วันนี้ (1 เมษายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษามาตรการและการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ว่า ในช่วงเวลานี้ของทุกปี สิ่งที่คุ้นเคยกันดีในสภาแห่งนี้ คือการยื่นญัตติด่วนเพื่อหาทางออกเรื่องวิกฤติ PM 2.5 การที่ต้องนำเรื่องนี้กลับมาหารือซ้ำๆ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปัญหานี้คือวิกฤตเรื้อรังระดับชาติ ในภาคเหนือเข้าขั้นวิกฤต ไฟป่าลามไปมากกว่า 4,000 จุดหลายจังหวัดถูกปกคลุมด้วยฝุ่นพิษระดับสีแดงและในบางพื้นที่ไปถึงระดับสีม่วง ค่าฝุ่นที่พุ่งสูงทะลุมาตรฐานไปหลายเท่าตัวนั้นส่งผลกระทบทั้งทางด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ในกรุงเทพฯ ต้นปีที่ผ่านมาก็เผชิญกับปัญหา pm2.5 เช่นกัน มีหลายวันที่มองไปข้างนอกไม่เห็นตึกสูง จนรัฐบาลและหน่วยงานต้องประกาศขอให้หน่วยงานและบริษัท work from home และสั่งให้ปิดโรงเรียนกระทันหัน เพื่อหลบหนีฝุ่นพิษ
“ดิฉันเป็นแม่ เป็นผู้ปกครองของเด็ก ในวันที่มีค่าฝุ่นละอองสูง ผู้ปกครองทุกคนก็มีความเครียด ว่าอากาศที่ลูกเราสูดเข้าไปนั้นจะมีคุณภาพอย่างไร จะส่งผลกระทบต่อลูกเราอย่างไร โดยในวันที่มีค่าฝุ่นที่สูง โรงเรียนมักจะประกาศให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง เด็กจะไม่ได้ออกไปวิ่งเล่น ไม่ได้เตะบอล ไม่ได้เล่นสนามเล่น บั่นทอนพัฒนาการของเด็ก ถูกตัดโอกาสแห่งการเรียนรู้ และบางโรงเรียนอาจจะประกาศงดการเรียนการสอน กลับไปเรียนออนไลน์ การที่เด็กเล็กอยู่กับหน้าจอมันส่งผลกระทบต่อสมาธิของเด็ก ต่อคุณภาพการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นกับเด็กเช่นกัน ปัญหา PM 2.5 นั้นอาจส่งผลกระทบถึงโรคทางเดินหายใจเด็ก เกิดอาการหอบหืดเราได้เห็นตามหน้าข่าวว่ามีเด็กอายุ 8 ขวบที่มีเลือดกำเดาไหลไม่หยุด สิ่งเหล่านี้เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายครอบครัวมากขึ้น ในครอบครัวจะต้องซื้อหน้ากาก n95 เครื่องฟอกอากาศ เครื่องกรองฝุ่นทั้งหมดมันคือภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน” พิชชารัตน์ กล่าว
พิชชารัตน์ กล่าวอีกว่า ลมหายใจของเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่สำคัญ ตอนนี้วิกฤตพลังงานที่สูงขึ้น ประเทศกำลังเผชิญอยู่ต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น เรากลับต้องมาเจอวิกฤตฝุ่นในภาคเหนือ เราทราบกันดี ว่าเศรษฐกิจนั้นพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว การเกิดวิกฤต PM 2.5 วิกฤติฝุ่นละออง ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงอย่างชัดเจน และกำลังจะเข้าใกล้สงกรานต์ ยอดจองโรงแรมลดลง ร้านอาหาร รายได้อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ขาดรายได้ไปอย่างมหาศาล ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าที่กำลังพยายามลืมตาอ้าปาก กลับต้องมาสะดุดเพราะภัยพิบัติทางอากาศที่เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ และภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ที่รัฐและประชาชน จะต้องแบก ถือเป็นต้นทุนต่อประเทศในระยะยาว หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะได้เห็นการจัดการอย่างจริงจังจากภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน เพื่อทวงคืนอากาศสะอาดอากาศบริสุทธิ์ให้กับคนไทยทุกคน


