ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ตลาดการเงินทั่วโลกต่างเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก ขณะที่มุมมองของนักลงทุนเปลี่ยนจากความกังวลเรื่องภาวะ Stagflation ไปสู่ภาวะ Reflation
ประเด็นสำคัญ
วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผลกระทบจากสงครามได้ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาล (Bond Market) มีปฏิกิริยา (Reaction) ที่รุนแรงกว่าตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX) สาเหตุหลักมาจากการที่ตลาดเกิดการประเมินราคาใหม่ (Reprice) เนื่องจากมองว่าสงครามอาจจะไม่จบลงง่ายๆ ภายใน 1-2 เดือนตามที่เคยคาดไว้
ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐอเมริกาและไทย ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อหรือการจ้างงาน ต่างออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้มุมมองของนักลงทุนเปลี่ยนจากความกังวลเรื่องภาวะ Stagflation คือภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจแย่ ไปสู่ภาวะ Reflation หรือเงินเฟ้อมาและเศรษฐกิจยังดี
ความเชื่อมั่นนี้ทำให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป (Behind the curve) จึงเกิดแรงเทขายพันธบัตร (Sell-off) ดันให้บอนด์ยีลด์พุ่งสูงขึ้น ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
มองต่างตลาด คาด Fed และ กนง. ‘คงดอกเบี้ย’
ปัจจุบัน ตลาดให้โอกาสสูงถึง 80% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และมองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยมีโอกาส 70% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินต่างจากมุมมองของตลาด โดยวิเคราะห์จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Fundamental) ว่าเป็นไปได้ยากที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
แม้ว่าเงินเฟ้ออาจพุ่งทะลุระดับ 5% ในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า แต่หากพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การบริโภคและการจ้างงาน จะพบว่ายังคงมีความอ่อนแอซ่อนอยู่ การที่ตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการโยกย้ายเม็ดเงิน (Rotation) จากตลาดพันธบัตรที่ถูกเทขายไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังคงเดินหน้าทำ New High อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้การมองปัจจัยพื้นฐานอาจถูกบิดเบือนไปบ้าง
ทางด้านประธาน Fed คนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) แม้จะออกมาให้ความเห็นว่าโอกาสการขึ้นและลดดอกเบี้ยอยู่ที่ 50-50 แต่เชื่อว่านั่นเป็นเพียงการให้สัมภาษณ์เพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง หากประเมินในเชิงลึก วอร์ชให้ความสำคัญกับมาตรวัดเงินเฟ้อแบบ Trimmed Mean Inflation ที่ตัดความผันผวนจากราคาพลังงานออกไป ซึ่งสะท้อนว่าในระยะถัดไป หากสงครามเริ่มคลี่คลาย Fed ก็อาจมีโอกาสกลับมาปรับลดดอกเบี้ย (Dovish) ได้ในปีหน้า
สอดคล้องกับฝั่ง กนง. ของไทย ที่คาดว่าจะเลือกมองข้ามปัจจัยเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นชั่วคราวนี้ไปก่อน ตราบใดที่สงครามไม่ยืดเยื้อเกินกว่ากรณีฐาน (Baseline) โดยคาดว่า กนง. จะเลือกคงดอกเบี้ยเพื่อมุ่งเน้นการดูแลการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) และการบริโภคเป็นหลัก
ไม่ใช่ภาวะ Behind the Curve เมื่อเทียบกับวิกฤตปี 2022
หลายคนมักนำสถานการณ์ปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) ในปี 2022 ที่ทำให้ธนาคารกลางต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย แต่คุณวชิรวัฒน์ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ได้แก่
- การเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยกว่า: ปัจจุบันคาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 โตเพียง 2% (ซึ่งมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมาช่วยพยุงด้วย) เทียบกับปี 2022 ที่เติบโตได้ 2.6%
- เงินเฟ้อต่ำกว่า: ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อปัจจุบันแม้จะสูงแต่ก็ยังต่ำกว่าปี 2022 ที่พุ่งสูงถึงเฉลี่ย 6%
- ปัญหา Supply Chain น้อยลง: ปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งไม่ได้รุนแรงเหมือนช่วงหลังโควิด-19 ใหม่ๆ
- ภาวะการเงินตึงตัวอยู่แล้ว: ดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหมือนในอดีต ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ
อย่างไรก็ดี มีความเสี่ยงสำคัญคือ หากสงครามยืดเยื้อข้ามไปถึงไตรมาส 3 และราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานยืนเหนือ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่องยาวนาน เงินเฟ้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นชั่วคราวอาจกลายเป็นความยืดเยื้อ ซึ่งจุดนั้นอาจต้องนำโมเดลการประเมินดอกเบี้ยมาพิจารณากันใหม่อีกครั้ง
คาดเงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น เตรียมกลับมาแข็งค่าแตะ 32 บาทปลายปี
สำหรับทิศทางค่าเงินบาท ในระยะสั้นมีโอกาส อ่อนค่า ลงได้อีก ตราบใดที่สงครามยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากขณะนี้ค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์ (Correlation) วิ่งตามทิศทางราคาน้ำมันในระดับที่สูงมาก แซงหน้าความสัมพันธ์ที่มีกับราคาทองคำไปแล้ว นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น เพราะต้องนำเข้าน้ำมันในราคาที่แพง
แต่ในทางกลับกัน หากมองไปในช่วงครึ่งหลังของปี ถ้าสงครามสามารถจบลงได้ในช่วงกลางปี ค่าเงินบาทจะกลับเข้าสู่เทรนด์ แข็งค่า ได้ สาเหตุมาจากความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจะลดลง ประกอบกับการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะย่อตัวลงมาอยู่แถว 80 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อเงินบาทได้
นอกจากนี้ หากบอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงตามคาด จะส่งผลบวกให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น (Inverse Correlation) ซึ่งจะกลับมาเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้เช่นกัน โดย SCB ให้กรอบเป้าหมายค่าเงินบาทในช่วงปลายปีอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ราว 31.90 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการแข็งค่าจากปัจจุบัน แต่คงไม่กลับไปแข็งค่าเท่ากับช่วงก่อนเกิดสงครามที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์อย่างแน่นอน
ภาพ: Kenishirotie / Shutterstock

