วันนี้ (11 เมษายน) เวลา 10.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก ภายหลังการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา
นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมนัดแรกของคณะรัฐมนตรี หลังการแถลงนโยบาย ซึ่งหมายความว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายใด ๆ ที่เคยมีมาก่อนในการบริหารราชการแผ่นดิน
ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนใช้ความสามารถและความใส่ใจอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาของประเทศ ภายใต้กรอบภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างสมบูรณ์ และขอเน้นย้ำให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้เป็นรัฐบาลของประชาชน ทำงานเป็นทีมเดียวกันในการพัฒนาประเทศ และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน
พร้อมทั้งเน้นเรื่องการสื่อสารระหว่างกัน เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยไม่ยึดติดกับที่มาของแต่ละคน เพราะทุกคนคือทีมเดียวกัน ที่ได้ร่วมกันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณและชื่นชมคณะรัฐมนตรีทุกคน ที่มีความเหนียวแน่นและเป็นปึกแผ่น รวมถึงให้ความสำคัญกับการรับฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาในช่วง 2 วันที่ผ่านมา
“ผมได้เห็นทุกคนผลัดกันลุกขึ้นชี้แจงข้อสงสัยและข้อกังวลของสมาชิกรัฐสภา ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา ทุกคนชี้แจงอย่างชัดเจน มีการเตรียมข้อมูลที่ช่วยคลี่คลายความกังวลต่าง ๆ ผมถือว่าการที่เราพูดกับสมาชิกรัฐสภา ก็คือการพูดกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ 77 ล้านคน ดังนั้น สิ่งที่เราได้ชี้แจงต่อรัฐสภา ก็คือการสื่อสารกับประชาชนทั้งประเทศ ให้รับทราบแนวทางการปฏิบัติ รวมถึงเรื่องที่แม้ไม่อยู่ในนโยบาย แต่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ก็ต้องเร่งดำเนินการ”
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ตนและรองนายกรัฐมนตรีทุกคน พร้อมสนับสนุนภารกิจของรัฐมนตรีทุกคนอย่างเต็มที่ หากมีภารกิจหรือลงพื้นที่แล้วเห็นว่ามีความจำเป็นหรือเป็นประโยชน์ ก็สามารถประสานให้คณะรัฐมนตรี หรือรวมถึงตัวนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ร่วมกันได้
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดนี้ ด้วยความมุ่งมั่น และขอให้บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยความสมัครสมานสามัคคี ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน พร้อมย้ำว่าจะสนับสนุนทุกภารกิจอย่างเต็มความสามารถ โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด
การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้มีวาระสำคัญทั้งด้านงบประมาณ เศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนงานด้านกฎหมายเข้าสู่การพิจารณา ในส่วนของวาระด้านงบประมาณ สำนักงบประมาณเตรียมเสนอปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 รวมถึงหลักเกณฑ์ว่าด้วยการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เพื่อกำหนดกรอบการบริหารจัดการงบประมาณของภาครัฐในระยะถัดไป
ขณะที่มาตรการด้านเศรษฐกิจ กระทรวงคมนาคมเสนอขอใช้งบกลางเพื่อดูแลผู้ประกอบการกลุ่มขนส่ง วงเงินประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนและพยุงภาคโลจิสติกส์ของประเทศ ด้านกระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอแนวทางควบคุมราคาสินค้าผ่านโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มอีกคนละ 100 บาท เป็นระยะเวลา 1 เดือน ใช้งบประมาณรวม 1,300 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
สำหรับวาระเพื่อพิจารณา สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอการร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบ ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีกรอบต้องดำเนินการภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
พร้อมกันนี้ ยังเสนอแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการด้านนิติบัญญัติหลายประเด็น อาทิ การรับร่างพระราชบัญญัติของ สส. และผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนรับหลักการ แนวทางดำเนินการร่างอนุบัญญัติที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ตลอดจนการมอบหมายให้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหรือสั่งการแทน ครม. ในกรณีเร่งด่วนเกี่ยวกับร่างพระราชกฤษฎีกาที่มีกรอบเวลาดำเนินการจำกัด
อีกทั้งยังมีการเสนอแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการตามข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระ รวมถึงญัตติ รายงาน และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อให้การทำงานระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ส่วนวาระเพื่อทราบ สลค.เสนอระบบผู้ประสานงานระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและผลักดันงานด้านกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล



























