ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ชะลอลง ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความเปราะบางจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
รายได้ดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมหด ตามวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.3% จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.49% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 6.6% โดยมีแรงกดดันจากกำไรจากเงินลงทุนและค่าธรรมเนียมสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม รายได้จากเงินปันผลและค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ยังเติบโต ช่วยพยุงรายได้บางส่วน
คุมต้นทุน-ตั้งสำรอง รับความเสี่ยงเศรษฐกิจ
ธนาคารยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 12.0% ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 44.7%
ขณะเดียวกัน ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) จำนวน 9,003 ล้านบาท ภายใต้หลักความระมัดระวัง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
สินเชื่อโตจำกัด แต่ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง
ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 สินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.66 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปีก่อน โดยมาจากสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่เป็นหลัก
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ อัตรา NPL อยู่ที่ 3.1% ขณะที่ Coverage ratio อยู่ในระดับสูงถึง 318.1% สะท้อนการตั้งสำรองอย่างเข้มงวด
เงินกองทุนยังแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 20.9% สูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย
เศรษฐกิจไทยยัง ‘ฟื้นเปราะบาง’ ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน
ธนาคารประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกยังเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในประเทศ
แม้ภาคการส่งออกยังขยายตัวได้ แต่เริ่มชะลอลง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน
ในขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นเริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ และกระทบกำลังซื้อของภาคครัวเรือน
ภาครัฐยังมีข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังจากระดับหนี้สาธารณะ ทำให้ศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด
ทั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพย้ำว่า จะดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยเน้นการดูแลลูกค้า เสริมสภาพคล่อง และรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

