×

Runners’ Cafe Guide 15 คาเฟ่รอบสวนจตุจักร-สวนรถไฟ ที่คัดมาแล้วสำหรับพี่นักวิ่ง

03.04.2026
  • LOADING...
ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ

HIGHLIGHTS

  • ในปี 2026 เทรนด์การวิ่งในสวน ไม่ได้จบลงแค่การวิ่ง แต่กำลังเปลี่ยนเป็น ‘Cafe Hopping Route’ ที่สมบูรณ์แบบ คาเฟ่ในย่านจตุจักรนี้จึงขยับบทบาท สู่การเป็น Community Hub ที่เชื่อมต่อระหว่างความแอ็กทีฟในสนามเข้ากับวัฒนธรรมการดื่มกาแฟอย่างไร้รอยต่อ
  • เราจะเห็นบางร้านมีดีไซน์ร้านที่เน้นความโปร่งโล่ง รับแสงธรรมชาติ และให้ความสำคัญกับ Post-Run Comfort โดยบังเอิญ ตั้งแต่พื้นที่กว้างขวางสำหรับแก๊งวิ่งกลุ่มใหญ่ ไปจนถึงเมนูอาหารที่เน้นการพลังงานด้วยวัตถุดิบคุณภาพ เปลี่ยนวันซ้อมธรรมดาให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ Wellness ที่น่ารื่นรมย์ที่สุดในย่านพหลโยธิน

ถ้าสวนลุมฯ คือหัวใจของคนเมืองฝั่งสาทร ‘สวนจตุจักรและสวนรถไฟ’ ก็คือปอดผืนใหญ่ที่รวมตัวนักวิ่งทุกสายจากทั่วกรุงเทพฯ ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่สายสปีดที่เน้นทำรอบในสวนจตุจักร ไปจนถึงสายชิลล์ปั่นจักรยานรับลมที่สวนรถไฟ แต่สำหรับพวกเราชาวรันเนอร์ รู้ดีว่าความสุขที่แท้จริงของการมาเยือนย่านนี้ คือการได้ออกไปสำรวจคาเฟ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในแถวจตุจักร ลาดพร้าว และอารีย์

 

THE STANDARD LIFE กลับมาอีกครั้งใน EP.2 กับ 15 พิกัดคาเฟ่และบรันช์รอบสวนจตุจักร-สวนรถไฟ ที่เราคัดมาแล้วว่าตอบโจทย์นักวิ่งทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสายจริงจังที่ต้องการกาแฟจากโรงคั่วระดับแชมป์ หรือสายโซเชียลที่อยากนั่งละเลียดบรันช์จานโตในบ้านไม้เก่าสุดคลาสสิก ไหนๆ ก็ยอมตื่นเช้ามาสูดอากาศบริสุทธิ์ในสวนกันแล้ว อย่าให้เสียเที่ยว แวะไปเติมพลังให้ร่างกายด้วยกาแฟดีๆ และมื้อเช้าที่คุ้มค่ากับการเสียเหงื่อกันสักหน่อยดีกว่า

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 1

 

1. Larder สาขาจตุจักร

 

ตอกย้ำความเป็น Wellness Station สำหรับพี่นักวิ่งย่านจตุจักรด้วยสาขาใหม่ที่ใหญ่และปังกว่าเดิม Larder สาขาจตุจักร ยกบรรยากาศสไตล์โคเปนเฮเกนมาไว้ที่ซอยกำแพงเพชร 1 ด้วยดีไซน์เพดานสูงโปร่งและครัวเปิดแบบ Open Kitchen ที่ส่งกลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่มาทักทายพี่ๆ ตั้งแต่หน้าประตู เหมาะมากสำหรับแก๊งนักวิ่งที่อยากหาที่นั่งพักแบบ Space กว้างๆ หลังจบคอร์สซ้อมที่สวนจตุจักรหรือสวนรถไฟ

 

เมนูที่นี่ขึ้นชื่อเรื่อง Portion ที่ใหญ่สะใจ แนะนำ Potato Rosti (280 บาท) มันฝรั่งทอดชิ้นหนานุ่มฉ่ำ ท็อปด้วย Pumpkin Puree หวานละมุนและ Poached Egg เยิ้มๆ หรือจะเพิ่มโปรตีนด้วย Tuna Tataki (170 บาท) ทานคู่กับซาวโดวจ์และสลัดผักสดๆ ก็ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดีเยี่ยม ส่วนสายคาร์บหนักต้องลอง Vienna Schnitzel (290 บาท) หมูชุบแป้งทอดกรอบนอกนุ่มในสไตล์ยุโรปแท้ๆ

 

ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดสำหรับสายหวานคือ Paczek (80 บาท) โดนัทไม่มีรูไส้เครมบูเล่วานิลลาที่หอมเนยสุดพลัง ส่วนพี่ๆ ที่ต้องการรีเฟรชร่างกายจากความร้อน ที่นี่มี Cold Pressed Juice (180 บาท) ให้เลือกหลาหลาย ช่วยคืนความสดชื่นได้ทันใจแน่นอน

 

Address: ซอยกำแพงเพชร 1 (MRT กำแพงเพชร ทางออก 1)

Open: เปิดให้บริการทุกวันเวลา 07.00-17.00 น.

Contact: Larder

Budget: ราคา 300-500 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 2

 

2. Norman’s Collective

 

สายคาเฟ่ฮอปปิ้งและนักวิ่งสายคอนเทนต์ต้องมีกรี๊ด Norman’s Collective คาเฟ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็กๆ หลังตึกแดงที่มาพร้อมมู้ดแอนด์โทนแบบถูกต้องเหมือนวาร์ปไปอยู่ย่านฮิปในเกาหลี ด้วยการตกแต่งสไตล์สตูดิโอแฟชั่น โทนสีฟ้า-ขาวที่ดูสะอาดตา เป็นจุดเช็กอินที่พี่ๆ นักวิ่งควรแวะมาโพสต์ท่าเท่ๆ หลังจบรูท รับรองว่าได้รูปสวยปังระดับอินเตอร์แน่นอน

 

จุดเด่นของที่นี่นอกจากดีไซน์ที่กินขาดแล้ว คือความจริงจังเรื่องวัตถุดิบ โดยเฉพาะเมนูที่ใช้มะพร้าวน้ำหอมแท้จากบ้านแพ้วที่ส่งตรงความหวานจากธรรมชาติแบบ 100% เหมาะมากสำหรับเติมความสดชื่น หลังเสียเหงื่อในสนาม เมนูแนะนำที่พลาดไม่ได้คือ Coconut Matcha (175 บาท) มัทฉะเข้มข้นผสมน้ำมะพร้าวสดรสกลมกล่อม หรือจะเป็น Strawberry Matcha Latte (185 บาท) ที่ให้ความสดชื่นแบบมีมิติ

 

สำหรับสายขนมที่นี่ก็มี Bakery สไตล์โฮมมี่ไว้ให้เลือกเพลินๆ ทั้ง Shio-pan (80 บาท) ขนมปังเกลือเนื้อนุ่มหอมเนย หรือ Matcha Rotiboy (105 บาท) ที่กรอบนอกนุ่มใน ใครที่วิ่งเสร็จแล้วอยากหาพื้นที่นั่งพักในบรรยากาศคูลๆ ที่มีทั้งงานแฟชั่นและกาแฟดีๆ รวมอยู่ด้วยกัน Norman’s Collective คือพิกัดที่คุณจะตกหลุมรักได้ไม่ยาก

 

Address: ซอยด้านหลังตึกแดงวินเทจ จตุจักร (MRT กำแพงเพชร ทางออก 1)

Open: เปิดให้บริการวันพุธ-อาทิตย์ 11.00-18.00 น. (หยุดจันทร์-อังคาร)

Contact: Norman’s Collective

Budget: ราคา 150-350 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 3

 

3. BONCI

 

หนึ่งในแลนด์มาร์คที่ฮอตที่สุดของย่านสะพานควาย-ประดิพัทธ์คือ BONCI จุดเช็กอินที่พี่ๆ นักวิ่งไม่ควรพลาดทั้งร้านโดดเด่นด้วยโลโก้หน้ายิ้มและไฟนีออนที่เป็นเอกลักษณ์ ตกแต่งด้วยไม้โทนเข้มสไตล์มินิมัลแต่ยังคงความคลาสสิกแนววินเทจไว้อย่างลงตัว บรรยากาศร้านกว้างขวางมีถึง 2 ชั้น โดยเฉพาะชั้น 2 ที่มีพื้นที่ให้นั่งพักเหยียดขาแบบยาวๆ หรือจะพกแล็ปท็อปมาเปลี่ยนบรรยากาศ Work from Cafe หลังวิ่งเสร็จก็ตอบโจทย์สุดๆ

 

เมนูเครื่องดื่มที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายและคุณภาพ แนะนำ Bimbom Cream (150 บาท) เมนู Dirty สูตรซิกเนเจอร์ที่ท็อปด้วยครีมนุ่มละมุน หรือถ้าต้องการความรีเฟรชหลังเสียเหงื่อกลางแดดจ้า ต้องลอง Matcha Orange (150 บาท) หรือ Lychee Rose Thai Tea (120 บาท) ที่ให้ความสดชื่นแบบสว่างวาบ ส่วนใครที่ชอบกาแฟสายนม เมล็ด House Blend ของที่นี่ให้โน้ตช็อกโกแลตและฮาเซลนัทที่เข้ากันได้ดีมากกับขนมเบเกอรี่ในตู้

 

BONCI จึงเป็นมากกว่าแค่ร้านกาแฟ แต่เป็นพื้นที่พักผ่อนที่รวมเอาไลฟ์สไตล์และความแอ็กทีฟของคนย่านสะพานควายไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะวิ่งมาจากสวนจตุจักรหรือสวนรถไฟ การได้มาจบรูทที่หน้ายิ้มแห่งนี้คือรางวัลที่ช่วยเติมพลังบวกให้วันหยุดได้อย่างดีเยี่ยม

 

Address: ถนนพหลโยธิน (BTS สะพานควาย)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน 10.00-18.00 น.

Contact: BONCI

Budget: ราคา 120-300 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 4

 

4. Laze

 

หลีกหนีความวุ่นวายหลังจบรูทวิ่งที่สวนจตุจักร มาชาร์จแบตเตอรี่ร่างกายที่ Laze คาเฟ่สุดเท่ที่รีโนเวทจากตึกแถวเก่าอายุกว่า 60 ปี ให้กลายเป็น Urban Hideout ใจกลางสะพานควาย-อารีย์ ด้วยดีไซน์ที่เน้นความโปร่งและวัสดุธรรมชาติ มีสวนเล็กๆ อยู่กลางร้าน พร้อมดาดฟ้าที่เปิดรับลมเย็นๆ เหมาะมากสำหรับพี่ๆ นักวิ่งที่ต้องการพื้นที่สงบๆ เพื่อคูลดาวน์และอยู่กับตัวเองสักพักก่อนกลับไปลุยงานต่อ

 

ที่นี่จริงจังเรื่องกาแฟระดับ Micro Roastery แต่สำหรับสาย Non-coffee หรือนักวิ่งที่ต้องการความสดชื่นแบบสว่างวาบ ต้องลอง Yuzu Lemon Sparkling (130 บาท) รสชาติหวานอมเปรี้ยวและมีความซ่าที่ช่วยปลุกความเฟรชได้ทันที หรือจะเลือกเมนูในกลุ่มรีเฟรชชิ่งอย่าง Whistle (170 บาท) ชาเบอร์รี่ผสมพีชและส้มที่เสิร์ฟมาอย่างสวยงามและดื่มง่ายสุดๆ

 

ในส่วนของเบเกอรี่ พลาดไม่ได้กับ Croissant Lemonita (170 บาท) ครัวซองต์ซิกเนเจอร์ที่ตัวครีมด้านบนรสหวานตัดกับความเปรี้ยวของเลมอนด้านในได้อย่างลงตัว หรือถ้าอยากได้มื้อที่หนักท้องขึ้นมาหน่อย Croissant Cheesy Scramble Shrimp (180 บาท) ก็เป็นตัวเลือกที่เติมโปรตีนหลังวิ่งได้ดีมาก Laze จึงเป็นพิกัดที่ตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อนและการฟื้นฟูร่างกายในบรรยากาศที่เรียบง่ายแต่มีสไตล์อย่างแท้จริง

 

Address: ซอยสุทธิสารวินิจฉัย 3 

Open: เปิดให้บริการทุกวันเวลา 08.00-17.00 น.

Contact: Laze

Budget: 150-350 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 5

 

5.Baby Brunch & Bar

 

เปลี่ยนมู้ดจากสนามวิ่งมาสู่คาเฟ่สุดชิคในโรงแรม Craftsman ย่านอารีย์ Baby Bar Bangkok คือพิกัด Brunch & Bar ที่นักวิ่งสายไลฟ์สไตล์ต้องเลิฟ ด้วยการตกแต่งโทนสีชมพูตัดกับงานดีไซน์ร่วมสมัย มีให้เลือกนั่งทั้งโซน Indoor แอร์เย็นฉ่ำและ Outdoor รับลมธรรมชาติ ที่สำคัญยังเป็นร้านแบบ Pet-friendly ที่ยินดีต้อนรับน้องหมาน้องแมว ให้พี่ๆ พาสัตว์เลี้ยงคู่ใจมานั่งชิลล์หลังวิ่งในสวนจตุจักรหรือสวนรถไฟได้แบบไม่ต้องกังวล

 

อาหารที่นี่โดดเด่นเรื่องสีสันที่สดใสตัดกับจานอย่างสวยงามทุกมุม แสงช่วง 10 โมงคือช่วงนาทีทองที่สายคอนเทนต์ห้ามพลาด เมนูเติมพลังที่แนะนำคือ Big Boy Breakfast (450 บาท) มื้อเช้าชุดใหญ่ไฟกะพริบที่ให้สารอาหารครบถ้วน หรือสายพาสต้าต้องลอง Spaghetti Mentaiko (280 บาท) รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม ส่วนสายเฮลตี้ที่อยากเติมความสดชื่น แนะนำ Blueberry Yogurt (165 บาท) หรือ Strawberry Peach (165 บาท) ที่ช่วยรีเฟรชร่างกายได้ทันที นอกจากอาหารจานหลักแล้ว ของหวานอย่าง Basque Cheesecake (190 บาท) ก็เป็นรางวัลหลังเส้นชัยที่คุ้มค่า Baby Bar จึงเป็นพื้นที่ที่รวมเอาความ Wellness และความสนุกของคนเมืองย่านอารีย์ไว้ได้อย่างลงตัวที่สุดครับ

 

Address: โรงแรม Craftsman Bangkok (ซอยพหลโยธิน 11)

Open: เปิดให้บริการทุกวันเวลา 08.00-23.00 น.

Contact: Baby Bar Bangkok

Budget: 250-600 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 6

 

6. นานา คอฟฟี่ โรสเตอร์ (Nana Coffee Roasters) อารีย์

 

สัมผัสประสบการณ์กาแฟระดับโลกในบรรยากาศสวนลับใจกลางเมืองที่ Nana Coffee Roasters Ari สาขานี้คอนข้างพิเศษ เพราะเหมือนยกป่าขนาดย่อมมาไว้ในอารีย์ซอย 4 พื้นที่ร้านกว้างขวางและเขียวขจีสุดๆ เหมาะสำหรับพี่ๆ นักวิ่งที่อยากวาร์ปจากสวนจตุจักรมานั่งพักในที่ที่ธรรมชาติจุกๆ สูดอากาศบริสุทธิ์พร้อมจิบกาแฟที่การันตีคุณภาพด้วยรางวัลระดับแชมป์ ภายใต้คอนเซปต์กาแฟที่เสิร์ฟมาคู่กับเรื่องราว

 

ที่นี่คือสวรรค์ของสาย Specialty Coffee อย่างแท้จริง มีเมล็ดให้เลือกหลากหลายโปรไฟล์ เมนูแนะนำที่คอกาแฟนมต้องเลิฟคือ Dirty (150 บาท) กาแฟหอมละมุนลิ้นที่ดื่มแล้วต้องหันไปสบตากับเพื่อนรันเนอร์เพราะความฟิน ส่วนพี่ๆ ที่เพิ่งวิ่งเสร็จแล้วต้องการความเฟรชแบบสว่างวาบ แนะนำ Yuzu Sparkling (150 บาท) หรือ Wake Up (180 บาท) เมนูที่ดื่มแล้วช่วยปลุกความสดชื่นคืนพลังงานได้ทันที

 

นอกจากเครื่องดื่มแล้ว เมนูอาหารจานหลักของที่นี่ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเหล่าบรรดา Toast และ Sandwich ที่หน้าตาสวยงามและให้พลังงานดีเยี่ยมอย่าง Nana Platter (เริ่มต้น 280 บาท) หรือสายสุขภาพต้องลอง Nana Salad (เริ่มต้น 250 บาท) ที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่ Nana Coffee Roasters จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่าแก่การแวะมาเช็คอินหลังจบระยะวิ่ง เพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร

 

Address: อารีย์ซอย 4 ฝั่งใต้ (เดินจาก BTS อารีย์ ประมาณ 550 เมตร)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-18.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-18.00 น.

Contact: Nana Coffee Roasters

Budget: ราคา 200-500 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 7

 

7. Yellow Lane

 

ปักหมุดแลนด์มาร์คของคนรักสุขภาพย่านอารีย์ที่ “พี่นักวิ่ง” ต้องห้ามพลาด Yellow Lane คือ Community Space สีเหลืองอุ่นใจที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ให้ฟีลเหมือนหลุดออกมาจากความวุ่นวายของเมือง ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่คาเฟ่ แต่คือ Wellness Portal อย่างแท้จริง เพราะนอกจากเมนู Brunch ชั้นเลิศแล้ว พื้นที่ด้านหลังยังถูกเนรมิตเป็น Dip Garden Onsen & Ice Bath ให้บริการทั้งซาวน่าและบ่อแช่ไอซ์บาธซึ่งตอบโจทย์การฟื้นฟูร่างกายของนักวิ่งหลังจบรูทได้ดีที่สุดในย่านนี้

 

เมนูอาหารที่นี่เน้นความเฮลตี้และสารอาหารครบถ้วนตามแบบฉบับ Wellness Station เมนูยอดฮิตที่แนะนำคือ Big Brekkie (350 บาท) มื้อเช้าชุดใหญ่ที่ให้พลังงานเต็มเปี่ยม หรือจะเลือกแบบเบาๆ แต่สดชื่นอย่าง Acai Bowl และ Smashed Avocado on Toast (280 บาท) ที่ออนท็อปด้วยพริกน้ำส้มดองช่วยตัดรสได้อย่างลงตัว หากใครต้องการโปรตีนเน้นๆ เพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อ Beetroot and Kale Salmon (400 บาท) แซลมอนหนังกรอบเสิร์ฟคู่กับเคลาะและบีทรูทคือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ

 

นอกจากโซน Outdoor ที่ร่มรื่นแล้ว ภายในร้านยังมีพื้นที่กว้างขวาง เพดานสูง โปร่งโล่ง เหมาะสำหรับแก๊งนักวิ่งที่อยากมานั่ง Chic & Chill คุยกันยาวๆ หรือจะพาน้องหมาน้องแมวมาด้วยก็ยินดีต้อนรับ เพราะเป็น Pet-friendly ด้วย ใครที่มองหารางวัลหลังเส้นชัยที่เป็นมากกว่าแค่กาแฟ แต่ช่วยรีเฟรชทั้งร่างกายและจิตใจแบบครบวงจร Yellow Lane คือพิกัดที่ต้องมาเช็กอินด่วน

 

Address: อารีย์ ซอย 1 (BTS อารีย์)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.30-22.00 น.

Contact: Yellow Lane

Budget: ราคา 300-700 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 8

 

8. Some Time Blue Cafe

 

หลบมุมจากความวุ่นวายหลังวิ่งเสร็จ มาสัมผัสความสงบที่ Some Time Blue Cafe คาเฟ่บรรยากาศวินเทจที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบในอาคารสหมงคลฟิล์ม ที่นี่คือพิกัดที่จริงใจที่สุดสำหรับคนรักซาวโดวจ์ และกาแฟ Specialty ด้วยไวบ์ร้านที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ทำให้เราสามารถนั่งละเลียดมื้อเช้าได้แบบไม่ต้องเร่งรีบ แถมวันเสาร์-อาทิตย์ทางร้านของดใช้ Laptop เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จริงๆ

 

ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือขนมปังซาวโดวจ์โฮมเมดที่ทำออกมาได้ดีมาก พี่ๆ นักวิ่งสามารถเลือกทานแบบ Open Face ที่มีสเปรดให้เลือกหลากหลาย แนะนำ Salmon Tzatziki on toast (200 บาท) โยเกิร์ตซาสิกิผสมแอปเปิ้ลท็อปด้วยไข่ปลาแซลมอนที่ให้ความเฟรชสุดๆ หรือจะเติมพลังด้วย Bacon liver pate on toast (120 บาท) ตับไก่บดและเบคอนก็ฟินไม่แพ้กัน

 

กาแฟที่นี่รสชาติได้มาตรฐานระดับรางวัล มีเมล็ดให้เลือกหลากหลายชนิด แนะนำเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Dirty (100 บาท) ที่นมเย็นจัดตัดกับช็อตกาแฟเข้มข้น หรือถ้าอยากได้ความสดชื่นทันทีหลังวิ่งกลางแดด ต้องลอง Citrus Americano (100 บาท) ยูซุโซดาท็อปด้วยเอสเปรสโซ่ที่ช่วยปลุกความกระปรี้กระเปร่าได้ทันที

 

Some Time Blue จึงเป็นคาเฟ่ Hidden Gem ย่านพหลโยธินที่ตอบโจทย์นักวิ่งที่ต้องการพื้นที่สงบๆ ในบรรยากาศที่เหมือนหยุดเวลาไว้ให้เราได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

 

Address: ซอยพหลโยธิน 2 (อาคารสหมงคลฟิล์ม)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-16.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น.

Contact: Some Time Blue

Budget: ราคา 150-500 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 9

 

9. ET 1.5 (ET ONE POINT FIVE)

 

สัมผัสบรรยากาศบรันช์สุดโฮมมี่ที่ซ่อนตัวอยู่ในลาดพร้าว 15 ET 1.5 คือร้านที่นักวิ่งสายรักษ์โลกต้องตกหลุมรัก เพราะมาในคอนเซปต์ Answer to the Anthropocene เน้นความอร่อยที่ดีต่อโลกด้วยการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น และการจัดการแบบ Zero Waste ร้านตกแต่งสไตล์สแกนดิเนเวียนวินเทจ ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งทานข้าวในบ้านเพื่อน แถมยังมีแม่ไก่ใจดีเดินอวดโฉมให้ดูเพลินๆ ระหว่างรออาหารด้วย

 

ความพิเศษของที่นี่คือเมนูไข่ไก่สดๆ ที่ส่งตรงจากแม่ไก่ที่ทางร้านเลี้ยงเอง พี่ๆ นักวิ่งที่ต้องการเติมโปรตีนเน้นๆ แนะนำ Turkish Eggs (280 บาท) ที่เสิร์ฟพร้อมโยเกิร์ตโฮมเมดและขนมปังซาวโดวจ์ หรือจะลอง Creamy house egg omelet (340 บาท) ไข่เจียวนุ่มฟูท็อปด้วยมอสซาเรลล่าชีสและมะเขือเทศตากแห้ง ส่วนใครเป็นสาย Plant-based ต้องลอง Spirulina, kale and pea pesto (380 บาท) ที่อัดแน่นด้วยซูเปอร์ฟู้ดช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดีเยี่ยม

 

ในส่วนของเครื่องดื่ม ที่นี่เน้นความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ โดยเฉพาะ Cold Brew with Buffalo milk (110 บาท) ที่ให้รสสัมผัสนุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์ หรือจะเลือกเพิ่มความสดชื่นด้วย Fermented fruit juice (95-110 บาท) อย่าง Pineapple Tepache หรือ Apple Cider โฮมเมด ที่ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญหลังวิ่งได้ดีสุดๆ

 

ด้วยจำนวนโต๊ะที่มีไม่มากและบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว แนะนำให้พี่ๆ โทรจองก่อนล่วงหน้าเพื่อความชัวร์ และเป็นอีกหนึ่งพิกัดที่คุ้มค่าแก่การวิ่งยาวมาหาความสงบและอิ่มอร่อยแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อม

 

Address: ซอยลาดพร้าว 15 (MRT ลาดพร้าว)

Open: เปิดให้บริการทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 11.00-16.00 น. (หยุดวันจันทร์)

Contact: ET 1.5

Budget: 200-500 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 10

 

10. HAU HAUS

 

หากกำลังมองหาพิกัดพักเหนื่อยที่ให้ความรู้สึกเหมือนแวะไปจิบกาแฟบ้านเพื่อนหลังวิ่งเสร็จ HAU HAUS ในซอยลาดพร้าว 15 คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดครับ ร้านนี้มาพร้อมบรรยากาศสุดอบอุ่น ดีไซน์สวยสบายตา เน้นความสงบและเป็นกันเอง เหมาะสำหรับนักวิ่งที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายมานั่งพักเช็คระยะทาง หรือจะชวนก๊วนวิ่งมานั่งคุยเล่นกันเรื่อยๆ ก็ชิลล์ได้ยาวๆ

 

ความโดดเด่นของที่นี่คือเมนูเครื่องดื่มที่มีเลเยอร์สวยงามและครีเอทสุดๆ โดยเฉพาะสายมัทฉะห้ามพลาดเมนูไฮไลต์อย่าง Mountain Cloud (130 บาท) ที่เป็นการผสมผสานระหว่าง Spirulina และ Matcha ให้สีสันสวยงามและรสชาติสดชื่น หรือจะเป็น Deeply Rooted (145 บาท) มัทฉะเข้มข้นที่มิกซ์กับ Nutella ได้อย่างลงตัว ส่วนคอกาแฟก็มีเมล็ดให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ Rat Pack (Americano) (95 บาท) ไปจนถึงเมนูสดชื่นอย่าง Sunny Sip (110 บาท) ที่ใช้น้ำส้มคั้นสดช่วยปลุกร่างกายให้ตื่นตัว

 

นอกจากเครื่องดื่มแล้ว ที่ร้านยังมีเบเกอรี่โฮมเมดไว้คอยเติมพลังงานให้ร่างกายด้วย ใครที่วิ่งเสร็จแล้วอยากได้รูปสวยๆ ในชุดวิ่งพร้อมกาแฟดีๆ สักแก้วในบรรยากาศที่ไม่เร่งรีบ ปักหมุดที่นี่ไว้ได้เลย รับรองว่าได้พลังบวกกลับไปเต็มเปี่ยมแน่นอน

 

Address: ซอยลาดพร้าว 15 แยก 2-3 (MRT ลาดพร้าว)

Open: เปิดให้บริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 08.00-17.00 น. (หยุดวันจันทร์)

Contact: HAU HAUS

Budget: ราคา 100-300 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 11

 

11. บอฟคูล คาเฟ่ (Boffkool)

 

สำหรับพี่ๆ นักวิ่งที่มองหาความครบ จบ ในที่เดียวต้องแวะมาที่บ้านหลังใหม่ของ Boffkool (โดย Bluekoff) ในซอยลาดพร้าว 15 แยก 1 ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็นพื้นที่พักผ่อนขนาดใหญ่ที่รองรับได้ทั้งก๊วนวิ่งและครอบครัว ด้วยบรรยากาศที่โปร่งสบายและที่จอดรถสะดวกสุดๆ จุดเด่นคือการใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพจากโรงคั่วของตัวเองที่ส่งตรงจากไร่ในเชียงราย ผสมผสานกับวัตถุดิบผักสดออร์แกนิกจากไร่เกษตรผสมผสานของ Bluekoff ทำให้ทุกจานที่เสิร์ฟเต็มไปด้วยพลังงานที่ดีต่อสุขภาพ

 

เติมพลังหลังเสียเหงื่อด้วยเมนูที่ทานง่ายแต่สารอาหารครบถ้วน แนะนำ Chicken Tortilla Wrap (130 บาท) หรือ Braised Beef English Muffin (160 บาท) ที่อัดแน่นด้วยเนื้อตุ๋นสูตรลับและผักสดกรอบๆ ถ้าอยากได้ความคลาสสิก Croissants Ham & Cheese (120 บาท) ของที่นี่ก็อบมาได้กรอบหอมกรุ่นสุดๆ

 

คอกาแฟต้องลอง Dirty (100 บาท) ที่ใช้ Special Milk สูตรเฉพาะของร้าน หรือเมนูรีเฟรชร่างกายอย่าง Yellow Squeeze (110 บาท) กาแฟผสมแอปเปิ้ลแดงและน้ำผึ้งมะนาว ที่ช่วยดึงความสดชื่นกลับมาได้ทันทีหลังวิ่งกลางแดด สำหรับสาย Non-Coffee แนะนำ Lychee Rose Tea (110 บาท) หรือเมนูไทยๆ อย่าง Peak Lum Yai (140 บาท) กาแฟลาเต้นมโอ๊ตผสมลำไยและครีมข้าวหอมมะลิ ให้รสสัมผัสที่แปลกใหม่และนุ่มนวล

 

Boffkool จึงเป็นจุดเช็คอินที่ตอบโจทย์ทั้งการเติมพลังกายด้วยอาหารคุณภาพ และเติมพลังใจด้วยกาแฟ Specialty ชั้นเลิศ เป็นหนึ่งใน Wellness Station ย่านลาดพร้าวที่นักวิ่งทุกคนควรปักหมุดไว้ในลิสต์

 

Address: ซอยลาดพร้าว 15 แยก 1 (MRT ลาดพร้าว)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.30-17.00 น.

Contact: Boffkool

Budget: 200-500 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 12

 

12. ฌอ เฌอ คอฟ (Chowchercof)

 

วาร์ปจากความวุ่นวายมาสูดโอโซนให้เต็มปอดที่ ฌ ฌอเฌอคอฟ คาเฟ่ลับย่านลาดพร้าวที่ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่าอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ร้านนี้คือนิยามของคำว่ากินลมชมวิวที่แท้จริง เพราะตัวร้านล้อมรอบด้วยต้นไม้สีเขียวขจีและมีบ่อบัวหลวงขนาดใหญ่ให้นั่งมองได้เพลินๆ ไวบ์เหมือนออกมานั่งเล่นบ้านสวนต่างจังหวัด เหมาะมากสำหรับพี่ๆ นักวิ่งที่อยากหาพื้นที่เงียบสงบเพื่อนั่งคูลดาวน์ อ่านหนังสือ หรือจะพกแล็ปท็อปมาเปลี่ยนบรรยากาศ Work from Garden ก็ได้ฟีลสุดๆ

 

ไฮไลต์ที่ทุกคนต้องสั่ง คือเมนูที่ใช้มะพร้าวแท้ๆ ส่งตรงจากลูก โดยเฉพาะ เค้กมะพร้าวอ่อน (99 บาท) ที่เนื้อนุ่มละมุน หอมกลิ่นมะพร้าวแบบตะวันออก บอกเลยว่าชิ้นใหญ่จุใจจนแนะนำให้ชวนเพื่อนรันเนอร์มาหารกันจะพอดีกว่า หรือจะลอง Coco Ball (165 บาท) เค้กลูกมะพร้าวใบเตยสุดพรีเมียมก็น่าสนใจไม่แพ้กัน นอกจากนี้ที่ร้านยังมีเมนูอาหารคาวที่มีตัวเลือกแบบ Plant-based และนมโอ๊ตไว้บริการอีกด้วย

 

สำหรับเครื่องดื่มที่ช่วยเติมความสดชื่นหลังเสียเหงื่อ แนะนำ กาแฟลาด(มะ)พร้าว (129 บาท) เมนู Signature ที่รวมน้ำมะพร้าว เนื้อมะพร้าวปั่น และช็อตกาแฟเข้มข้นไว้ในแก้วเดียว หรือจะเลือกสายสมูทตี้เพื่อสุขภาพอย่าง Melon Minty Smoothie (185 บาท) ก็ช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้ดีเยี่ยม ฌ ฌอเฌอคอฟ จึงเป็นพิกัดที่ตอบโจทย์ทั้งนักวิ่งสายชิลล์และสายกินที่โหยหาความสงบและรสชาติโฮมเมดคุณภาพดี

 

Address: ซอยลาดพร้าว 16 (MRT ลาดพร้าว)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00-20.00 น.

Contact: Chowchercof

Budget: ราคา 150-500 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 13

 

13. Butter Bakery สาขาลาดพร้าว

 

ขยับความอร่อยมาเอาใจชาวลาดพร้าวตอนต้นกับสาขาที่ 2 ของ Butter Bakery ในซอยลาดพร้าว 18 ที่กว้างขวางและโปร่งสบายกว่าเดิม ร้านตกแต่งสไตล์มินิมอลมู้ดเกาหลีแบบครัวเปิด ให้พี่ๆ นักวิ่งได้เห็นขั้นตอนการนวดแป้งและอบขนมกันสดๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วร้าน เป็น Spot ที่เหมาะมากสำหรับแก๊งรันเนอร์ที่อยากหาที่นั่งพักยาวๆ ทานบรันช์คุณภาพดี หรือจะนั่งทำงานต่อในบรรยากาศโฮมมี่ก็ลงตัว

 

ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ Shiopan (เริ่มต้น 70 บาท) ขนมปังเกลือที่ข้างในฉ่ำเนยสุดๆ จะสั่งแบบออริจินัลหรืออัปเกรดเป็นไส้ Strawberry Fresh Cream ก็ช่วยเติมพลังงานหลังวิ่งได้ดีเยี่ยม สำหรับสาย Refuel ที่ต้องการมื้อหนัก แนะนำ Sourdough ยีสต์ธรรมชาติที่ร้านทำเองทุกขั้นตอน เสิร์ฟคู่กับไข่และชีส หรือเมนูขายดีอย่าง Tuna Melt (220 บาท) ทูน่าในซอสเพสโต้โฮมเมดรสชาติเข้มข้นที่ทานแล้วหายเหนื่อยแน่นอน

 

ในส่วนของเครื่องดื่ม ที่นี่จริงจังไม่แพ้กันเพราะดีลเมล็ดจากโรงคั่วโดยตรง มีให้เลือกตั้งแต่คั่วอ่อนไปจนถึงคั่วเข้ม เมนูแนะนำคือ Creme Brulee Latte (145 บาท) ลาเต้เย็นที่ท็อปด้วยเครมบรูเล่หอมหวาน ดื่มง่ายและสดชื่นมาก Butter Bakery สาขานี้จึงเป็นพื้นที่พักผ่อนที่รวมเอาความรักในเบเกอรี่และกาแฟ Specialty มาเสิร์ฟให้คนรักสุขภาพย่านลาดพร้าว-จตุจักร ได้มาดื่มด่ำกับรางวัลหลังเส้นชัยอย่างมีความสุข

 

Address: ซอยลาดพร้าว 18 (MRT ลาดพร้าว)

Open: เปิดให้บริการทุกวันเวลา 08.00-17.00 น.

Contact: Butter Bakery

Budget: ราคา 200-500 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 14

 

14. Dough a lot

 

คาเฟ่เบเกอรี่สุดคิ้วท์ย่านจตุจักรที่ให้ฟีลเหมือนวาร์ปไปนั่งกินขนมในบ้านเพื่อนแถบยุโรปวินเทจ ตัวร้านตกแต่งได้อบอุ่นโฮมมี่สุดๆ แถมยังมีสวนสีเขียวสบายตาด้านนอกให้พี่ๆ นักวิ่งได้นั่งพักสายตาหลังจบรูท เมนูของที่นี่เน้นงานคราฟต์ที่ใส่ใจทั้งรสชาติและโลก เพราะเขาเลือกใช้ภาชนะที่ย่อยสลายได้และถ้วยรีไซเคิล สมกับเป็นจุดเช็กอินของสาย Wellness ยุคใหม่จริงๆ

 

เมนูรางวัลหลังเส้นชัยที่ห้ามพลาดคือ Red Bean Butter Pretzel (155 บาท) เพรทเซลแป้งนุ่มหอมสอดไส้ถั่วแดงกวนและเนยสดชิ้นหนา ให้รสสัมผัสที่ละมุนและเติมพลังงานได้ดีเยี่ยม หรือจะเลือกเป็น Bagel Plain (55 บาท) ทานคู่กับ Berry Cream Cheese (40 บาท) ก็อร่อยสดชื่นเข้ากัน สำหรับสายแซนด์วิชหน้าเปิด แนะนำ Avocado Egg Salad (135 บาท) หรือ Pesto Caprese (135 บาท) ที่อัดแน่นด้วยวัตถุดิบคุณภาพดี

 

ในส่วนของเครื่องดื่ม นอกจากกาแฟมาตรฐานที่มีให้เลือกทั้งร้อนและเย็นแล้ว สาย Fruity Coffee ต้องลอง Lychee Coffee (95 บาท) หรือ Orange Coffee (95 บาท) ที่ช่วยดึงความสดชื่นกลับมาได้ทันที ส่วนใครที่ไม่ดื่มกาแฟ Very Berry Soda (85 บาท) หรือ Tamarind Soda (85 บาท) รสเปรี้ยวซ่าคือคำตอบสุดท้ายที่ช่วยคลายร้อนหลังวิ่งได้ดีที่สุดครับ แม้ร้านจะเปิดแค่ช่วงสั้นๆ ในวันธรรมดา แต่บอกเลยว่าคุ้มค่าที่จะแวะมาเติมความหวานให้วันซ้อมของพี่ๆ สดใสขึ้นแน่นอน

 

Address: ถนน เทศบาลนิมิตใต้ ซอย 13

Open: เปิดให้บริการวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 09.30-15.00 น. (หยุดเสาร์-จันทร์)

Contact: Dough a lot

Budget: ราคา 100-300 บาทต่อคน

 

ภาพรวมคาเฟ่สำหรับนักวิ่ง 15 แห่งรอบสวนจตุจักรและสวนรถไฟ 15

 

15. Sho Cozyhouse

 

บ้านมัทฉะสไตล์ญี่ปุ่นสุดมินิมอลย่านรัชดา ตัวร้านมาในมู้ดญี่ปุ่นมินิมัล ที่ขาวสะอาดตาและอบอุ่น ไฮไลต์อยู่ที่สวนเซนเล็กๆ ด้านหลังร้านที่ช่วยให้ใจสงบลงทันทีหลังจบ รูทวิ่งที่เหนื่อยล้า ที่นี่คือสวรรค์ของสาย Specialty Matcha ที่แท้จริง เพราะคัดสรรชาเขียวคุณภาพมาให้เลือกหลายโปรไฟล์ พร้อมกรรมวิธีการชงที่พิถีพิถันแบบดั้งเดิม

 

สำหรับนักวิ่งที่ต้องการความรีเฟรช แนะนำ Elixir (190 บาท) มัทฉะผสมน้ำมะพร้าวสดที่หอมหวานธรรมชาติ หรือจะเป็น Yuzucha (190 บาท) มัทฉะยูซุโซดาที่ช่วยปลุกความเฟรชได้ทันใจหลังเสียเหงื่อ สายดื่มมัทฉะจริงจังสามารถเลือกดื่มแบบ Clear Matcha เพื่อลิ้มรสชาติแท้ๆ ได้ อย่าง Gokou (150 บาท) ที่ให้โน้ตแบบ Deep Green/Cacao หรือ Tenko (170 บาท) ที่ออกไปทาง Avocado/Macadamia ส่วนสายลาเต้ต้องลอง ShO. Matcha Latte (200 บาท) สูตรซิกเนเจอร์ที่ใช้ Special Brown Sugar และถ้าอยากได้รางวัลชิ้นโตหลังซ้อมหนัก ต้องสั่ง Baked Matcha Cheesecake (250 บาท) ชีสเค้กหน้าไหม้ที่อัดแน่นด้วยชาเขียวเข้มข้นถึงใache Tart (280 บาท) ที่เข้มข้นระดับพรีเมียม

จ หรือ Matcha Gan

Sho Cozyhouse จึงเป็นมากกว่าแค่คาเฟ่ แต่เป็นพื้นที่ Slow Life ที่ให้นักวิ่งย่านรัชดา-จตุจักรได้มาพักกายพักใจในบรรยากาศญี่ปุ่นแท้ๆ ใครที่โหยหารสชาติมัทฉะระดับพรีเมียม แบบไม่ต้องบินไปถึงเกียวโต ปักหมุดที่นี่ไว้ได้เลย

 

Address: ซอยรัชดา 44 แยก 1 (ใกล้ศาลอาญา)

Open: เปิดให้บริการทุกวันศุกร์-พุธ เวลา 09.00-17.00 น. (หยุดวันพุธ)

Contact: Sho.cozyhouse

Budget: 150-400 บาทต่อคน

ภาพ: Courtesy of brand

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories