วันนี้ (20 เมษายน) เวลา 13.30 น. ที่อาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 โดยมีรัฐมนตรีที่ร่วมคณะ และผู้ว่าราชกาาภาคเหนือตอนบน รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
อนุทินกล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า การประชุมวันนี้เพื่อติดตามและหาทางแก้ไขปัญหาสาธารณภัยในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเรื่องไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 สารพิษในแม่น้ำ และภัยแล้ง พร้อมขอให้ที่ประชุมหารือเตรียมการป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้ง เนื่องจากอีกไม่กี่วันจะเข้าสู่ฤดูฝน
เราต้องถอดบทเรียนจากปีที่ผ่านมา เพื่อลดความเสียหายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ ตนรับฟังปัญหาจากทั้งรายงานของส่วนราชการ การลงพื้นที่ และการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร โดยปัญหา PM2.5 ถือเป็นปัญหาที่หนักหน่วง ซึ่งมีปัจจัยมาจากการเผาในประเทศ การเผาในประเทศเพื่อนบ้าน และความกดอากาศ
สองปัจจัยที่เราควบคุมได้ คือ การเผาในประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องกวดขันป้องกันการเผาป่าอย่างเข้มงวด ขณะที่การเผาในประเทศเพื่อนบ้าน ต้องใช้มาตรการให้เขาตระหนักว่าหากยังดำเนินการอยู่จะกระทบต่อความสัมพันธ์อย่างไร ส่วนเรื่องสภาพอากาศต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
สิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือสุขภาพของประชาชน ต้องช่วยเหลือให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้คุณภาพชีวิตได้รับผลกระทบจนเกิดอันตรายในระยะยาว จึงขอให้ทุกฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อยกระดับการทำงานให้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งการช่วยเหลือ การสนับสนุน การอำนวยความสะดวก และการดูแลรักษาสุขภาพ พร้อมเน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด หากต้องการการสนับสนุนใดๆ ขอให้แจ้งที่ประชุม เพื่อร่วมกันหาทางออก
อนุทินกล่าวอีกว่า ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงาน ทั้งในภาพใหญ่และภาพย่อย ให้การดำเนินงานทุกอย่างบรรลุผลสูงสุดภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพื่อประโยชน์ของประชาชนและจังหวัดต่างๆ ในภูมิภาค
ปีนี้เห็นชัดว่าประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดภาคเหนือตอนบน เสียโอกาสอย่างมากในการสร้างรายได้ให้ประชาชน การสร้างโอกาสทำมาหากิน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ควรเติบโตได้มากกว่านี้ แต่กลับทำไม่ได้เพราะปัญหาไฟป่าและหมอกควัน
ไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป เพราะในระยะยาวจะทำให้ความเชื่อมั่นลดลง และนำไปสู่ความยากลำบากของประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ยังสามารถแก้ไขได้ในบางส่วน โดยต้องเร่งดำเนินการในสิ่งที่ควบคุมได้
ส่วนปัจจัยนอกเหนือการควบคุม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ ต้องอาศัยเทคโนโลยีและหลักวิชาการเข้ามาช่วย ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออก การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องไม่เสียเที่ยว ต้องมีแนวทางดำเนินการที่ชัดเจนพร้อมยืนยันว่าจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ภารกิจบรรลุเป้าหมาย และขอให้ทุกหน่วยงานทุ่มเทอย่างเต็มกำลังเพื่อประชาชน


