×

สรุปนโยบาย 4T ยุค ‘เอกนิติ 2.0’ ตั้งเป้าดัน GDP ไทยโตเต็มศักยภาพ 3% Plus แม้โลกผันผวน

17.04.2026
  • LOADING...
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แถลงนโยบาย 4T เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต 3% Plus

ดร.เอกนิติ ตั้งเป้าเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยให้ขับได้ฉิว เติบโตอย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ ที่ระดับการเติบโตเต็มศักยภาพ ‘3% Plus’ บนเส้นทางถนนขรุขระที่เต็มไปด้วยวิกฤตเปลี่ยนโลก ทั้งปัญหาความมั่นคงทางพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงปัญหาแรงงานและเทคโนโลยีท่ามกลางสังคมสูงวัย

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน นโยบายต่างๆ ที่ออกแบบมา จึงจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเปลี่ยนรถยนต์เศรษฐกิจไทยให้เป็นคันใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด

 

“ต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มีอยู่บนข้อจำกัดต่างๆ เพื่อยกเศรษฐกิจไทยขึ้นมา แต่ยกอย่างเดียวไม่พอ มันต้องเปลี่ยนเครื่องด้วย รถยนต์เศรษฐกิจไทยมันเก่า เครื่องยนต์เก่า เทคโนโลยีเดิม วันนี้จะต้องเปลี่ยนเป็นรถใหม่ และเป็นเครื่องยนต์สีเขียวด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว ในงานแถลงนโยบายอย่างไม่เป็นทางการที่อาคาร 150 ปีกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569

 

เผย 3 บริบท รับโลกยุคใหม่

 

ดร.เอกนิติระบุว่าในวิกฤต มีโอกาสซึ่งบีบให้คนปรับตัวเร็วขึ้น พร้อมชี้ว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤตใหญ่ ซึ่งจะเปลี่ยนโลกไป 3 ทาง ดังนี้

 

1.โลกจะเข้าสู่ยุค ‘Security First’ มากขึ้น: นักลงทุนจะเลือกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีความปลอดภัยสูง จากเดิมที่เน้นฐานการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ โดยประเทศไทยเปรียบดัง ‘ที่หลบภัย’ (Safe Haven) ของนักลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม เวียดนามและมาเลเซียเองถือเป็นประเทศคู่แข่งที่สำคัญ ซึ่งไทยจะต้องสร้างจุดแข็งผ่านการปลดล็อกการลงทุน ด้วยนโยบาย BOI Fast Pass

 

นอกจากความมั่นคงทางการทหารแล้ว ยังมีประเด็นความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน แม้ไทยจะไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันสุทธิ แต่ไทยยังมีวัตถุดิบในการผลิต ‘เอทานอล’ อย่างอ้อย ปาล์ม และมันสำปะหลัง

 

วัตถุดิบทางการเกษตรเหล่านี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาจุดแข็งทางอาหารและพลังงานต่อไปได้ โดยจะผลักดันในระดับอุตสาหกรรม ให้มีความเข้มแข็งทั้งรายใหญ่ รายเล็ก จนส่งออกไปยังต่างประเทศได้

 

2.วิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม: ท่ามกลางภาวะสงครามที่เกิดขึ้น อุปทานน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติ ไม่ได้เคลื่อนไหวตามการตัดสินใจของประเทศผู้ผลิตน้ำมันเช่นกลุ่ม OPEC+ อีกต่อไป แต่ลดลงจากโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลาย ทำให้โลกหมดยุคราคาพลังงานถูกไปสักระยะ

 

เดิมไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยพึ่งพาน้ำมันดิบกว่า 60% และการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน กว่า 60% ก็มาจากก๊าซธรรมชาติในตะวันออกกลาง

 

ดร.เอกนิติระบุว่า จากนี้ไป ไทยจะมุ่งเน้นพลังงานสะอาดมากขึ้น ผ่านการผลักดัน ‘Direct PPA’ ให้ครัวเรือนขายไฟส่วนเกินกลับคืนการไฟฟ้าได้ โดยจะมีการหักลดหย่อนภาษีเพื่อเปิดทางให้ประชาชนทั่วไปติดตั้งโซลาร์เซลล์ในครัวเรือน พร้อมออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดโซลาร์ให้กับคนไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ จะมีนโยบายอุดหนุนสินค้าเกษตร เพื่อนำไปผลิต Bio-Ethanol ซึ่งถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะเกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้นพร้อมกับการแก้ปัญหาราคาพลังงาน

 

ไม่เพียงเท่านั้น ดร.เอกนิติยังกล่าวอีกด้วยว่า กำลังคิดนโยบาย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อให้คนได้เปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้า และช่วยลดมลพิษ PM 2.5 โดยเบื้องต้นได้มอบหมายให้กับทางปลัดกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตร่วมกันพิจารณาออกแบบนโยบาย

 

ดร.เอกนิติระบุว่าจะครอบคลุม รถยนต์คาร์บอนต่ำ เช่น รถยนต์ไฮบริด (HEV) รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และที่สำคัญ ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศ

 

3.โลกเข้าสู่เทคโนโลยี AI อย่างก้าวกระโดด: ดร.เอกนิติกล่าวว่า แม้ปัจจุบันคนทำงานส่วนใหญ่จะหยิบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งช่วยยกระดับผลิตผลแรงงานอย่างมาก อย่างไรก็ตาม คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีดังกล่าว จึงจะประสานกระทรวงดีอี (DE) หนุนให้คนไทยใช้เครื่องมือ AI พรีเมียม เช่น ChatGPT, Gemini มากขึ้น ท่ามกลางสังคมสูงวัย AI จะก้าวเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยให้เก่งขึ้น และหารายได้ได้มากขึ้น

 

นอกจากนี้ AI ยังสามารถนำมาต่อยอดธุรกิจสุขภาพ (Health Wellness) ในไทยได้ จากอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพ ทั้งสมาร์ทวอทช์รุ่นต่างๆ รับเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) เพิ่มเติมจากการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศ ซึ่งไทยมีการลงทุนของ Data Center สูงเป็นอันดับ 6 ของโลก

 

ขับเคลื่อนนโยบายด้วยหัวใจหลัก 4T

 

ดร.เอกนิติระบุว่า ในการรับมือบริบทโลกยุคใหม่ การดำเนินนโยบายต้องขับเคลื่อนบนพื้นฐาน 4T ดังนี้

 

Target: คือการมุ่งเป้า ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ งบไขมันต่างๆ จะต้องถูกตัดทิ้งหมด ไม่ว่าจะเป็น งบศึกษาดูงาน งบเดินทางต่างประเทศ อะไรที่ฟุ่มเฟือยจะต้องโดนตัดทิ้ง เพื่อนำงบประมาณที่มีอยู่ มาเยียวยาประชาชนในช่วงวิกฤต ประกอบด้วยนโยบาย

 

  • มาตรการเยียวยาพุ่งเป้าตรงกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ
  • ไทยช่วยไทย ประกอบด้วย คนละครึ่ง พลัส, และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  • BOI ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมมุ่งเป้า เช่น อาหาร และสุขภาพ
  • เพิ่มประสิทธิภาพของงบประมาณรายจ่าย เช่น ตัดงบเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศ
  • Thailand Future Fund
  • Matching Fund รัฐ-ท้องถิ่น
  • Hometown Tax

 

“เรายังไม่รู้วิกฤตจะยาวเท่าไหร่ แต่เราจะจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 บนวินัยการคลังตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลางเหมือนเดิม” ดร.เอกนิติกล่าว

 

Transition: การเปลี่ยนผ่าน เพื่อช่วยคนไทย และเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับภาครัฐให้ทันสมัย ว่องไว และโปร่งใส ปรับปรุงกฏหมายกติกาที่ล้าสมัย เชื่อมโยงกันด้วยข้อมูล ลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน

 

  • เร่งรัด Green Transition ภาคขนส่งและพลังงาน
  • เร่งทำ Direct PPA เปิดให้ครัวเรือนซื้อขายไฟโดยตรงนะครับ
  • ลงทุน Smart Grid
  • Solar ในทุกภาคส่วน รัฐ/ชุมชน/ครัวเรือน/ธุรกิจ
  • พัฒนารัฐบาลดิจิทัล เป็น Seamless Government ใช้ Data ขับเคลื่อนการตัดสินใจ

 

Transform: พลิกโฉมสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง สร้างโอกาสการเติบโตให้ไปถึงคนตัวเล็ก SMEs ชุมชน ผู้สูงอายุ สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้ลูกหลาน

 

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Digital, Bio, Green
  • ยกระดับแรงงานไทยผ่าน โครงการ Thailand Skill Bridge
  • สนับสนุนเทคโนโลยี เงินทุน และตลาด ให้ SME เข้าถึง Digital + Data + Platform
  • ปฏิรูประบบภาษี เน้นความง่าย อำนวยความสะดวก ด้วย Digital เอื้อให้คนเข้าระบบมากขึ้น
  • ปฏิรูปสินเชื่อคนตัวเล็กตัวน้อย Ari Score ปิดทางคนเป็นหนี้นอกระบบ ตั้งเป้าเสร็จภายใน มิถุนายน-กรกฎาคม 2569

 

Together: รวมพลัง การร่วมมือกันทั้งประเทศ ภาคเอกชนต้องเป็นผู้นําในการลงทุนนวัตกรรม และการสร้างงานใหม่ ภาครัฐต้องเป็นผู้สนับสนุนลดกฎที่ไม่จําเป็น ส่วนประชาชนทุกคน โอกาสนั้นจะเกิดผลได้ จริงก็ต่อเมื่อทุกคนลุกขึ้นมาคว้ามันด้วยตัวเอง

 

  • พื้นที่นําร่อง ทดลองนโยบายใหม่แบบครบวงจร ก่อนขยายผลทั้งประเทศ
  • (เช่น Saraburi Model, ร้อยเอ็ด Model)
  • ร่วมกับ กกร. ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจร่วมกัน Re-Invent Thailand
  • เปิด sandbox ให้เอกชน-สตาร์ทอัพ-ชุมชน ร่วมทดลองและพัฒนานโยบายจริง
  • One Government บริการรัฐไร้รอยต่อ เชื่อมหน่วยงานรัฐเป็นระบบเดียว ลดขั้นตอน ลดต้นทุนประชาชน
  • Open Data/Open Governmentเปิดเผยข้อมูล สร้างความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ
  • ผสานกองทุนรัฐ-เอกชน-ต่างประเทศ เร่งลงทุนเศรษฐกิจใหม่

 

ย้ำ ‘Hometown Tax’ ไม่ได้เก็บภาษีเพิ่ม

 

ทั้งนี้ ‘ภาษีรักบ้านเกิด’ หรือ ‘Hometown Tax’ มีจุดประสงค์เพื่อกระจายเม็ดเงินไปกับการพัฒนาท้องถิ่น โดยอยู่ระหว่างการออกแบบนโยบายจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งหลักการเบื้องต้นจะเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกนำเงินภาษีของตนไปบริจาคหรือสนับสนุนให้กับจังหวัดที่ตนเองชื่นชอบ จังหวัดที่ไปท่องเที่ยว หรือจังหวัดบ้านเกิดของตนเองได้ ซึ่งจะคล้ายคลึงกับระบบที่เปิดทางให้ผู้เสียภาษีเลือกหักภาษีเพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองในปัจจุบัน

 

พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติ ย้ำว่า ‘Hometown Tax’ จะไม่ใช่การเก็บภาษีในอัตราเพิ่มขึ้น แต่เป็นการกระจายเม็ดเงินไปยังต่างจังหวัดเพื่อไม่ให้ความเจริญกระจุกตัวแค่ในกรุงเทพ

 

พร้อมผ่อนคลายวินัยการคลังถ้า ‘จำเป็น’

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ‘ถ้าจำเป็น’ อาจต้องผ่อนคลายวินัยการคลัง แต่เบื้องต้น จะยังไม่ขยับกรอบใดๆ โดยเชื่อว่า สถาบันจัดอันดับเครดิต (Credit Rating Agency) เข้าใจดีถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และเตรียมหารือสถาบันจัดอันดับเครดิตต่างๆ ในงาน IMF-World Bank ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ระหว่างวันที่ 13-18 เมษายนนี้

 

พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า พันธบัตรรัฐบาลไทย ยังคงสูงกว่าระดับมีปัญหาที่เรียกว่า ‘Junk Bond’ อยู่ 2-3 ระดับ โดยคาดว่าสถาบันจัดอันดับเป็นห่วงประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณมากกว่าขนาดของการใช้จ่าย

 

สิ่งสำคัญคือการใช้จ่ายอย่างมุ่งเป้า ซึ่งดร.เอกนิติตั้งเป้า ขยายสัดส่วนการลงทุนในประเทศเพิ่มเป็น 30% ต่อ GDP จากระดับ 23% ในปัจจุบัน โดยมุ่งเป้าไปยังการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล

 

“เราตั้งเป้าใน 4 ปีเราจะลงทุนเป็น 30% ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่เราลงทุนทุกอย่างไม่ได้ เราจะต้องมุ่งเป้าไปยังการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แถลงนโยบาย 4T เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต 3% Plus 1

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories