังคาดว่า การลงทุนไทยจะ ‘ปรับตัวดีขึ้น’ จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ
เปิดสาเหตุ Moody’s ‘ปรับขึ้น’ มุมมอง
สำหรับสาเหตุที่ Moody’s ปรับเพิ่ม Outlook ไทยเนื่องจากมองว่า ไทยมีความเสี่ยงต่อภาวะช็อกของอัตราภาษีศุลกากร ‘ลดลง’ (downside risk) หลังสหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าส่งออกของไทยลงมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค แม้จะคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจ และเพิ่มภาระหนี้สาธารณะของไทย แต่ระดับความเสี่ยงที่ประเทศเผชิญนั้นถือว่าใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ Moody’s จึงคาดว่าผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและการคลังของไทยจะยังคงอยู่ในระดับที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศในระดับ Rating (Baa1) เดียวกัน
มุมมองที่ระดับ ‘มีเสถียรภาพ’ ยังมาจากการประเมินว่า แรงส่งด้านการลงทุนที่ ‘ปรับตัวดีขึ้น’ ได้ช่วยลดความเสี่ยงที่แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญและต่อเนื่องในระยะยาว การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากในสภา ‘อย่างชัดเจน’ ภายหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางการเมืองที่รุนแรง และเพิ่มความเชื่อมั่นในการดำเนินนโยบายปฏิรูปในช่วงเวลาถัดไป ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจและส่งผลให้สถานะทางการคลังค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น
เปิดสาเหตุ Moody’s ‘คง’ อันดับเครดิตเรตติ้ง
สำหรับการคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ Baa1 เป็นผลมาจากฐานะด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่งและความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีของไทย ซึ่งแม้จะถูกถ่วงด้วยศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวที่ลดลง และภาระหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ความสามารถของไทยในการระดมทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความแข็งแกร่งทางการคลัง ทำให้สถานะทางการคลังโดยรวมยังอยู่ในระดับที่เทียบเคียงได้กับประเทศในกลุ่มเดียวกัน
Moody’s คาด Potential Growth ได้ลดลงเหลือราว 2.5%
Moody’s ยังคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยไว้ที่ 1.5% ในปีนี้ 2026 และ 2.2% ในปี 2027 เนื่องจากผลกระทบเชิงโครงสร้างและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ปัจจัยด้านโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง สังคมผู้สูงอายุ และหนี้ครัวเรือนที่สูง จะกดดันให้ศักยภาพการเติบโต (Potential Growth) ลดลงเหลือราว 2.5% จากเดิมที่ 3% ในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19
สำหรับภาระหนี้ภาครัฐบาล (Government Debt) ตามคำนิยามของ Moody’s คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 60% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2026 และเพิ่มเป็น 62% ในปี 2028 เนื่องจากยังไม่มีมาตรการเพิ่มรายได้ที่ชัดเจน (เช่น การปรับขึ้นภาษี VAT) อย่างไรก็ตาม ไทยมีตลาดทุนในประเทศที่ลึก ช่วยให้รัฐบาลกู้เงินได้ในต้นทุนต่ำ และโครงสร้างหนี้เกือบทั้งหมดเป็นสกุลเงินท้องถิ่นที่มีอายุเฉลี่ยยาวนาน โดยคาดว่าภาระดอกเบี้ยจ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 6% ของรายได้รัฐบาลในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งยังต่ำกว่าประเทศในกลุ่มเดียวกัน
สรุป! ปัจจัยที่อาจนำไปสู่การปรับเพิ่ม/ลด ‘อันดับความน่าเชื่อถือ’
Moody’s ยังแนะว่า อันดับความน่าเชื่อถือของไทยสามารถปรับปรุงได้ ถ้าไทยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ‘อย่างยั่งยืน’ พร้อมกับการลดลงของภาระหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปฏิรูปเศรษฐกิจและการคลังภายใต้สภาพแวดล้อมทางการเมือง รวมถึงมีสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่มีเสถียรภาพ ซึ่งช่วยเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตและเพิ่มรายได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี อีกด้านหนึ่ง Moody’s ยังเตือนว่า อันดับเครดิตของไทยอาจถูก ‘ลดระดับลง’ หากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและการคลังของไทยอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน ส่งผลให้ตัวชี้วัดเครดิตแย่ลงอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศที่มีอันดับเครดิตใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจเกิดจากการที่รัฐบาลยังคงล่าช้าในการแก้ไขจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง หรือเหตุการณ์ภายนอกที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน


