×

เจาะลึกวิกฤต ‘ปิโตรเคมีช็อก’ ทำไมพลาสติกแพง เสี่ยงขาดแคลน น่ากลัวกว่าน้ำมัน 60 บาท/ลิตร

03.04.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงชั้นวางสินค้าที่ว่างเปล่า สื่อถึงการขาดแคลนพลาสติกและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีฉากหลังเป็นภาพสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

HIGHLIGHTS

  • วิกฤตปิโตรเคมีช็อกเกิดขึ้นเพราะตะวันออกกลางคือหัวใจสำคัญของห่วงโซ่นี้ ข้อมูลของ Altana บอกว่า มีโรงงานปิโตรเคมีในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินกิจการอยู่ถึง 193 แห่ง ซึ่งรองรับอุปทานถึง 22% ของโลก และทั้งหมดต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในการขนส่งสินค้า
  • วัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตพลาสติก เข้าไปเป็นส่วนประกอบในแทบทุกสิ่ง ตั้งแต่ถุงมือแพทย์ ชิ้นส่วนในการผลิตรถยนต์ สิ่งทอ ผงซักฟอก ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การชะงักงันของปิโตรเคมีในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบปลายน้ำต่อสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันที่มีมูลค่าสูงถึง 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • “คนเริ่มรู้สึกกันแล้วจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่การขึ้นถือว่ายังไม่สุด เพราะกองทุนน้ำมันยังชดเชยอยู่เกือบ 20 บาทต่อลิตร แต่น้ำมันแพงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน เพราะเป็นต้นทุนของหลายอย่าง โดยเฉพาะพลาสติก ทำให้สินค้าจะแพงขึ้นเรื่อยๆ” ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)
  • ชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (Eka Global) บอกว่า ตั้งแต่สัปดาห์แรกของสงคราม ซัพพลายเม็ดพลาสติกในตลาดโลกหายไปแล้วกว่า 30-50% ส่งผลให้เกิดภาวะซัพพลายตึงตัวอย่างหนัก ทำให้สินค้าประเภทบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีแนวโน้มต้องปรับขึ้นราคาเฉลี่ย 20-40%
  • หลังจากสงครามปะทุขึ้นมาเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ดัชนีหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี (PETRO) ของไทย เป็นกลุ่มที่ราคาพุ่งขึ้นมากที่สุด 17% นำโดยหุ้นอย่าง GGC, PTTGC และ IVL
  • นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.เอเซีย พลัส คาดว่า ช่วงไตรมาส 1 โรงกลั่นและปิโตรเคมีหลายแห่งจะมีกำไรมหาศาล เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลน ในขณะที่โรงงานเหล่านี้ยังคงใช้วัตถุดิบต้นทุนต่ำที่สั่งซื้อมาล่วงหน้า ทำให้ส่วนต่างกำไร (Margin) กว้างขึ้น แถมยังมีกำไรจากสต็อกวัตถุดิบอีกด้วย
  • อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 หรือเดือนเมษายน บริษัทต่างๆ จะต้องเริ่มสั่งซื้อวัตถุดิบในราคาที่แพงขึ้น ซึ่งต้องไปลุ้นกันต่อว่าราคาผลิตภัณฑ์ปลายทางจะยังคงปรับตัวขึ้นสอดคล้องกันหรือไม่

สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากว่าหนึ่งเดือน กำลังก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่ที่ชื่อว่า ‘ปิโตรเคมีช็อก’ พายุลูกนี้กำลังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง และจะรุนแรงยิ่งกว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่พุ่งขึ้นมาแล้วเกือบ 60% ถ้าสถานการณ์ความขัดแย้งยังดำเนินต่อไป

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

สาเหตุที่ทำให้ ‘Second Round Effect’ หรือผลกระทบระลอกที่สอง ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าระลอกแรก มาจากสิ่งที่เรียกว่า ‘พลาสติก’ ที่ราคากำลังแพงขึ้นไม่แพ้น้ำมัน และมีความเสี่ยงว่าจะขาดแคลน กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังหลายอุตสาหกรรม จนอาจถึงขั้นทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่างหยุดชะงักได้

 

‘ปิโตรเคมีช็อก’ กำลังสั่นสะเทือนโลก

 

เพื่อให้เข้าใจถึงวิกฤตนี้ เราควรเข้าใจห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) พื้นฐานเสียหน่อย โดย Philip Geurts, chemicals and oil analyst ของ BloombergNEF อธิบายว่า ต้นทางของพลาสติกที่เราใช้กันอยู่ทุกวันเริ่มต้นจากน้ำมันดิบ (Crude oil) ที่ถูกนำมากลั่นจนได้ออกมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstocks) ที่สำคัญคือ แนฟทา (Naphtha) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) นี่คือวัตถุดิบหลักที่ป้อนเข้าสู่โรงงานที่เรียกว่าแครกเกอร์ (Crackers)

 

จากนั้นแครกเกอร์จะเปลี่ยนวัตถุดิบเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า เคมีภัณฑ์ขั้นต้น ในทางเทคนิคมีเคมีภัณฑ์ขั้นต้นหลักๆ 6 ชนิดที่ออกมาจากกระบวนการนี้ แต่สามตัวที่สำคัญคือ เอทิลีน, โพรพิลีน และพาราไซลีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของพลาสติกส่วนใหญ่ที่เราใช้กัน

 

สารเหล่านี้จะถูกนำไปผ่านกระบวนการโพลิเมอไรซ์เพื่อให้กลายเป็นโพลีเอทิลีน (Polyethylene) โพลีโพรพิลีน (Polypropylene) และโพลีเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) ก่อนจะถูกสับเป็นเม็ดพลาสติกเล็กๆ ที่เรียกว่า “เนอร์เดิลส์” (Nurdles) และนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกต่างๆ

 

วิกฤตปิโตรเคมีช็อกเกิดขึ้นเพราะตะวันออกกลางคือหัวใจสำคัญของห่วงโซ่นี้ ข้อมูลของ Altana บอกว่า มีโรงงานปิโตรเคมีในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินกิจการอยู่ถึง 193 แห่ง ซึ่งรองรับอุปทานถึง 22% ของโลก และทั้งหมดต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในการขนส่งสินค้า เฉพาะซาอุดีอาระเบียเพียงประเทศเดียวก็ครองสัดส่วนถึง 75% ของกำลังการผลิตในภูมิภาคนี้

 

หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ โพลีเอทิลีนราว 18 ล้านตัน หรือคิดเป็น 1 ใน 8 ของกำลังการผลิตทั้งหมดทั่วโลกจะหายไปจากตลาด ผลกระทบที่หนักที่สุดจะตกอยู่กับเอเชีย โดยการนำเข้าวัตถุดิบตั้งต้นอย่างแนฟทาและน้ำมันดิบที่ลดลง อาจทำให้การผลิตเอทิลีนและโพลีเอทิลีนในเอเชียลดลงถึง 15-17% ของการผลิตทั่วโลก

 

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นสัญญาณอันตรายแล้ว เมื่อโรงงานแครกเกอร์ในเอเชียบางแห่งเริ่มหยุดการผลิตและต้องประกาศเหตุสุดวิสัย

 

วัตถุดิบตั้งต้นเหล่านี้เข้าไปเป็นส่วนประกอบในแทบทุกสิ่ง ตั้งแต่ถุงมือแพทย์ ชิ้นส่วนในการผลิตรถยนต์ สิ่งทอ ผงซักฟอก ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การชะงักงันของปิโตรเคมีในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบปลายน้ำต่อสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันที่มีมูลค่าสูงถึง 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

คำถามสำคัญคือ พลาสติกที่หลายคนกำลังกังวลอยู่นี้ เป็นแค่เรื่องของราคาที่แพงขึ้น หรือจะลุกลามไปเป็นการขาดแคลน แต่หนึ่งในผลกระทบสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ ในยุคหลังโควิด ปัจจัยขับเคลื่อนเงินเฟ้อที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงในตอนนั้นคือ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์

 

Second Round Effect คืออะไร?

 

หลายคนอาจสงสัยว่าในเมื่อต้นทุนพุ่งสูงขึ้นแล้ว ทำไมของใช้บนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตถึงยังไม่ปรับราคาขึ้นทันทีตั้งแต่ช่วงแรก? คำตอบคือสิ่งที่เรียกว่า ‘Time Lag’ หรือความล่าช้าในวงจรการผลิต

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) อธิบายว่า ก่อนหน้านี้เรากำลังเผชิญกับผลกระทบรอบแรก (First Round Effect) นั่นคือค่าน้ำมันแพงขึ้น

 

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่ากำลังตามมา นั่นคือผลกระทบระลอกที่สอง (Second Round Effect) เพราะน้ำมันไม่ใช่แค่พลังงาน แต่เป็น “ต้นทุนของปิโตรเคมี” โดยเฉพาะพลาสติกที่แทรกซึมอยู่ในทุกส่วนของการใช้ชีวิต รวมทั้งน้ำมันที่แพงขึ้นไปกระทบกับค่าขนส่งโดยตรง และเนื่องจากค่าขนส่งเป็นต้นทุนแฝงอยู่ในสินค้าทุกชนิด สิ่งนี้จึงเริ่มทำให้ต้นทุนสินค้าแพงขึ้นเรื่อยๆ

 

“คนเริ่มรู้สึกกันแล้วจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่การขึ้นถือว่ายังไม่สุด เพราะกองทุนน้ำมันยังชดเชยอยู่เกือบ 20 บาทต่อลิตร แต่น้ำมันแพงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน เพราะเป็นต้นทุนของหลายอย่าง โดยเฉพาะพลาสติก ทำให้สินค้าจะแพงขึ้นเรื่อยๆ”

 

‘แพงขึ้น’ ไม่น่ากลัวเท่า ‘ขาดแคลน’

 

ดร.พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าของแพง ก็คือ ‘ภาวะขาดแคลน’

 

“สินค้าราคาแพงคนยังพอหาซื้อหรือหลีกเลี่ยงการใช้ได้ แต่ถ้าของขาดแคลนจะเป็นเรื่องใหญ่กว่ามาก ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมอาหาร ต่อให้ทำอาหารเสร็จแล้ว แต่ถ้าไม่มีบรรจุภัณฑ์พลาสติกมาใส่ ก็ไม่สามารถนำออกไปขายได้ หรือหากไม่มีพลาสติกสำหรับบรรจุน้ำดื่ม สถานการณ์ก็จะยิ่งน่ากังวล” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

หากความขัดแย้งจบลงเร็ว วิกฤตจะไม่เกิดเพราะทุกคนยังมีสต็อกสินค้า แต่หากสินค้าที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซหายไป 15-20% โดยไม่กลับมา ในระยะแรกตลาดจะดึงสต็อกออกมาใช้ก่อน แต่เมื่อพ้นช่วงไตรมาสที่ 2 ไปแล้ว สถานการณ์จะเริ่มน่ากังวล

 

ในกรณีเลวร้ายที่สุดหากของขาดแคลนจริงๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะต้องหยุดชะงักลงทันที เพราะห่วงโซ่อุปทานนั้นเชื่อมโยงกันไปหมด และจะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องทำในเวลานี้คือการพยายามรักษาอุปทานไว้ให้ได้ เช่น เม็ดพลาสติกและปุ๋ย พร้อมกับ “Hoping for the best, prepare for the worst”

 

Eka Global เผยต้นทุนบรรจุภัณฑ์จ่อพุ่ง 20-40% SME เสี่ยงขาดแคลนของ

 

แหล่งก๊าซธรรมชาติหลักของโลกที่ถูกโจมตีในตะวันออกกลาง ส่งผลสะเทือนถึงอุตสาหกรรมพลาสติกไทยด้วยเช่นกัน ล่าสุด CEO ของบริษัท Eka Global บอกว่าซัพพลายเม็ดพลาสติกโลกตึงตัวหนัก คาดต้องปรับราคาขายส่งผ่านต้นทุนสู่เจ้าของแบรนด์สินค้า 20-40%

 

ชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (Eka Global) ผู้นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารระดับโลก เปิดเผยกับ THE STANDAR WEALTH ว่าเหตุระเบิดแหล่งก๊าซธรรมชาติ ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติกได้

 

ชัยวัฒน์ประเมินว่า ตั้งแต่สัปดาห์แรกของสงคราม ซัพพลายเม็ดพลาสติกในตลาดโลกหายไปแล้วกว่า 30-50% ส่งผลให้เกิดภาวะซัพพลายตึงตัวอย่างหนัก แม้ปัจจุบันจะยังมีวัตถุดิบหลงเหลืออยู่บ้างแต่ต้องใช้วิธี ‘แบ่งกัน’ ระหว่างผู้ประกอบการ

 

“ในระยะสั้นของยังมีอยู่บ้างแต่น้อย และราคาจะแพงขึ้นมาก กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ SME ที่อาจจะหาของไม่ได้เลย ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ยังพอหาได้แต่ต้องสู้ด้วยราคา”

 

สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบแค่พลาสติกชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ลามไปถึงทุกอุตสาหกรรมที่ใช้แพ็กเกจจิ้ง เพราะโรงงานปิโตรเคมี (กลางน้ำ) ในไทยมีผู้เล่นรายใหญ่เพียง 3-4 รายเท่านั้น เมื่อสารตั้งต้นขาดแคลน บางแพลนต์ต้องหยุดการผลิตหรือลดกำลังการผลิตลงตามรายงานที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนหน้านี้

 

CEO Eka Global ยืนยันว่าในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Cost Pass-through หรือการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกรายต้องทำ

 

ทั้งนี้ ชัยวัฒน์คาดการณ์ว่า สินค้าประเภทบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีแนวโน้มต้องปรับขึ้นราคาเฉลี่ย 20-40% เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

 

“จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับ ‘สต็อก’ ของแต่ละแบรนด์ หากสงครามลากยาว 3-6 เดือน สินค้าบนชั้นวางอาจเริ่มขาดแคลนในบางสาขาหรือบางแบรนด์” ชัยวัฒน์ กล่าว

 

โดยยกตัวอย่างโครงสร้างราคาสินค้าที่ใช้พลาสติกเยอะ เช่น น้ำดื่ม หากขวดแพงขึ้น 40% ราคาน้ำดื่มอาจต้องขึ้น 10-15% แต่สินค้ามูลค่าสูงอย่างคอสเมติกหรือครีมกระปุกละหลายร้อยบาท อาจจะไม่ได้รับผลกระทบจนต้องปรับราคาตาม

 

ใช้เครือข่ายโรงงาน จีน-อินเดีย พยุงซัพพลาย

 

ท่ามกลางวิกฤต ชัยวัฒน์ระบุว่า Eka Global ยังคงมีความได้เปรียบจากการมีฐานการผลิตกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะโรงงานใน จีนและอินเดีย ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์วัตถุดิบยังไม่ตึงตัวเท่าประเทศไทย

 

“เรามีการทำ Risk Management โดยอาศัยความเป็นกรุ๊ปในการซอร์สซิงวัตถุดิบจากจีนและอินเดียมาช่วยเสริม ซึ่งที่นั่นหาของได้ง่ายกว่าและราคาถูกกว่าไทย ส่วนหนึ่งอาจเพราะความสัมพันธ์ระดับประเทศระหว่างจีน-อินเดีย กับอิหร่าน ทำให้เขายังนำเข้าของได้อยู่”

 

แม้จะมีสัญญาณการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ CEO Eka Global เชื่อว่าโลกจะไม่กลับไปเหมือนเดิม โดยประเมินว่า หากสงครามสงบวันนี้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน กว่าโรงงานปิโตรเคมีจะกลับมาเดินเครื่องได้เต็มสูบ

 

“แต่อย่างไรก็จะเป็น New Normal ของราคา มองว่าราคาเม็ดพลาสติกที่พุ่งสูงขึ้นไปแล้ว มีโอกาสยากมากที่จะปรับลดลงมาเท่าเดิมก่อนสงคราม หรืออาจต้องใช้เวลานานเป็นปี” ชัยวัฒน์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม Eka Global ยังคงเป้าการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 10-15% หรือตั้งเป้ายอดขายที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท จากปี 2568 ที่มียอดขาย 1,100 ล้านบาท โดยเชื่อมั่นว่านวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยังเป็นที่ต้องการของตลาดไทยและตลาดโลกตราบเท่าที่ผู้บริโภคยังต้องกินต้องใช้ แม้จะต้องเผชิญกับภาวะค่าไฟและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงานก็ตาม

 

MALEE ปรับแผนรับมือ หลังต้นทุน PET แพงขึ้น

 

จากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น เอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มาลี กรุ๊ป (MALEE) เปิดเผยว่า ผลกระทบและกลยุทธ์การตั้งรับของบริษัทต่อวิกฤตการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ MALEE ต้องปรับแผนการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเดิมทีภูมิภาคตะวันออกกลางคือหนึ่งในเป้าหมายหลักที่บริษัทเตรียมบุกตลาดและได้เริ่มส่งออกสินค้าไปบ้างแล้ว

 

ปัจจัยหลักที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบคือ ‘ต้นทุนวัตถุดิบ’ โดยเฉพาะพลาสติกที่อิงกับราคาน้ำมัน รวมถึงค่าขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้นจากราคาดีเซล ซึ่งปัจจุบันราคาตลาดของพลาสติก PET ปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างมาก

 

อย่างไรก็ตาม MALEE มีข้อได้เปรียบด้านความยืดหยุ่นของบรรจุภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย ทั้งขวดพลาสติก PET, กล่องกระดาษ (UHT), กระป๋องอะลูมิเนียม และกระป๋องเหล็กทินแคน

 

“สัดส่วนบรรจุภัณฑ์ที่เราใช้มากที่สุดคือกล่องกระดาษ รองลงมาคือกระป๋องอะลูมิเนียม หากพลาสติกเริ่มขาดแคลน เราก็มีทางออกโดยการเพิ่มสัดส่วนไปที่กล่องกระดาษแทน เนื่องจากเรามีเครื่องจักรและโรงงานที่สามารถผลิตได้เอง ทำให้เราบริหารจัดการต้นทุนได้ดีระดับหนึ่ง” เอกรินทร์กล่าว

 

“เป้าหมายสำคัญอันดับแรกของเราตอนนี้คือ ทำยังไงให้ไม่เกิดภาวะของขาด วัตถุดิบต้องเข้ามาที่โรงงานอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กระทบการขาย ส่วนประเด็นการปรับขึ้นราคาสินค้านั้น เราจับตาดูการแข่งขันอย่างใกล้ชิด แม้ว่าสินค้าบางประเภทในตลาดจะเริ่มประกาศขึ้นราคาแล้ว แต่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรายังไม่มีใครปรับขึ้น เราพยายามจัดการต้นทุนภายในให้ดีที่สุดก่อนเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้บริโภค หากไม่จำเป็นจริงๆ จะยังไม่มีการปรับราคา” เอกรินทร์กล่าว

 

สำหรับต้นทุนหลักที่แท้จริงของบริษัทคือค่าวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่จัดหาได้จากในประเทศ จึงยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ขณะที่วัตถุดิบทางการเกษตรอย่าง ‘น้ำมะพร้าว’ ปัจจุบันปริมาณผลผลิตในตลาดยังมีสูงจากกระแสการปลูกที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับตลาดจีนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาวัตถุดิบยังอยู่ในจุดที่รับได้

 

พับแผนบุกตะวันออกกลางชั่วคราว เบนเข็มลุย ‘จีน-เกาหลี-อาเซียน’

 

แม้ว่าสงครามจะทำให้แผนการเจาะตลาดตะวันออกกลางต้องสะดุดลง และเริ่มมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอย่าง ‘ค่าประกันภัยสงคราม (War Risk Surcharge)’ สำหรับเส้นทางเดินเรือในพื้นที่เสี่ยง แต่โชคดีที่สัดส่วนรายได้จากภูมิภาคตะวันออกกลางของบริษัทยังไม่ใหญ่มากนัก

 

เพื่ออุดรอยรั่วดังกล่าว MALEE ได้งัดแผนสำรองในช่วงไตรมาสที่ 2 โดยการ ‘เบนเข็ม’ มุ่งเน้นไปที่ตลาดจีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนามแทน ซึ่งประเทศเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบจากเส้นทางการเดินเรือ โดยคาดหวังว่าหากสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ตลาดตะวันออกกลางจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 3

 

บริษัทยังคงเดินหน้าตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2569-2571 ไว้ที่ เติบโตเฉลี่ยที่ 10-15% ต่อปี จากฐานรายได้ปีที่แล้วที่ 7,800 ล้านบาท และจากการประกาศงดจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 เพราะเป็นการเตรียมเงินสดสำรองสำหรับการลงทุนครั้งใหญ่ โดยแบ่งเป็น

 

  • งบลงทุนด้านเครื่องจักร (CAPEX) ใช้มากกว่า 100-200 ล้านบาทต่อปี เพื่อปรับปรุงระบบหลังบ้านและเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานด้วยระบบ Automation
  • งบการตลาดและวิจัย (OPEX) ในระดับหลายร้อยล้านบาท เพื่อใช้สร้างแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศอย่างดุดัน รวมถึงลงทุนในทีมนักวิจัยและเครื่องมือสำหรับคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ

 

อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ผู้ชนะท่ามกลางไฟสงคราม?

 

ในขณะที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญกับคลื่นค่าครองชีพ ภาคธุรกิจในกลุ่มปิโตรเคมีต้นน้ำบางแห่งกลับกลายเป็นผู้ได้รับอานิสงส์จากวิกฤตครั้งนี้ โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่นอกพื้นที่สงครามและไม่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง

 

หลังจากสงครามปะทุขึ้นมาเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ดัชนีหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี (PETRO) ของไทย เป็นกลุ่มที่ราคาพุ่งขึ้นมากที่สุด 17% นำโดยหุ้นอย่าง GGC, PTTGC และ IVL

 

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เกิดข้อจำกัดในการจัดหาแนฟทาและโพรเพน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตของโรงงานโอเลฟินส์ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์

 

ผลกระทบทางตรงจะเกิดกับโรงงานที่ต้องใช้น้ำมันดิบหรือแนฟทาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก เช่น บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่ประกาศตั้งแต่เมื่อ 10 มีนาคมที่ผ่านมาว่า

 

“มีความจำเป็นต้องหยุดการเดินโรงงานบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์เป็นการชั่วคราว โดย ROC ได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ต่อคู่ค้าและลูกค้าตามสิทธิที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้องแล้ว การหยุดโรงงาน ROC มีผลกระทบต่อต้นทุนโดยประมาณ 150 ล้านบาทต่อเดือน”

 

ในทางตรงกันข้าม บริษัทอย่าง บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ที่พึ่งพาก๊าซจากอ่าวไทยถึง 60-70% จะไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนอุปทานแน่นอน ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าโรงงานที่ใช้แนฟทาอย่างชัดเจน

 

ในช่วงไตรมาส 1 โรงกลั่นและปิโตรเคมีหลายแห่งจะมีกำไรมหาศาล เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลน ในขณะที่โรงงานเหล่านี้ยังคงใช้วัตถุดิบต้นทุนต่ำที่สั่งซื้อมาล่วงหน้า ทำให้ส่วนต่างกำไร (Margin) กว้างขึ้น แถมยังมีกำไรจากสต็อกวัตถุดิบอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 หรือเดือนเมษายน บริษัทต่างๆ จะต้องเริ่มสั่งซื้อวัตถุดิบในราคาที่แพงขึ้น ซึ่งต้องไปลุ้นกันต่อว่าราคาผลิตภัณฑ์ปลายทางจะยังคงปรับตัวขึ้นสอดคล้องกันหรือไม่ ทั้งนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดแบบ 100% เต็มคือธุรกิจต้นน้ำอย่าง PTTEP ที่ราคาขายปรับขึ้นในขณะที่ปริมาณผลิตยังเป็นปกติ

 

ด้านสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า หนึ่งในผู้ชนะท่ามกลางวิกฤตนี้เห็นได้ชัดเจนจากหุ้นในกลุ่ม MSCI Asia อย่าง Petronas Chemicals Group ในมาเลเซีย ทะยานขึ้นถึง 102% ภายในเดือนเดียว นักวิเคราะห์มองว่าบริษัทได้เปรียบมหาศาลเนื่องจากใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่มั่นคงและไม่หยุดชะงัก ในขณะที่คู่แข่งที่ใช้แนฟทาต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอย่างรุนแรง ซึ่งสถานการณ์นี้อาจผลักดันให้ราคาขายผลิตภัณฑ์พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด หากการปิดช่องแคบยังคงยืดเยื้อ

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories