×

รัฐบาลงัด พ.ร.ก. ปี 16 ใช้อำนาจคุม ‘ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น’ พร้อมขอดึง ‘กำไรส่วนเกิน’ จากโรงกลั่นหั่นราคาหน้าปั๊ม ส่งสัญญาณ ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ เป็นรายได้ดูแลกลุ่ม ‘เปราะบาง’

07.04.2026
  • LOADING...
ภาพอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลในการควบคุม ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยใช้กฎหมายพิเศษ พร้อมยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

หลังจากเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ ที่ผ่านมามีตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่มี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งประธาน คตร.มีการประชุมมา 3 ครั้งติด ถึงครั้งล่าสุดวานนี้ (6 เมษายน) จนมีการนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.นัดพิเศษวานนี้ ในรายละเอียดในการกำกับดูแลโรงกลั่น และการกำหนดราคาน้ำมันรวมทั้งแผนรับมือในสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญ

 

 
 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth

 

ระบุว่า หัวใจการทำงานที่สำคัญของ คตร.ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเพื่อตรวจว่าค่าการกลั่น (GRM) ของโรงกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกินหรือไม่ โดยที่ทีผ่านมา คตร.มีการประชุมของคณะทำงานมาแล้วจำนวน 3 ได้ผลสรุปออกมาดังนี้

 

1. ค่าการกลั่นที่มีการรายงานออกมาปัจจุบัน โดยกระทรวงพลังงาน ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันที่มีภาวะสงครามซึ่งยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่น

 

เนื่องจากโดยปกติแล้ว ค่าการกลั่นคำนวณได้จากการนำราคาขายมาหักลบกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งก็คือราคาน้ำมันดิบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ ราคาขายที่อ้างอิงกับตลาดสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยน้ำมันดีเซลจากเคยอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ได้พุ่งขึ้นไปถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากภาวะขาดแคลนทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยงหรือ War Premium

 

ในขณะเดียวกัน ฝั่งต้นทุนน้ำมันดิบที่นำมากลั่นก็มีค่า War Premium ที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยมีกรณีตัวอย่างของโรงกลั่นแห่งหนึ่งที่เรือขนส่งไปติดอยู่กลางช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนพรีเมียมที่สูงมากเพื่อให้ได้น้ำมันมากลั่นให้คนไทยใช้ ด้วยเหตุนี้ คตร. จึงสรุปว่าค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานประกาศในปัจจุบันนั้น ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในช่วงสถานการณ์สงคราม

 

2. เมื่อย้อนกลับไปดูช่วงก่อนเกิดสงคราม ค่าการกลั่นที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 2 บาทกว่าต่อลิตร แต่เมื่อนำราคาขายที่พุ่งสูงขึ้นมาหักลบกับต้นทุนจริงของแต่ละโรงกลั่นในขณะนี้ คณะกรรมการฯ จึงพบว่ามี ‘ผลประโยชน์ส่วนเกิน’ หรือค่าการกลั่นส่วนเกินเกิดขึ้นจริงในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

3. คตร. ได้เสนอผลสรุปเรื่องการดึงผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวานนี้ (6 เมษายน 2569) เพื่อให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการหลังจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในวันนี้ทันที เพื่อเข้าไปเจรจากับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งโดยตรง โดยอิงจากตัวเลขต้นทุนจริงในเดือนมีนาคมเป็นหลัก เพื่อหาข้อสรุปว่าแต่ละแห่งมีกำไรส่วนเกินเท่าใดในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่สำคัญคือ เงินส่วนต่างที่เจรจาได้ทั้งหมดนี้ จะไม่ถูกนำไปเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่จะถูกส่งผ่านไปใช้ ลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มน้ำมัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยตรงในทันที

 

งัด พ.ร.ก. ปี 16 คุมราคาหน้าโรงกลั่น

 

สำหรับกระแสการเรียกเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) นั้น ดร.เอกนิติ ระบุว่าไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในวิกฤตครั้งนี้ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการออกกฎหมายนาน และกลไกนี้เหมาะกับสินทรัพย์ที่มีทิศทางราคาขาขึ้นเพียงอย่างเดียว เช่น การเจอแหล่งขุดเจาะน้ำมันใหม่ หรือราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้น แต่ราคาน้ำมันมีความผันผวนทั้งขาขึ้นและขาลง

 

ส่วนการเสนอแนวคิด Floor & Ceiling หรือการใช้มาตรฐานควบคุมแบบเดียวกันทั้งหมดมาใช้นั้น คตร.ได้ศึกษาแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูงมาก

 

เนื่องจากในความเป็นจริง โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งมีต้นทุนที่แท้จริงและค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium) ที่แตกต่างกัน เช่น บางโรงกลั่นประสบปัญหาเรือขนส่งไปติดอยู่กลางช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องจ่ายค่าพรีเมียมแพงกว่าปกติมากเพื่อให้ได้น้ำมันมากลั่น การพิจารณาตัวเลขจาก “ค่าเฉลี่ย” รวมกันจึงไม่สะท้อนความเป็นจริงของแต่ละบริษัท

 

ดังนั้นหากรัฐบาลกำหนดเพดานราคา (Ceiling) ในระดับเดียวกันทั้งหมด โรงกลั่นที่มีต้นทุนนำเข้าน้ำมันดิบสูงกว่าปกติอาจจะต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนหนักจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

 

ทั้งนี้ หากโรงกลั่นบางแห่งแบกรับต้นทุนไม่ไหวจนต้องหยุดการผลิต ผลที่ตามมาคือจะไม่มีน้ำมันมากลั่นเข้าสู่ระบบของประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหา ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ คือจากเดิมที่เผชิญวิกฤตราคาแพง จะลุกลามกลายเป็น ปัญหาน้ำมันขาดแคลน ไม่มีน้ำมันเพียงพอให้ประชาชนใช้

 

ดังนั้นรัฐบาลจึงเตรียมใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว คือ พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจให้กับคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กระทรวงพลังงาน สามารถกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือสงคราม เพื่อใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์สงครามที่มีผลกระทบเป็นวิกฤต

 

โดยกลไกนี้ตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม คือในจังหวะที่ราคาน้ำมันเป็นขาขึ้น รัฐจะขอแบ่งกำไรส่วนเกินมาช่วยลดผลกระทบให้ประชาชน แต่หากราคาน้ำมันเป็นขาลง รัฐก็จะต้องมีกลไกเข้าไปชดเชยให้กับโรงกลั่นด้วยเช่นกัน

 

ส่งสัญญาณ ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิต’ รัฐต้องมีรายได้ช่วย ‘กลุ่มเปราะบาง’

 

ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่เกือบ 20 บาทต่อลิตร รัฐบาลจะยังคงใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นกลไกหลักในการชะลอผลกระทบด้านราคาหน้าปั๊มน้ำมันต่อไป ขณะที่ภาษีสรรพสามิตนั้น รัฐบาลจะยังเก็บรายได้ส่วนนี้ไว้เพื่อช่วยเหลือดูแล ‘กลุ่มเปราะบาง’ ต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีผบกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และนำไปใช้จ่ายเป็นสวัสดิการภาพรวมของประเทศ เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และงบสนับสนุนการศึกษาสั่งตัวแทนคลังในบอร์ด

 

นอกจากนี้ ในฐานะที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มบริษัทพลังงาน ดร.เอกนิติ ได้มอบนโยบายผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปยังผู้แทนกระทรวงการคลังที่นั่งเป็นกรรมการ ให้ดำเนินการ 4 ข้อหลักอย่างเด็ดขาด ได้แก่

 

  • ห้ามกักตุนน้ำมัน
  • ให้เร่งผลิตน้ำมันอย่างเต็มกำลัง
  • เตรียมหาแหล่งน้ำมันดิบให้เพียงพอ

 

และ 4) ห้ามฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควรกับประชาชน โดยกำชับให้ดำเนินการควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาล เนื่องจากหลายแห่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อย

 

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เจรจาจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากหลากหลายพื้นที่ เช่น บราซิล และรัสเซีย ทำให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอใช้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคมปีนี้ ซึ่งถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าหลายประเทศที่เริ่มต้องจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันแล้ว

 

รับสภาพโลกเปลี่ยนผ่าน จบยุคน้ำมันถูก

 

ดร.เอกนิติ ประเมินต่อทิศทางสงครามว่าได้ทำลายแหล่งผลิตพลังงานของโลกไปมาก โลกจึงได้ก้าวเข้าสู่ยุคน้ำมันแพงและเป็นไปได้ยากที่ราคาจะกลับมาถูกเหมือนเดิม รัฐบาลไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ทั้งหมด และจำเป็นต้องปล่อยให้กลไกราคาทำงานบ้าง เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงต้นทุนและเกิดการประหยัดพลังงาน

 

“วันนี้เราต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เราต้องปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง หันมาใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน โซลาร์เซลล์ และผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มากขึ้น เพราะเราไม่สามารถพึ่งพาราคาน้ำมันหรือต้นทุนแบบเดิมได้อีกต่อไปแล้ว” ดร.เอกนิติ กล่าว

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories